อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 19 กรกฎาคม 2561

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 19 กรกฎาคม 2561

ปฏิรูปทรัพยากรธรรมชาติ ต้องกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น

สัปดาห์นี้ถึงเวลาปฏิรูปทรัพยากรธรรมชาติอย่างจริงจัง ซึ่งวิธีที่ดีที่สุด คือกระจายอำนาจ โอกาส และงบประมาณให้ท้องถิ่นและประชาชนบริหารจัดการ มีอะไรบ้างไปดูกัน พุธที่ 13 ธันวาคม 2560 เวลา 09.00 น.


การกระจายอำนาจ กระจายโอกาส และกระจายงบประมาณ ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อจะดูแลและบริหารจัดการท้องถิ่นด้วยตัวเอง ได้ดำเนินการมาได้ช่วงหนึ่งแล้ว โดยมีทั้งนโยบายของรัฐบาล และมีกฎหมายมาคอยควบคุมกำกับ ทำให้การดำเนินการในหลายเรื่องก็เสร็จสิ้นเรียบร้อยอย่างน่าชื่นชมยกย่อง

บางเรื่องก็อยู่ในช่วงดำเนินการ และบางเรื่องก็ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง โดยไม่มีการกระจายตามเจตนารมย์แต่อย่างใด ยกตัวอย่างในเรื่องที่สำคัญๆ ใน
“การกระจายอำนาจ” เช่น...



1.เรื่องเกี่ยวกับการบริหารจัดการน้ำ แทนที่จะแบ่งปันหรือมอบให้ท้องถิ่นเป็นผู้ดูแลรับผิดชอบ ทั้ง อบจ. เทศบาล และ อบต. หรือท้องถิ่นในรูปแบบอื่น เป็นผู้ดูแลและบริหารจัดการ ซึ่งมีศักยภาพและความสามารถที่สามารถทำได้ กลับเป็นว่ายังไม่มีการกระจายอย่างจริงจังแต่อย่างใด “การตั้งงบประมาณ” และ “จัดทำโครงการ” ยังกองอยู่ที่หน่วยงานรัฐ จนบางกรมมีงบประมาณมากกว่าหลายกระทรวง จนเป็นแหล่งหาผลประโยชน์จากงบประมาณของผู้บริหารในบางยุค

ปัญหาเรื่องน้ำจึงยังแก้ไม่ได้!! เพราะการดำเนินการไม่ตรงกับความต้องการของประชาชน และไม่แก้ตรงปัญหาที่แท้จริง จนเกิดปัญหาเกี่ยวกับน้ำซ้ำซาก!! ไม่ว่าจะเป็น “แล้งซ้ำซาก” หรือ “น้ำท่วมซ้ำซาก” โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้ที่เกิดกรณีน้ำท่วมถี่ขึ้นมาก หากไม่เปลี่ยนแปลงรูปแบบ และวิธีการแก้ปัญหา โดยการกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นเป็นผู้ดูแล และบริหารจัดการเรื่องน้ำ จะมีปัญหาเช่นนี้ไปตลอดไม่สามารถแก้ไขได้



2. การป้องกันรักษาทรัพยากรป่าไม้ ก็ควรเปลี่ยนแปลงรูปแบบวิธีการ เพราะหากใช้วิธีการเดิมๆ พื้นที่ป่าไม้ที่เหลือน้อยอยู่แล้วก็จะหมดสิ้นไป จากสติถิได้บอกไว้เช่นนั้น ควรให้ท้องถิ่นและประชาชน ซึ่งเป็นเจ้าของทรัพยากรป่าไม้ที่แท้จริง เป็นผู้รับผิดชอบดูแล หรือเป็นเจ้าภาพหลัก โดยการโอนงบประมาณ มอบภาระกิจให้ดูแลอย่างเต็มที่

โดยเฉพาะทรัพยากรป่าไม้ที่อยู่ในรูปแบบของ “ป่าสงวนแห่งชาติ” หรือ “ป่าเศรษฐกิจ” ส่วนป่าอนุรักษ์นั้น ก็ยังคงเป็นหน้าที่ของรัฐบาลกลางเป็นผู้ดูแลต่อไป เพราะขณะนี้สภาพป่าสงวนแห่งชาติที่ กรมป่าไม้ ดูแลก็เหลือสภาพป่าอยู่น้อยมาก หากไม่เปลี่ยนแปลงวิธีการใดๆ จะไม่เหลือพื้นที่ป่าอยู่อย่างแน่นอน ความเดือดร้อนก็จะตกอยู่กับท้องถิ่นและประชาชน


3.การฟื้นฟูทรัพยากรป่าไม้ ประเทศไทยได้มีการปลูกป่าและเพาะซำกล้าไม้โดยหน่วยงานรัฐ มาเป็นระยะเวลากว่า 100 ปี แต่ถือว่าประสบความสำเร็จน้อยมาก แทบไม่เห็นสวนป่าที่เกิดจากการปลูกโดยงบประมาณรัฐ การเพาะชำกล้าไม้ก็ประสบความสำเร็จน้อยกว่าของเอกชน การเปลี่ยนแปลงให้ท้องถิ่นเป็นผู้ปลูกป่าฟื้นฟูป่า และเพราะซำกล้าไม้ น่าจะทำให้ทรัพยากรป่าไม้ ได้รับการฟื้นฟูดีกว่าที่เป็นอยู่ การใช้งบประมาณอาจคุ้มค่ากว่า และอาจสูญเสียน้อยกว่า



4.ปัญหาหมอกควันไฟป่า เกิดขึ้นในพื้นที่ภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคอีสานบางจังหวัด ซึ่งเกิดขึ้นเป็นประจำทุกปีในช่วงหน้าหนาวก็ยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ สร้างความเสียหายทั้งทางเศรษฐกิจ ทางด้านสาธารณะสุข และทางด้านสังคมมากมาย โดยเฉพาะการท่องเที่ยวพบว่า “งบประมาณ” ส่วนใหญ่ยังคงไว้ตามหน่วยงานส่วนกลาง ทั้งที่เมื่อมีปัญหาหมอกควันไฟป่าก็ต้องอาศัยความร่วมมือในการแก้ปัญหาจากหน่วยงานท้องถิ่นทุกครั้ง การมอบอำนาจ และกระจายงบประมาณให้ท้องถิ่น ในการแก้ปัญหาหมอกควันไฟป่า น่าจะเป็นการตอบโจทย์ในการแก้ปัญหาได้มากที่สุด และตรงที่สุด

ดูแนวโน้มและทิศทางการบริหารราชการของ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) พล..สุรศักดิ์ กาญจรัตน์ ท่านนี้เท่าที่ได้ตรวจสอบจากการทำงานที่ผ่านมา น่าจะไม่ขัดข้องและขัดขวางการกระจายอำนาจแต่อย่างใด

ฉะนั้นฝ่ายราชการควรเร่งรีบเสนอท่านเพื่อพิจารณาโดยเร็ว อย่าเก็บหวงเรื่องนี้ไว้ รีบกระจายออกมา ประเทศชาติและประชาชนรอคอยการแก้ปัญหาและพัฒนาอย่างเร่งด่วนอยู่ครับ เพราะไม่มีที่ไหนจะเจริญรุ่งเรืองได้ หากไม่
“กระจายการจัดการทรัพยากรธรรมชาติให้ท้องถิ่นและประชาชน”
….................................................
คอลัมน์ : พุ่มไม้ใบบัง By Narit
โดย “นริศ ขำนุรักษ์”


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

ความคิดเห็น

บอกต่อ : 98