อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 20 ตุลาคม 2561

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 20 ตุลาคม 2561

คนไทยตอบคำถามแทน'มารีญา' ชวนนึกถึงสังคมอย่างไร

สัปดาห์นี้มาย้อนดูเหตุผลที่ “มารีญา” ชวด “มงที่ 3” กันว่ามีอะไรบ้าง และถ้าเป็นเรื่องตอบคำถามอยากทราบว่าคนไทยจะตอบแทน “น้องมารีญา” ว่าอะไรบ้างลองเม้นท์กันหน่อยสิ!! พฤหัสบดีที่ 7 ธันวาคม 2560 เวลา 08.00 น.


คงจะเป็นเรื่องที่อารมณ์ค้างกันอยู่ไม่น้อย สำหรับแฟนๆ นางงาม หรือคนที่รักประเทศ (แบบว่าอะไรที่เป็นของไทย เชียร์หมด) ที่น้อง “มารีญา พูลเลิศลาภ” ตัวแทนสาวงามไทยไปเวทีมิสยูนิเวิร์ส หรือ “นางงามจักรวาล” ไม่ได้คว้า “มงที่ 3” (หมายถึงตำแหน่งนางงามจักรวาลคนที่สาม) มาให้เป็นของขวัญแก่คนไทย

ต้องบอกว่า เธอทำดีที่สุดแล้ว ในการเข้ารอบลึกถึง 5 คนสุดท้าย ซึ่งไทยเพิ่งทำได้ในรอบหลายปี และแน่นอนว่า เมื่อกระแสเชียร์ดังกระหึ่ม กระแสวิจารณ์ก็กระหึ่มเช่นกัน บางคนเขายังว่า “พอแข่งเสร็จก็รู้หมดล่ะว่าปัญหาคืออะไร เหมือนหวยแหละ พอออกปุ๊บก็นึกออกหมดว่า เลขที่ออกมันมาจากอะไร”



ปีนี้ “น้องมารีญา” เธอโดนวิจารณ์หนักเรื่อง
“ชุดรอสวมมง” (คือชุดรอบสุดท้าย ใครได้นางงามก็ใส่ชุดนั้นแหละรับมงกุฎ) ว่าเธอใส่แล้วดูไม่ค่อยจะสวยนัก เพราะความที่เป็นนางแบบตัวสูง ทำให้ดูไม่ค่อยมีเส้นเว้าเส้นโค้ง ไม่ค่อยมีอกมีเอว ไม่เหมือน “เทรนด์ฝรั่ง” ที่ชอบๆ กันคือผู้หญิงหุ่นแบบนาฬิกาทราย (เอาตัวอย่างชัดๆ ลองดู คิม คาร์ดาเชี่ยน ไฮโซดัง) บ้างก็ว่าชุดมันโป๊ไป จนดูเหมือนเธอไม่มั่นใจหรือไม่มีความสุขที่จะสวม



เมื่อเกิดความไม่มั่นใจ ประหม่า เขาว่าก็คือไม่ค่อย “เปล่งประกาย” ให้เป็นที่น่าจับตาเชียร์เท่าไร กองเชียร์ไม่พอใจหาว่า “ชุดนี้ทำให้ดูด้อยลง” ซึ่งทางดีไซเนอร์กับชาวเน็ตก็ออกมาตอบโต้กันไปมาพอสมควร แต่สุดท้ายแล้ว คนที่จะสยบดราม่าได้ดีที่สุดก็คือ “น้องมารีญา” เอง เพียงแต่ว่าถ้าใครมีความเชื่อปักใจอยู่แล้ว เธอจะแก้ต่างอย่างไรก็คงยาก พูดอะไรให้เกียรติดีไซเนอร์ เขาก็ว่า “พูดตามมารยาท” ว่าดีไซเนอร์ก็ว่า “แล้วไม่ทักท้วงเสียแต่เนิ่นๆ” เรียกว่า การเป็นคนดัง คนที่โดนจับตานี่น่าลำบากใจพิลึกอยู่เหมือนกัน เอาใจฝั่งไหนก็ไม่ค่อยจะถูก

