อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 20 ตุลาคม 2561

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 20 ตุลาคม 2561

เมื่อชีวิตถูกเทคโนโลยีคุกคาม ต้องลุกขึ้นปกป้องตัวเอง

สัปดาห์นี้เอ่ยถึงเทคโนโลยีที่เข้ามาแทนบทบาทมนุษย์ในงานด้านต่างๆ อีกแง่มุมหนึ่งก็ยังคุกคามชีวิตเราได้อีก ฉะนั้นอย่าปล่อยผ่าน!! ต้องลุกขึ้นมาปกป้องตัวเอง มีอะไรบ้างไปอ่านกัน พฤหัสบดีที่ 11 มกราคม 2561 เวลา 08.00 น.


เมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา ก็ได้พูดถึงอิทธิพลของ “เทคโนโลยี” ที่กระทบต่อชีวิตของคนยุคนี้ไปแล้วว่า แม้เทคโนโลยีจะมีคุณอนันต์ในการอำนวยความสะดวก แต่มันกำลังเข้ามาแทนที่บทบาทของมนุษย์ในงานด้านต่างๆ จนเกิดความเปลี่ยนแปลงทางสังคม และในบางสายอาชีพ ถ้าวิ่งตามความเปลี่ยนแปลงไม่ทัน ก็จะเป็นอาชีพที่หมดความสำคัญไป

ลองถามๆ คนรอบตัวดูว่า “คิดว่างานอะไรบ้างของมนุษย์ที่เทคโนโลยีแทนที่ไม่ได้” ภาพรวมของคำตอบที่เขามองๆ กัน คือ
1.งานที่ต้องอาศัยการปฏิสัมพันธ์ของมนุษย์ ที่ต้องมีการวางแผนการทำงานเพื่อตอบสนองความพึงพอใจบางอย่าง ยังต้องมีการติดต่อสื่อสารกันทางสังคม อย่างงานประชาสัมพันธ์ งานวางแผนการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีขององค์กร จำต้องมีการประเมินปฏิกิริยาตอบรับของผู้ที่เราติดต่อด้วยหรือของสังคม และปรับเปลี่ยนแผนได้ทันท่วงที

“งานบริการ” ก็มีความจำเป็นต้องสังเกตเรื่องความพึงพอใจ อย่างเช่น พนักงานโรงแรม เวลาเกิดปัญหาขึ้นมา แขกก็คงจะต้องการพูดคุยเพื่ออธิบายปัญหา หรือร้องเรียนกับคนมากกว่าระบบอัตโนมัติ ร้านอาหารจะร้องเรียนว่าอาหารไม่อร่อย มีอะไรปนเปื้อน ก็อยากร้องเรียนกับพนักงาน หรือกระทั่งงานนวด คนเราก็ยังพอใจที่จะใช้หมอนวดมากกว่าหุ่นยนต์นวด เพราะบอกให้ปรับน้ำหนักแรงเบา หรือบอกให้เน้นตรงไหนได้ทันทีไม่ต้องลุกมานั่งเซ็ตเครื่องใหม่



2.งานที่ต้องใช้ฝีมือในการรังสรรค์ เช่น การออกแบบที่มนุษย์จะมีความคิดสร้างสรรค์มากกว่าคอมพิวเตอร์ อย่างการออกแบบบ้าน ออกแบบสวน คนเราสามารถคิดได้หลากหลายมากกว่าโปรแกรม การผลิตชิ้นงานอะไรก็ตามที่มีคำว่า Hand made” แปะอยู่ มันก็ดูเป็นงานชิ้นพิเศษ มีความเฉพาะตัว มีเรื่องราวของงานที่น่าสนใจ และสามารถเพิ่มมูลค่าได้มากขึ้น อีกอย่างหนึ่งที่ต้องใช้ฝีมือในการสร้างสรรค์ คือ อาหาร” ถ้าเอาแบบมีระดับขายกันแพงๆ ก็ต้องมีความซับซ้อนตั้งแต่การเลือกวัตถุดิบ การปรุงที่เป็นฝีมือเฉพาะตัวของเชฟ ไปจนถึงการจัดจานที่มีลูกเล่นต่างๆ ก็ต้องมนุษย์ทำ

