อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 19 กันยายน 2562
พิธีราชาภิเษกรัชกาลที่ 10

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 19 กันยายน 2562

ทางรอดวิกฤติสื่อปิดตัว! ไม่ใช่แค่ปรับแต่ต้องเปลี่ยน

วิกฤติสื่อปิดตัวกำลังเป็นฝันร้าย “คนวงการสื่อ” ยุคที่เทคโนโลยีทำลายล้างมนุษย์ที่ปรับตัวแล้วแต่ช้าไป..จึงต้องเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว แต่จะเริ่มอย่างไรมีคำตอบที่นี่ พุธที่ 10 มกราคม 2561 เวลา 14.20 น.


นับเป็นวิกฤตการณ์ครั้งใหญ่ของ “คนสื่อ-เจ้าของสื่อ” ที่ต้องผ่านไปให้ได้ ถึงแม้จะเจ็บปวด แต่ต้องก้าวจากโลกใบเก่าไปสู่โลกใบใหม่ ที่เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา ถือเป็นบทเรียนราคาแพงสำหรับ “คนสื่อ-เจ้าของสื่อ” ที่ต้องปรับตัวให้ได้ มิเช่นนั้นคงต้องทยอยปิดตัว อำลาอาชีพนี้

"อดิศักดิ์ ลิมปรุ่งพัฒนกิจ" อดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท เนชั่น บรอดแคสติ้ง คอปอร์เรชั่น จำกัด (มหาชน) ปัจจุบันเป็นประธานบริหาร บริษัท Adap Creation กล่าวแสดงความเห็นผ่าน "เดลินิวส์ออนไลน์" ถึงปรากฏการณ์ของ “สื่อหลัก” ว่า ปัจจุบันอยู่ในช่วงที่มีสภาพซึ่งบางคนบอกว่า มันเหมือน “สึนามีสื่อ” แต่ความจริงมันไม่ใช่ เพราะสึนามิ ถ้าคนที่มีความรู้ด้านนี้ เมื่อเห็นน้ำลดจะวิ่งหนีขึ้นที่สูง รับรองว่าไม่ตาย เพราะสักพักน้ำก็หมดไป



ฉะนั้นภาวะตอนนี้จึงไม่ใช่สึนามิ แต่มันเป็นภาวะการเกิดแผ่นดินไหวใหญ่ระดับ 7 ริกเตอร์ บวกกับพายุทอร์นาโด ซึ่งเรารู้หมดว่าจะเกิดแผ่นดินไหว หรือมีพายุ โดยเฉพาะแผ่นดินไหวอาฟเตอร์ช็อกแรงกว่าแผ่นดินไหวอีก ภาวะแบบนี้...ถ้าใครไม่ปรับตัว ไม่หาที่กำบัง หรือหาที่กำบังได้แต่ไม่ดีพอ ก็ตายอยู่ดี แถมพายุเข้าน้ำท่วมก็ตายอีก แต่ถ้าเรารู้ล่วงหน้าก่อน นอกจากปรับตัวหาที่กำบังแล้ว ควรเปลี่ยนมาสร้างตึกให้มันแข็งแรง หมายความว่า...ทุกสื่อต้องปรับตัวและยอมรับความจริงว่าคนอ่านเปลี่ยนไปแล้วจากเทคโนโลยีที่มันเปลี่ยนแปลง



แต่คนทำสื่อส่วนใหญ่ไม่ได้มองคนอ่านอย่างเข้าใจ ยังคิดว่าคนอ่านเป็นฝ่ายรับอย่างเดียว ซึ่งมันไม่ใช่แล้ว เพราะทุกคนสามารถทำข่าวได้ ฉะนั้นความจำเป็นของสำนักข่าวเหมือนตัวกลาง เป็นเรื่องปกติพอเทคโนโลยีด้านไอทีที่ดีเข้ามาความเป็นตัวกลางจะหายไป ยกตัวอย่างเช่น ธนาคารที่ปัจจุบันเราโอนเงิน ไม่จำเป็นต้องไปที่ธนาคารแล้ว ซึ่งธนาคารคือตัวกลาง หรือรถแท็กซี่ ไม่จำเป็นต้องไปเช่ารถจากอู่แล้วมาขับรับผู้โดยสาร และนำเงินไปให้อู่ เพราะ "อูเบอร์" ทำแพลตฟอร์มขึ้นมาให้คนค้นหาเจ้าของรถที่เป็นแชริ่ง ไม่ต้องมีคนกลางแล้ว