ก็คงได้แต่เอาใจช่วยว่า เมื่อเธอกลับไทย คงจะพอๆ กันเรื่องนี้ได้แล้ว เพราะเธอเป็นคนกลางที่จะต้องประคองทุกความรู้สึกของทุกคน จากนี้ไปชีวิตเธอยังมีโอกาสได้ทำงาน ทั้งงานของตัวเองและงานเพื่อสังคมอีกเยอะ ให้เป็นที่ชื่นชม อะไรที่ผ่านมาแล้วคิดว่าเป็นบทเรียนให้ปีต่อๆ ไป ก็ค่อยหยิบมาพูดกันเมื่อจะเริ่มงานกันใหม่เถอะ

อีกเรื่องหนึ่งที่ “น้องมารีญา” เธอโดนวิจารณ์ คือเรื่องการตอบคำถามบนเวที...ซึ่งเดี๋ยวนี้นางงามเวทีระดับชาติแทบทุกเวทีเขาเน้น “งามโฉม งามวิชา วาจาหาญ” คือต้องสวย มีสมอง พูดเก่ง คนดูนางงามเดี๋ยวนี้ทำการบ้านเยอะ...สามารถวิเคราะห์การตอบคำถามเป็นฉากๆ ไม่ใช่แค่ดูเอาสวย คนดูผ่านๆ บางคนยังทึ่ง บอกว่า “ตอบคำถามนางงามหรือตอบกรรมการสอบสัมภาษณ์เข้าปริญญาเอก?” คือมันยากจะคิดได้ใน 2 นาทีให้ออกมาดีเลิศจริงๆ



เรื่องตอบคำถามเมื่อปีกลาย “น้องน้ำตาล-ชลิตา ส่วนเสน่ห์” ก็โดนกองเชียร์วิจารณ์เสียอ่วมเหมือนกัน เพราะเธอเข้ารอบระดับลึกๆ แบบกองเชียร์ลุ้นกันเหงื่อเหนียวได้แล้ว แต่ตอนตอบคำถามเกี่ยวกับ 
“ใครที่เป็นฮีโร่ของคุณ” เธอไม่ได้อธิบายอะไรเยอะนัก เพียงแต่กล่าวถึง “พ่อหลวงรัชกาลที่ 9” สั้นๆ ซึ่งคนดูบอกว่า “ตอบไม่ได้ใจ” การตอบของ “น้องน้ำตาล” กลายเป็นประเด็นว่าปัญหาของนางงาม คือภาษาอังกฤษไม่แข็งแรง ปีนี้พอเป็นนางงามหน้าฝรั่ง ภาษาแข็งแรง “น้องมารีญา” เธอเลยไม่ค่อยโดนเสียงค่อนแคะเท่าไรว่า “นางงามไทยทำไมหน้าฝรั่ง?”

การตอบคำถามที่ “น้องมารีญา” โดนวิพากษ์วิจารณ์นั้น กรรมการถามเธอว่า “กระบวนการขับเคลื่อนทางสังคมเรื่องไหนที่สำคัญ?” ซึ่งกองเชียร์เขาว่า ควรจะตอบเป็นเรื่องๆ ไม่ใช่ไปตอบทำนองว่า การที่สังคมจะเข้าสู่ความเป็นสังคมผู้สูงอายุ ทำให้เราต้องให้ความสำคัญกับเยาวชน...มันไม่ใช่คำตอบที่ตรง แต่ถ้าอ้อมๆ แอ้มๆ ให้ยอมรับกันก็ยอมรับได้ ว่าก็คือให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนทางสังคมที่คนรุ่นใหม่หรือเยาวชนขับเคลื่อน

“กูรูนางงามสายตอบคำถาม” เขาว่า เอาจริงเรื่องการเก็งข้อสอบสัมภาษณ์ มันก็พอจะทำได้ เพราะคำถามสำหรับผู้เข้าประกวดแต่ละคน เขาก็คงดูกระแสสำคัญที่เกิดขึ้นในประเทศนั้นๆ อย่างปี “น้องน้ำตาล” สิ่งที่อยู่ในใจคนไทยคือเรื่อง “ในหลวงรัชกาลที่ 9” ก็กลายเป็นคำถามถึงฮีโร่ หรือคนที่คุณยกย่อง



การตั้งคำถามก็มักจะเป็นเรื่องกระแสโลก อย่างเรื่องปัญหาการก่อการร้าย เรื่องสันติภาพ สิทธิ ความเสมอภาค การขับเคลื่อนทางสังคมก็เป็นกระแสโลกอันหนึ่งที่มีออกมาเป็นระยะ ซึ่งถ้าอิงจากที่ว่า “ดูกระแสสำคัญที่เกิดขึ้นในประเทศนั้นๆ” ก็ยังนึกไม่ค่อยจะออก ว่า ปีนี้กองประกวดเห็นการเคลื่อนไหวทางสังคมอะไรใหญ่ๆ ในประเทศเรา?

