อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 23 มกราคม 2561

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 23 มกราคม 2561
×
เลือกจัดหน้าของคุณ

เปิดฟ้าใหม่'ปีจอ' โลกหมุนไวต้องก้าวให้ทัน!!

สัปดาห์นี้มีข่าวร้ายปนข่าวดีมาบอก...นั่นคือคนเมืองจะตกงานเพราะเทคโนโลยีเข้ามาแทนที่ เป็นกลุ่มที่รัฐฯ ไม่ได้ให้ความช่วยเหลือหลักเหมือนคนจน คราวนี้จะทำอย่างไรกันดี?? พฤหัสบดีที่ 4 มกราคม 2561 เวลา 08.00 น.


เข้าปีใหม่สัปดาห์แรกแล้ว ผ่านพ้นช่วงเทศกาลแห่งความสุขมา ทุกคนก็เข้าสู่ช่วงชีวิตปกติกันต่อ ก็คือทำงาน หาเวลาให้ตัวเองไปจนถึงคิดหาลู่ทางอะไรที่จะทำให้ชีวิตดีขึ้นในแต่ละปี ถือป็นเรื่องที่เหนื่อยหนักพอสมควรสำหรับคนยุคนี้ ความเหนื่อยหนักอย่างหนึ่งคือ “ชีวิตจะดีได้ต้องทันต่อการเปลี่ยนแปลงในสังคม” อันเกิดขึ้นเพราะการเจริญเติบโตของเทคโนโลยี ที่ไปไวแบบแต่ละปีมีอะไรใหม่ๆ ออกมาให้ทึ่งเยอะแยะ

เทคโนโลยี มันมีข้อดีอนันต์ ช่วยอำนวยความสะดวกในการใช้ชีวิต ช่วยสร้างงานใหม่ โอกาสใหม่ๆ สำหรับคนที่เท่าทันและใช้มันเป็น ทำให้อะไรๆ เปลี่ยนแปลงแบบก้าวกระโดด แต่อีกมุมหนึ่งมันทำให้หลายๆ คน
“รู้สึกไม่ปลอดภัย” ในเรื่องหน้าที่การงานว่า “เราจะปลอดภัยต่อไปได้อีกนานแค่ไหน ถ้ายังอยู่แบบเดิม”

กล่าวคือการเจริญเติบโตของเทคโนโลยี ทำให้เกิดการแทนที่สิ่งที่ใช้อยู่เดิม จนงานบางอย่างลดความสำคัญไป หรือจะเรียกว่า “ลดการใช้ทรัพยากรเดิม” ก็น่าจะได้ อาทิ แรงงานในภาคปฏิบัติ หลายๆ งานก็เริ่มจะนำเอาระบบคอมพิวเตอร์ เอาหุ่นยนต์มาใช้ในการดูแลการผลิตแทนกำลังคน เพราะสามารถใช้งานได้เสถียรกว่า มีความเที่ยงตรงกว่าก็เท่ากับต่อไป การจ้างงานในสายการผลิตจะต้องลดลง ไม่ใช่แค่สายการผลิตอุตสาหกรรม สายการผลิตอาหาร หรือสายการผลิตการเกษตรกรรม ก็มีการนำเทคโนโลยีมาใช้มากขึ้น




เทคโนโลยีทางการสื่อสาร ก็เปลี่ยนโฉมหน้าของการซื้อขายสินค้าและบริการ อย่างการขายสินค้าก็เกิดเป็น “E-commerce” มากขึ้น คนสั่งซื้อทางอินเทอร์เน็ตผ่านบริษัทยักษ์ใหญ่ ที่มีโกดังกระจายสินค้าไปยังภูมิภาคต่างๆ ส่งขายกันข้ามภูมิภาค พวกห้างสรรพสินค้าหรือร้านค้าก็ลดความสำคัญลง อย่างเช่นที่เราได้ข่าวกันว่า ห้างยักษ์ใหญ่ในสหรัฐอเมริกาหลายห้าง ( อย่างเช่น wallmart ) เริ่มกลายเป็นห้างร้าง เพราะคนไปสั่งซื้อของผ่านอเมซอนกันหมด

หรือกระทั่ง
“ระบบธนาคาร” คนก็ใช้บริการธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์มากขึ้น จนมีการคาดการณ์ว่า ธนาคารที่มีอยู่ในประเทศไทย สาขาเก่าๆ ก็จะยกเลิกไป สาขาใหม่ก็แทบจะไม่จำเป็นต้องเปิด เพราะการใช้บริการออนไลน์ที่มากขึ้น อะไรๆ มันถูกแทนที่ด้วย “คอมพิวเตอร์”...คอมพิวเตอร์เข้าไปแทนกิจกรรมที่ต้องใช้มนุษย์ดำเนินการในหลายกิจกรรมแล้ว...

