อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 20 ตุลาคม 2561

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 20 ตุลาคม 2561

ประสบการณ์ปฎิบัติธรรม 'มหาจุฬาฯ'เสน่ห์ไม่เหมือนใคร

สัปดาห์นี้เล่าประสบการณ์ปฏิบัติธรรมของเหล่านิสิตฯ มหาจุฬาฯ ที่ไม่เหมือนใคร เช่น ถูกผีหลอก ผีสาวปล้ำพระ นอนทับหลุมศพ ใครเจอบ้างมาแชร์กันหน่อย พุธที่ 27 ธันวาคม 2560 เวลา 10.00 น.


ผมเห็น “กิจกรรมปฎิบัติธรรม” ของเหล่าพระนิสิตนักศึกษามหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยแล้ว อดนึกถึงสมัยที่ตนเองเป็นพระนิสิตไม่ได้ การปฎิบัติธรรมช่วงปลายปีในฤดูหนาวแบบนี้ถือว่าเป็น “เสน่ห์” ของมหาวิทยาลัยสงฆ์ที่ไม่เหมือนกับมหาวิทยาลัยอื่นๆ และมีเรื่องเล่าขานมากมายในการปฎิบัติธรรมที่เหล่าพระนิสิตประสบพบเจอ

การแยกกันไปปฎิบัติธรรมในแต่ละคณะมหาวิทยาลัยก็จะจัดให้ไปสถานที่ไม่ให้หมือนกันและไม่ให้ซ้ำกัน อย่างผมเรียนคณะสังคมศาสตร์ ปีแรกพวกเราไปปฎิบัติธรรมกันที่วัดถ้ำสิงโตทอง อ.จอมบึง จ.ราชบุรี ตามประวัติวัดถ้ำสิงโตทอง อุปถัมภ์โดย หลวงปู่โต๊ะ วัดประดู่ฉิมพลี กรุงเทพฯ หลวงปู่เล็งเห็นว่าสถานที่นี้สงบเงียบเหมาะสำหรับเป็นที่ปฏิบัติธรรม





จนกระทั่งมีลูกศิษย์รวบรวมทุนทรัพย์ซื้อที่ดินถวายและก่อสร้างวัดถ้ำสิงโตทองแห่งนี้โดยใช้ชื่อว่า “ที่พักสงฆ์ถ้ำสิงโตทอง” เพื่อเป็นสถานที่ปฏิบัติธรรม ต่อมาได้ดำเนินการขออนุญาตต่อ กรมการศาสนา และได้รับอนุญาตให้ก่อสร้างวัด เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2521 และได้รับการประกาศตั้งวัดเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2527 ใช้ชื่อว่า “วัดเขาถ้ำสิงโต” ต่อมาทางวัดได้ขอเปลี่ยนชื่อวัดเป็นชื่อ “วัดถ้ำสิงโตทอง” ตามเดิม

สมัยที่ไปปฎิบัติธรรมกันนั้น พวกเราไปปักกลดนอนกันในป่า ตอนหลังทราบว่า
“เป็นป่าช้าเก่า” การปฎิบัติธรรมหน้าหนาวแบบนี้ทรมานมาก เพราะต้องตื่นตั้งแต่ 04.00 น. แล้วก็เดินทางมายังอุโบสถ ตอนสวดมนต์ทำวัตรเช้าไม่เท่าไร แต่ตอนนั่งสมาธินี้สิ ด้วยความที่เราไม่ใช่คนปฎิบัติธรรมเป็นพระนักศึกษา ความง่วงนอนจะบังเกิด นั่งกำหนดจิตแบบ “ยุบหนอ พองหนอ”





นั่งได้ประมาณ 20 นาที พระอาจารย์ท่านก็ให้ยืนเพื่อเดินจงกลม “ซ้ายย่างหนอ ขวาย่างหนอ” และต้องกำหนดให้รู้เท่าทันความเคลื่อนไหวของเท้า เช่น คือซ้ายหนอ ยกหนอ ย่างหนอ เยียบหนอ ลงหนอ อะไรประมาณนี้ แต่ก็ไม่สามารถบรรเทาความง่วงได้อยู่ดี

ตอนสายๆ หน่อย ก็มีญาติโยมมาใส่บาตรฉันมื้อเดียว ฉันในบาตร ตอนฉันพระอาจารย์ท่านก็ให้กำหนด ฉันเคี้ยวให้ละเอียด จะได้อยู่ท้องและแนะนำอย่าฉันมาก เดียวจะง่วง ตอนบ่ายก็แยกกลุ่มไปปฎิบัติธรรมโดยมีพระอาจารย์กรรมฐานคอยควบคุมการนั่งสมาธิ เพราะเคยมีบางกรณี พระนิสิตบางรูป ติดในสมาธิออกไม่ได้ บางรายมีอาการร้องโวยวาย บางรายตัวสั่น บางรายพระอาจารย์บอกให้เลิกกัมมฐาน แต่ยังติดอยู่ในรสความสงบ ออกไม่ได้ ต้องให้พระอาจารย์มาแก้สถานการณ์