งานศิลปะก็เช่นกัน การวาดภาพ การปั้น มันมีลักษณะเฉพาะหรือ “ลายเซ็น” ของศิลปินที่สามารถเพิ่มมูลค่าให้งานได้ คนดูศิลปะเขาบอกว่า ถ้าเป็นงานจากฝีมือมนุษย์มันดูมีชีวิตและอารมณ์อยู่ในงานนั้น งานศิลปะอีกอย่างหนึ่งก็คืองานด้านวรรณกรรม บทละคร บทภาพยนตร์ ที่ก็ต้องใช้ไอเดียมนุษย์ในการสร้างเรื่องราว คอมพิวเตอร์คงไม่สามารถสร้างเรื่องราวที่มีความซับซ้อน หรือใช้ภาษาที่เป็น “ลายเซ็น” เฉพาะของใครได้



3.งานที่ต้องใช้การตัดสินใจเชิงสังคมหรือศีลธรรม เช่น งานด้านปกครอง ด้านการพัฒนาชุมชน งานด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ซึ่งเนื้อหารายละเอียดคดีมีเรื่องราว มีความซับซ้อน ที่ต้องมีการชั่งน้ำหนักเชิงความได้เปรียบเสียเปรียบ ความคุ้มค่า น้ำหนักเชิงศีลธรรมก่อนที่จะตัดสินใจ ของเหล่านี้คงใช้คอมพิวเตอร์มาตัดสินไม่ได้

อย่างคดีความคดีหนึ่ง กว่าตำรวจจะทำสำนวน อัยการจะสั่งฟ้องหรือไม่ ศาลพิพากษาอย่างไร กระบวนการคิดมันต้องละเอียดรอบคอบ รายละเอียดต่างกันนิดเดียวตัดสินไม่เหมือนกันก็ยังได้ บางคนก็ว่าไปถึงขั้นว่างานพวกนี้เป็นงานที่ต้องใช้ทั้งเหตุผลและหัวใจ ซึ่งต้องใช้กระบวนการคิดของมนุษย์เท่านั้น

สำหรับงานด้าน
“สื่อสารมวลชน” นั้น เขาว่าพัฒนาเทคโนโลยีต่อไปหุ่นยนต์ก็เขียนข่าวเป็น นี่ก็คงเป็นสาเหตุหนึ่งที่ไม่กี่วันก่อน บก.นิตยสารใหญ่ที่เพิ่งปิดตัวไป ออกมาพูดทำนองว่า “มีลูกจะไม่ให้เรียนนิเทศศาสตร์ แต่จะให้เรียนด้านกฎหมายหรือรัฐศาสตร์แทน” ก็พูดกันจริงๆ คืองานปกครองกับงานกฎหมายนี่มันคงอยู่ยั้งยืนยงไปอีกนาน ตราบใดที่มนุษย์เรายังอยู่ในสังคม และต้องมีการจัดระเบียบสังคมเพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข



เมื่อได้พูดถึงผลกระทบของ “เทคโนโลยี” ที่จะมาแทนที่มนุษย์ไปแล้ว อีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจ คือเทคโนโลยีทำให้คนเรา
“ลดความเป็นส่วนตัว” ลงไปเรื่อยๆ ง่ายๆ คือการติดตามตัวบุคคล สมัยก่อนที่เราจะมีโทรศัพท์มือถือ การติดต่อสื่อสารเป็นขั้นตอนมาก ต้องนั่งกะเวลาโทรเข้าที่บ้าน ที่ทำงาน แล้วมาลุ้นกันอีกว่า “จะอยู่ไหม?” แต่สมัยนี้ ไม่ใช่แค่โทรเมื่อไรก็ได้ ยังเอาเทคโนโลยีจีพีเอสจับพิกัดกันก็ยังได้ว่า...ตอนนี้อยู่ไหน?

การลดความเป็นส่วนตัวอย่างหนึ่ง เกิดจากการที่เรามีโซเชียลเน็ตเวิร์ค สังคมเสมือนบนโลกอินเทอร์เน็ต ที่ใครๆ ก็โพสต์รูป โพสต์เรื่องราวอะไรลงไปก็ได้ มันก็ตอบสนองความต้องการที่ว่า “มนุษย์เป็นสัตว์สังคม” ได้ข้อหนึ่ง ตรงที่เมื่อเรามีพื้นที่สื่อของตัวเอง เราก็อยากใช้พื้นที่สื่อนั้นสร้าง “ความมีตัวตน” ของเราให้เกิดขึ้นในสังคม