ฉะนั้นจึงคิดว่า สื่อหลายค่ายพยายามปรับตัวแต่ยังช้าอยู่ เนื่องจากมีภาระเก่า เช่น “สื่อสิ่งพิมพ์” มีภาระเรื่องโรงพิมพ์ สายส่ง โดยเฉพาะแผงหนังสือหรือร้านหนังสือก็ปิดไปเรื่อยๆ การขนส่งก็มีต้นทุน เก็บคืนก็มีต้นทุน คนอ่านที่ตั้งใจเดินไปซื้อหนังสือที่แผงไม่มีแล้ว เพราะทุกคนอ่านข่าวบนมือถือได้หมด โดยเฉพาะข่าวเหตุการณ์ ซึ่งสื่อหนังสือพิมพ์เป็นปัญหาทั่วโลก



แต่การที่ “สื่อหนังสือพิมพ์” ที่ทำมานานหลายปีก็มีแบรนด์ของตัวเอง จึงคิดว่าจะทำอย่างไรให้แบรนด์ขายต่อไปได้ผ่านหนังสือพิมพ์ ทีวี ออนไลน์ และโซเชียลมีเดีย ซึ่งตรงนี้ทุกสื่อปรับตัวให้เข้ากับแต่ละช่องทางแล้ว แต่ยังไม่เปลี่ยน เช่น สื่อบางค่ายใช้เนื้อหาเดียวกันที่ลงหนังสือพิมพ์มาขึ้นเว็บไซต์ หรือนำมาขึ้นโซเชียลมีเดีย ซึ่งมันไม่ช่วยให้คนอ่านเพิ่มขึ้น เหมือนเอาของชิ้นเดียวกันวางขายห้าง และนำมาขายที่ร้าน

เราต้องรู้ว่าพฤติกรรมของคนเสพสื่อมันซับซ้อนกว่าเดิมมาก นอกจากปรับตัวแล้ว ยังต้องเปลี่ยนตัวเองด้วยการครีเอทีฟเนื้อหาของตัวเองให้ดี ไม่ใช่เอาของคนอื่นมาขยายความ หรือลงไปเล่นกับข่าวดราม่าที่สำนักข่าวปลอมเอามาเล่น เหมือนเป็นการฆ่าตัวตายลดความน่าเชื่อถือ แค่ทำผลผลิตให้ดี ใส่คำค้นหาในกูเกิล ใส่กูเกิลแมพ ใส่คลิปวิดีโอที่ดูง่าย ตอบสนองคนยุคนี้



สื่อสิงพิมพ์อีกตัวคือ “สื่อนิตยสาร” เป็นที่ทราบดีว่าเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องปิดตัวเองไปจำนวนมาก ส่วนใหญ่เกิดจากการปรับตัวช้าเกินไป แต่จริงๆ อาการเกิดมาเป็น 10 ปีแล้วในเรื่องของรายได้นิตยสารลดลง จากเดิมเมื่อ 10 ปีที่แล้วนิตยสารมีประมาณ 600 หัว ลดลงในช่วงก่อนหน้านี้ประมาณ 3 ปีเหลือ 150 หัว คาดว่าบนแผงหนังสือภายในปีนี้น่าจะเหลือไม่เกิน 50 หัว แล้วเป็นหัวเฉพาะ ซึ่งมองดูบนแผงแล้วเศร้าใจ มีแต่หนังสือมวย ดารา พระเครื่อง เกย์