ขนาดกิจกรรมที่ไม่เห็นว่าจะสามารถใช้ “คอมพิวเตอร์” ได้ ก็มีการนำมาใช้เพื่อการ “เชื่อมโลก” มากขึ้น อย่างเช่นเรื่องการศึกษา เดิมเราอาจเชื่อระบบการเรียนการสอนที่ต้องนั่งในห้อง ผู้สอนนั่งดูความเข้าใจของผู้เรียนเป็นรายคน แถมยังต้องมีการประเมิน แต่ตอนนี้มหาวิทยาลัยชั้นนำของโลก ทั้งในอังกฤษและสหรัฐอเมริกา ก็เริ่มเปิดหลักสูตรการเรียนการสอนออนไลน์ให้ผู้สนใจ บางคนเขาก็ชอบเลยได้ชื่อว่า เรียนหลักสูตรของไอวี่ลีกส์



ภาคส่วนที่ได้รับผลกระทบแบบเห็นชัดที่สุด แบบใครๆ ก็รู้ แน่นอนคือ
“สื่อมวลชน” สื่อเก่าที่กำลังจะตายช้าๆ คือ “สื่อสิ่งพิมพ์” เพราะความล่าช้า (ที่ต้องรอการตีพิมพ์) ไม่ทันใจผู้บริโภคในยุคเทคโนโลยีเร็ว ประชาชนไปสนใจบริโภคเนื้อหาในอินเทอร์เน็ตมากขึ้น ก็ไม่อยากซื้อสื่อกระดาษ ส่วนหนึ่งคือเมื่อเทียบกับค่าบริการอินเทอร์เน็ต ประชาชนก็รู้สึกว่า “อินเทอร์เน็ตเหมือนจะฟรี” (เมื่อในหลายที่มีไวไฟฟรี) และไม่ต้องเป็นภาระการจัดเก็บ

หรือกระทั่ง
“สื่อวิทยุโทรทัศน์” ที่ว่าเร็ว สามารถถ่ายทอดเป็นเรียลไทม์ได้ คนก็ดูอินเทอร์เน็ตมากกว่า เพราะการเข้าถึงของสมาร์ทโฟน ทำให้สะดวกที่จะดูที่ไหนก็ได้ ดูเนื้อหาอะไรๆ ย้อนหลังก็ได้ เนื้อหาก็หลากหลาย เพราะ “ใครๆ ก็เป็นผู้ผลิตเนื้อหาได้” อย่างงานเขียนก็พวกเพจต่างๆ ส่วนงานวีดิโอก็เป็นพวก Youtuber ทำช่องออกมา...พอคนบริโภคสื่ออื่นมากกว่าสื่อเดิม สื่อเดิมขายโฆษณาไม่ได้ ก็ม้วนเสื่อปิดตัวไปตามระเบียบ

การเข้ามาของเทคโนโลยีเช่นนี้ คนที่ปรับตัวไม่ทันก็คงรู้สึกถึง
“ความไม่ปลอดภัย” ง่ายๆ “การปรับตัวไม่ทัน” ที่กล่าวถึงคือกลัวว่าเราจะเรียนรู้เรื่องใหม่ๆ ได้หรือไม่ สำคัญคือถ้าอยู่ในภาวะจำเป็นต้องเรียนรู้ เพื่อเอาไปใช้ทำงาน ก็ต้องให้ความพยายามกับมันมากขึ้นไปอีก หลายคนก็ไม่พร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงเร็ว โดยเฉพาะคนที่อายุมากๆ และไม่ชินกับการเปลี่ยนแปลงแบบก้าวกระโดดนี้ก็มีอยู่เยอะแยะ