ด้านการเมืองก็ไม่ค่อยจะมีอะไรเคลื่อนไหวนัก ง่ายๆ คือไม่มีการชุมนุม แต่ถ้ามองไปถึงการเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องให้เกิดการคืนประชาธิปไตยโดยเร่งให้เกิดการเลือกตั้งโดยเร็ว (ส่วนใหญ่ฝ่ายการเมืองเรียกร้อง) ก็ว่ากันไป

เมื่อมีการวิเคราะห์ถึงคำถามของ “มารีญา” สิ่งที่น่าสนใจ คือคำถามนางงามกลายเป็นกระแสเล็กๆ ที่เห็นและเกิดขึ้นในโลกอินเทอร์เน็ต เพราะมีบางสื่อ หรือบางคน ตีกระแสโดยถามทำนองว่า “ถ้าคุณเป็นมารีญาจะตอบอย่างไร?” คือเป็นการดึงให้ผู้ติดตามข่าวสารนางงาม กระทั่งคนทั่วไปได้ฉุกคิดถึงการเคลื่อนไหวทางสังคมไปด้วย



เราก็เลยมีโอกาสได้ฉุกคิดกันหน่อย ลับสมองเล่นๆ ว่า ถ้าเช่นนั้นการเคลื่อนไหวทางสังคมในประเทศไทยควรจะเป็นอะไรดี? การเคลื่อนไหวทางสังคม คือกลุ่มประชาชนช่วยกันผลักดันให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในระดับนโยบายหรือวิธีคิดให้ได้ เพื่อให้เกิดการแก้ปัญหา เกิดความช่วยเหลือ นำสังคมไปสู่สิ่งที่ดีกว่า ซึ่งเป็นการขับเคลื่อนที่สำคัญและมีพลั

ประเด็นแรกที่หลายคนเห็นกับเรื่องสิ่งที่น่าจะเคลื่อนไหว คือการเรียกร้องให้เกิดประชาธิปไตยโดยเร็ว หลายคนอาจชอบรัฐบาลนี้ที่บ้านเมืองสงบดีไม่มีม็อบ แต่ก็คงรู้กันว่ากระแสโลกปัจจุบัน เขาไม่ได้ยอมรับประเทศที่ผู้นำมาจากการยึดอำนาจ แม้จะทำงานดีแต่ก็มีปัญหาเรื่องภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือ

ที่สำคัญคือการที่รัฐบาลมีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด จะส่งผลกระทบต่อการตรวจสอบ ถ่วงดุลง่ายๆ...คือในสภานิติบัญญัติ (สนช.) มีฝ่ายค้านหรือไม่ และคนใน สนช. ที่มีปัญหา เช่น โดดประชุมบ่อยครั้ง มีมาตรการอะไรในการจัดการหรือไม่? ในเมื่อเป็นคนของรัฐบาลทั้งนั้น การออกนโยบายอะไรมา ได้ฟังเสียงประชาชนแค่ไหน ดูอย่างเรื่องการซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ เสียงวิจารณ์ไปถึงไหนๆ แต่ก็ยังผ่านไปง่ายๆ แล้วยังมีเรื่องการใช้อำนาจตาม ม.44 ที่ตรวจสอบไม่ได้อีก

เรื่องต่อมาที่น่าสนใจขับเคลื่อนในประเทศไทย ก็คือเรื่องปัญหาสิ่งแวดล้อม อันนี้ก็เป็นกระแสในทั่วโลกอยู่ เกี่ยวกับเรื่องการใช้พลังงานสะอาด ทดแทนพลังงานฟอสซิลหรือถ่านหิน เพราะพลังงานพวกนี้ทำให้เกิดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ มีผลทำให้อุณหภูมิโลกที่สูงขึ้น ง่ายๆ คือทำให้เกิดน้ำแข็งขั้วโลกละลาย ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น เรื่องนี้เคยวิตกกันหนักขนาดช่วงหนึ่งมีการเผยแพร่ภาพ “แผนที่ประเทศไทยใหม่” ที่รอดพ้นจากน้ำท่วมโลก