แต่พวกนี้สะท้อนว่า ทำเฉพาะกลุ่มอยู่ได้ แต่ต้องหาหลายๆ ช่องทาง เช่น ทำหนังสือและมีเว็บไซต์ด้วย สามารถสนองตอบคนอ่านได้ทันที มีกิจกรรมประกอบด้วย มีเขียนเรื่อง Advertorial สำหรับเอเจนซี่โฆษณาที่ต้องการ ทุกวันนี้ปัญหาของนิตยสาร คือส่งไปขายไม่ถึงครึ่ง แผงก็ลดลง ค่าส่งเดี๋ยวนี้สายส่งคิดค่าส่งคืนด้วย คือรายได้จากการขายหนังสือไม่พอค่ากระดาษ ไม่พอค่าส่ง แต่ถ้าเปลี่ยนใหม่เป็นหนังสือแจกเฉพาะกลุ่มที่กำหนดได้ เช่น พิมพ์ 5,000 เล่ม ส่งที่ไหนก็ทราบ ไม่มีเก็บคืน และลูกค้าก็เฉพาะเจาะจง จริงๆ ซึ่งลูกค้ายังเป็นคอมมูนิตี้อยู่ก็ยังอยู่ได้ คนทำหนังสือต้องทำตัวเป็นส่วนหนึ่งของคอมมูนิตี้นั้น แต่สื่อส่วนใหญ่ไม่ทำตัวแบบนั้นจึงลำบาก

มาถึง “สื่อทีวีดิจิตอล” บ้าง ที่ปรับตัวมาเล่นโซเชียลมากขึ้น แต่ยังไม่พอ และน่าเห็นใจเพราะทีวีดิจิตอลมีภาระทางการเงินค่าประมูลโครงข่ายอยู่ ถ้าไม่มีพวกนี้เป็นภาระแบกบนหลังปัญหายังไม่วิกฤติเท่านี้ แต่คิดว่าใบอนุญาตทีวีดิจิตอลเป็นช่องทางหนึ่งเท่านั้นเอง แต่มันยังมีช่องทางอื่นๆ ที่สามารถส่งผ่านกันไปถึงผู้บริโภคได้ เพราะผู้บริโภคไม่ได้ดูทีวีดิจิตอลอย่างเดียว ยังมีช่องทางอื่นๆ อีก เช่น ดูในยูทูป เพราะปัจจุบันมีแต่ My Time  คือเวลาของฉันที่อยากดูเวลานี้แล้ว ส่วนเวลาของสถานีที่คนดูพร้อมๆ กันไม่มีแล้ว ต้องเข้าใจว่าโลกมันเปลี่ยนไปแล้ว ในเรื่องของการเอาคนออก ก็เป็นส่วนหนึ่งของการปรับตัว เพราะต้องลดค่าใช้จ่าย อีกอย่าง



...ต้องยอมรับว่า “นักข่าว” จำนวนมากไม่ยอมเปลี่ยนตัวเองในการเพิ่ม Skills ในการทำเนื้อหาหลายๆ รูปแบบ แต่ทำเหมือนเดิม คือ “จดข่าว-ส่งข่าว” ไม่สามารถตัดต่อ ทำอินโฟกราฟฟิก และไม่มีครีเอทีฟ เพราะข่าวชิ้นหนึ่งต้องมีเรื่องราว จึงควรพัฒนาการรายงานข่าวเป็นคนเล่าเรื่องให้คนสนใจ แต่นักข่าวปัจจุบันแค่รายงาน ซึ่งการรายงานข่าวอย่างเดียว คนไม่สนใจแล้ว เพราะหาอ่านจากที่ไหนก็ได้ โดยเฉพาะข่าวเหตุการณ์ ชาวบ้านอาจจะเล่าเรื่องได้ดีกว่าด้วยซ้ำเพราะเขาอยู่ในเหตุการณ์



สุดท้าย “สื่อวิทยุ” ถ้าไม่มีภาระในเรื่องของค่าเวลา...สามารถอยู่ได้ เพราะตอนนี้ปรับตัวแล้ว ไม่ต้องอิงคลื่นความถี่ แต่มาอยู่ในกลุ่มออนไลน์ได้ หรือถ้าจะให้ดีปรับมาเป็นพอร์ตคลาส คล้ายบล็อกเกอร์ แต่เป็นเสียงที่คนพูด ใครสนใจก็ดาวน์โหลดมาเก็บไว้ฟังเวลาไหนก็ได้ ในไทยเรายังทำน้อยรวมถึงวิทยุออนไลน์ที่สามารถฟังได้ทั่วประเทศด้วย แต่ถ้าเน็ตเวิร์กดีขึ้น ทุกอย่างจะดีขึ้น

สุดท้ายอีกปัญหาสำคัญคือ “คนทำสื่อ” อย่าเพิ่งยอมจำนนง่ายๆ อย่าเพิ่งท้อแท้หมดหวัง ต้องสู้ถึงจะอยู่รอด!!


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 109