คนที่สร้างความมีตัวตนในทางสร้างสรรค์ก็มี เราก็เห็นพวกเพจดังๆ บางเพจที่ทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงให้คนตัวเล็กตัวน้อยที่เมื่อไม่กี่ปีก่อน อาจเข้าไม่ถึงสื่อสารมวลชนในการบอกเล่าปัญหา หรือความทุกข์ยากของตัวเอง บางเพจก็ให้ข้อมูลประเภทแนะแนวทางชีวิต ความรัก หรือบอกเล่าเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ

แต่เนื้อหาประเภทไหนล่ะที่ดังเร็ว? ในสังคมยุคปัจจุบัน เนื้อหาที่มาแรงและดังเร็ว คือเนื้อหาที่มีองค์ประกอบทางเพศ ปัจจุบันเกิดความคิดประเภท
“กินในที่ลับไข่ในที่แจ้งก็ได้จะได้ดัง” ขึ้นมาเสียแล้ว ไอ้ที่ว่ามันลดความเป็นส่วนตัวคือ “การไข่ในที่แจ้ง” บางครั้งมันดันเอาคนอื่นที่ไม่ได้เต็มใจมาร่วมด้วยนี่สิ ลำพังองคาพยพแห่งตน...อยากโชว์ก็ไปตั้งกลุ่มลับที่ไหนสักกลุ่ม คนอยากดูเขาก็คงไม่เอาผิด แต่บางครั้งมันไปทำลายคนอื่น

ถ้าเล่นทวิตเตอร์นี่จะเห็นบ่อย คนประเภทไปแอบถ่ายตามสถานบริการ (ไม่รู้ใครโดนแอบถ่ายติดไปบ้าง) หรือล่อให้ใครมามีเพศสัมพันธ์ด้วย แล้วแอบถ่ายคลิปไว้เพื่อขายต่อ บางรายเหมือนจะทำกันเป็นล่ำเป็นสันด้วย คือขายคลิปส่งให้ทางไลน์หรือทางช่องทางอื่นๆ เคยเห็นเขาขายกันคลิปละหลายร้อยอยู่ คิดดูว่าถ้าเปิดกลุ่มไลน์ สมมุติว่าขายคลิปละ 500 บาท คนซื้อ 100 คนก็ได้ 50,000 บาท กลายเป็นช่องทำเงินของมิจฉาชีพแนวใหม่ บางครั้งเหยื่อเป็นเยาวชนไม่กล้าไปร้องเรียน






กิจกรรมที่ควรจะเกิดจากความพร้อมใจ และไม่ละเมิดความเป็นส่วนตัว กลายเป็นกิจกรรมหาเงิน บางครั้งร้ายไปถึงการนำมาใช้ขู่กรรโชก อย่างเช่นข่าวนี้ หัวหมอ'ลวงด.ช.'มีเซ็กส์ ถ่ายคลิปรีดไถเงินแบล็กเมล์ ซึ่งเป็นเรื่องที่แก้ปัญหาได้ยาก เพราะหลายๆ ครั้งที่เหยื่อเกิดความอับอาย ไม่ต้องการแจ้งความ (ไม่เป็นคดีก็ทำอะไรไม่ได้) และยอมๆ ผู้ขู่กรรโชก เหยื่อตกอยู่กับความหวาดกลัว นำไปสู่ความซึมเศร้าและกลายเป็นปัญหาอื่นๆ ตามมา เช่น ละทิ้งการเรียน ไปถึงการฆ่าตัวตายได้

การที่ใครก็มีกล้อง เราไม่รู้หรอกว่า ถูกละเมิดความเป็นส่วนตัวอย่างไรบ้าง? ในที่สาธารณะก็ถูกแอบถ่าย ในที่ลับก็อาจถูกแอบถ่าย (คงเคยเห็นกันพวกคลิปแอบถ่ายตามห้องน้ำ) มันเป็นปัญหาที่เราต่างก็ต้องลุกขึ้นมาปกป้องตัวเอง ปกป้องสิทธิ์กันให้มากขึ้น อย่าให้พวกอยากมีตัวตน อยากหาเงินมาอยู่เหนือได้

จำไว้เลยว่าเดี๋ยวนี้ทำอะไรต้องระวังตัวมากขึ้น พึงระลึกไว้ว่า...อะไรที่มันออกเน็ตไปก็เหมือนเราแทงหมอนนุ่นกลางลมแรง เราเก็บนุ่นกลับมาได้ไม่หมดหรอก.
..........................................
คอลัมน์ : ที่เห็นที่เป็นอยู่
โดย “บุหงาตันหยง”


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    100%

บอกต่อ : 117