ปีถัดมาหากจำไม่ผิด คณะสังคมศาสตร์ไปปฎิบัติธรรมที่มหาจุฬาอาศรมที่ปากช่องติดกับมวกเหล็ก เป็นสวนมะพร้าว สมัยก่อนไม่เจริญเท่าทุกวันนี้ ห้องน้ำก็ทำกันลวกๆ ปักกลดนอนในป่า ทุกวันจะมีทานคหบดีจะนำกระหรี่ปั๊บและอาหารมาถวายพวกเราชาวพระนิสิต ชื่อร้าน “ครูต้อ” และต้องยอมรับว่ากระหรี่ปั๊บของครูต้ออร่อยจริงๆ ทุกวันนี้ก็ยังจำความอร่อยของกระหรี่ปั๊บของครูต้อได้ ปีที่พวกเราไปปฎิบัติมีเหตุการณ์พระนิสิตรูปหนึ่งติดในสมาธิ “แทบบ้า” แต่โชคดีพวกเรามีอาจารย์กัมมฐานแก้ไขได้ดี จึงทำให้ “ไม่บ้า”

ปีสุดท้าย พวกเราชาวคณะสังคมศาสตร์ไปยังศูนย์พัฒนาศาสนาแคมป์สนๆ แห่งนี้.พร รัตนสุวรรณ ได้เป็นผู้บุกเบิกและก่อสร้างเพื่อให้เป็นศูนย์กลางการศึกษาค้นคว้าวิจัย ฝึกอบรมด้านวิปัสสนากรรมฐาน แก่พระนิสิต นักศึกษา นักเรียน และประชาชนโดยทั่วไป และได้มอบศูนย์นี้ให้เป็นสมบัติของมหาวิทยาลัย

มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เข้าไปดูแลและทำกิจกรรมของมหาวิทยาลัย สถานที่แห่งนี้พวกเราชาวนิสิตเจอเหตุการณ์ไม่ปกติมากมาย เช่น ถูกผีหลอกบ้าง มีคนสวมชุดแดงมาเดินรอบๆ กลดทั้งคืนบ้าง บางรายร้องโวยวายกลางคืนดึกดื่น ถูกเจ้าที่เจ้าทางรังควานระราน เพราะไปนอนทับหลุมฝังศพอะไรประมาณนี้ หรือแม้กระทั้งพวกเรากันเองก็มีเรื่องไม่เข้าใจกัน สาเหตุไม่ขอเล่า ณ ที่นี้บ้าง



เหตุการณ์เหล่านี้ผ่านมาแล้วประมาณ 20 ปี ตอนนี้ไม่ทราบว่ารุ่นน้องๆ ประสบกับเหตุการณ์อะไรบ้าง อย่างคณะพุทธศาสตร์ทุกปีจะจองปฎิบัติธรรมที่สวนใฝ่พุทธมณฑล จ.นครปฐม สมัยก่อนประสบเจอทุกปี คือ “ผีสาวมาปล้ำพระ” เป็นที่เล่าขานและหวาดระแวงของเหล่าพระนิสิตทุกปี แต่พระอาจารย์ก็พยายามบอกว่า “หากไม่ละเมิดพระธรรมวินัย สิ่งเหล่านี้จะไม่เกิดขึ้นกับเหล่าพระนิสิตแน่นอน”

ตามระเบียบของมหาวิทยาลัยสงฆ์แห่งนี้หลังเรียนจบปี 4 สำหรับปีที่ 5 ต้องปฎิบัติศาสนกิจรับใช้พระพุทธศาสนา 1 ปี แล้วจึงถือว่าจบบริบูรณ์ และพวกเราเมื่อจบออกไปบางท่านก็ลาสิกขา บางรายก็ยังครองสมณเพศต่อ บางท่านก็ไปเป็นพระธรรมทูตไปจำอยู่ต่างประเทศ บางรูปก็เป็นเจ้าหน้าที่อยู่ในมหาวิทยาลัยสงฆ์แห่งนี้ต่อ

สิ่งหนึ่งที่ผมคิดว่าผมได้จากมหาวิทยาลัยสงฆ์นอกจาก “ความรู้” ไม่แพ้มหาวิทยาลัยอื่นๆ แล้ว สิ่งที่ได้คือ “ความอดทน ความรับผิดชอบและความกตัญญู” ส่วนท่านอื่นไม่ทราบ??
…...........................................
คอลัมน์ : ริ้วผ้าเหลือง
“โดย “เปรียญ10” : riwpaalueng@gmail.com

ขอบคุณภาพจาก : พระโสภณวชิราภรณ์, พระมหาสุรศักดิ์ ปจฺจนฺตเสโน, สมหมาย สุภาษิต และ MCU.TV


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 686