“ความไม่ปลอดภัย” อีกอย่างคือ “เราจะถูกเทคโนโลยีแทนที่ได้ไหม” ก็ในเมื่อเทคโนโลยีมันทำให้ลดการใช้มนุษย์ในระบบการผลิต หรือการบริการได้ การจ้างงานก็ต้องลดลงตามมา เด็กรุ่นใหม่ๆ น่าจะยังพอปรับตัวได้ แต่ที่แสบ คือพวกที่ทำงานในวิธีเดิมๆ มานาน อายุงานมากๆ แต่อาจปรับตัวไม่ทัน อาจถูกเลิกจ้าง แลกกับค่า “เออร์ลี่ รีไทร์” จำนวนหนึ่งให้ออกไปหางานทำเอง คนอายุกลางๆ คนถ้าถูกเลิกจ้างงาน ก็ปรับตัวยาก...

เทคโนโลยีไปไวขึ้นเรื่อยๆ จริงๆ เอาง่ายๆ แค่เรื่องการสื่อสารก็พอ ใครจะเชื่อว่าแค่การพัฒนาสมาร์ทโฟนไม่กี่ปี ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสังคมอย่างมาก แล้วเราก็ทำนายกันไม่ค่อยจะถูก ว่าเทคโนโลยีที่เกิดใหม่ในแต่ละปี จะทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงต่อชีวิตความเป็นอยู่แค่ไหน ส่วนหนึ่งคุณภาพชีวิตคนเราก็ดีขึ้นจริงๆ แต่ส่วนหนึ่งก็คือ “ความไม่ปลอดภัย” อย่างที่ว่าไปข้างต้น ถ้าคุณปรับตัวได้ไม่เร็ว...ไม่เท่าทันเทคโนโลยีพอ...

พอพูดเรื่องการปรับตัว ก็มีคนตั้งคำถามอีกล่ะว่า...แล้วสังคมไทยนี่พร้อมสำหรับการปรับตัวเพื่อรองรับเรื่องนี้หรือยัง?? ความคุ้นชินอะไรในสังคมบางทีมันก็เปลี่ยนช้าไม่ทันอะไรกับกระแสโลก บ้างก็ว่าประเทศไทยยังไปช้าเกิน เพราะการศึกษา การปรับปรุงหลักสูตรการเรียนการสอนที่อาจช้า และไม่รองรับเรื่องเหล่านี้พอ

การเรียนการสอนที่เกิดขึ้นทั่วประเทศก็อาจยังไม่ได้มาตรฐานทัดเทียมกันพอ และ “ช่องว่าง” ในสังคมที่สำคัญ คือ “ช่องว่างทางฐานะและความรู้” พ่อแม่ที่ทันโลก เห็นความสำคัญของการเรียนรู้ จะส่งลูกเรียนก็มักจะเป็นพ่อแม่ที่มาจากครอบครัวที่ดี เห็นความสำคัญของการศึกษา (เช่นพ่อแม่เองอาจจบระดับปริญญาบัณฑิตมา) แต่พ่อแม่ที่ฐานะไม่ดี และไม่สนใจเรื่องความสำคัญของการศึกษาในสังคมไทยก็ยังมีอีกมาก



และการปรับตัวอีกเรื่องหนึ่งที่ต้องพิจารณาได้แล้ว คือ “สังคมอาจเกิดภาวะคนว่างงานเพราะเทคโนโลยีเข้ามาแทนที่” คนกลุ่มที่ว่างงานอาจเป็นคนสังคมเมือง และอาจไม่ใช่กลุ่มที่ได้รับความช่วยเหลือจากรัฐเพียงพอ (เพราะรัฐมุ่งแต่เรื่องแก้ปัญหาความยากจน จนอาจไม่เห็นปัญหาสังคมในมิตินี้) รัฐน่าจะต้องพูดถึงแนวทางการช่วยเหลือ อีกไม่กี่ปีอาจเกิดภาวะนี้ขึ้นจริงๆ แล้ว เพราะเทคโนโลยีมันไปเร็วมาก

...นี่คือเรื่องห่วงใยที่กระทบชีวิตของเราๆ ท่านๆ ซึ่งน่าหยิบยกมาถกอภิปรายกัน.
….........................................
คอลัมน์ : ที่เห็นและเป็นอยู่
โดย “บุหงาตันหยง”


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

ความคิดเห็น

บอกต่อ : 66