แต่ประเทศไทยยังใช้ถ่านหินอยู่มาก โรงไฟฟ้าที่กระบี่ก็จะสร้าง โรงไฟฟ้าที่ อ.เทพา จ.สงขลา ก็จะสร้าง แถมมีข่าวว่าจะซื้อถ่านหินจากอเมริกา (ก็งงว่าค่าขนส่งจะเท่าไร) คนที่เขาห่วงเรื่องผลกระทบสิ่งแวดล้อมก็เคลื่อนไหวไป รัฐบาลก็ชี้แจงไป ซึ่งการไม่ใช่คนในพื้นที่ บางทีก็ตอบไม่ถูกว่าความจริงที่ถูกต้องครบถ้วนเป็นอย่างไร แต่โดยกระแสโลก คือเขาพยายามให้ใช้พลังงานสะอาด ที่ไม่เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เช่น ลม โซล่าร์เซล พลังงานจากพืช

เรื่องพลังงานนี่ ถ้าจะขับเคลื่อนกัน ต้องหาข้อมูลอย่างรอบด้านมากจริงๆ เพราะมันเป็นเรื่องที่เกี่ยวพันกับผลประโยชน์มหาศาล (ก็ผู้ค้าพลังงานนั่นแหละ) ข้อมูลจะตีกันเยอะ บ้างก็ว่าประเทศไทยยังมีกำลังผลิตพลังงานสะอาดไม่เพียงพอต่อความต้องการ ถึงยังจำเป็นต้องใช้ถ่านหิน แต่บ้างก็ว่าเพราะเราไม่ส่งเสริมการพัฒนาพลังงานสะอาดกันอย่างเพียงพอเอง แถมยังตั้งแง่ว่า การสั่งซื้อถ่านหินจากอินโดนีเซีย หรือการใช้ถ่านหินในพื้นที่ต่างๆ มีใครได้ประโยชน์หรือไม่?

อีกเรื่องหนึ่ง คือการช่วยเหลือสังคม ซึ่งเราก็คงจะรู้กันว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่มีประชากรเยอะ ความเหลื่อมล้ำระหว่างประชากรมีมาก รัฐสวัสดิการอะไรก็ยังไม่ทั่วถึงครอบคลุม แม้จะมีผู้ต้องการเข้าถึงเยอะแค่ไหนก็ตาม บางครั้งก็ต้องมีการออกมาเสียสละช่วยเหลือกัน โดยการสร้างกระแสให้เห็นถึงความจำเป็น



อย่างกรณี “ตูน บอดี้แสลม” ก็น่าจะเรียกได้ว่า เป็นการเคลื่อนไหวทางสังคมรูปแบบหนึ่ง ที่ทำให้คนตระหนักถึงปัญหาความขาดแคลนในวงการสาธารณสุข รอรัฐบาลจัดสรรงบประมาณไม่ได้ เพราะมันต้องจัดสรรดูแลหลายหน่วยงาน ผู้ที่เห็นปัญหา ก็ออกมาร่วมกับขับเคลื่อน จะออกมารูปแบบไหนที่ไม่เหมือนตูนก็ได้ แต่เมื่อมีกระแสให้คนเห็นปัญหา และคนออกมาช่วยเหลือกัน ก็จะเห็นเป็นที่น่าชื่นใจไม่น้อย ว่า “นี่แหละน้ำใจคนไทย”

การเคลื่อนไหวครั้งนี้ของตูน ก็ไม่แน่หรอกว่า ต่อไปอาจเกิดพัฒนาการในเรื่องวิธี หรือนโยบาย เพื่อช่วยเหลือเรื่องสวัสดิการสาธารณสุขต่อไปก็ได้...เอาจริง ในประเทศเรามีอีกหลายเรื่องที่ต้องการ “พลังมวลชน” เคลื่อนไหวให้เกิดความเปลี่ยนแปลง เรื่องสิทธิคนชายขอบ ความเท่าเทียมในการจัดสรรทรัพยากร เรื่องความเท่าเทียมไม่เลือกปฏิบัติกับกลุ่มหลากหลายทางเพศ ฯลฯ ให้พูดกันในระยะเวลาไม่นานคงไม่พอ

...แล้วคุณล่ะ คิดว่า วันนี้สังคมควรร่วมกันขับเคลื่อนเรื่องอะไร??
.........................................
คอลัมน์ : ที่เห็นและเป็นอยู่
โดย “บุหงาตันหยง”


ขอบคุณภาพจาก : วิกิพีเดีย , โรงไฟฟ้าถ่านหินเทคโนโลยีสะอาดเทพา

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 45