อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 22 พฤษภาคม 2561

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 22 พฤษภาคม 2561
×
เลือกจัดหน้าของคุณ

'ไบโพลาร์'สุดขั้วกว่าซึมเศร้า เลือกไม่ได้แต่อยู่ให้เป็น!

สัปดาห์นี้มี “โรคไบโพลาร์” อารมณ์สุดขั้วกว่าซึมเศร้า มาแยกความแตกต่างให้ลองสังเกตตัวเองและคนรอบข้างกันว่าใครป่วยบ้าง? เพื่อรับการรักษาก่อนลุกลามถึงขั้นสูญเสีย!! เสาร์ที่ 13 มกราคม 2561 เวลา 10.00 น.


ความสูญเสียที่เกิดจาก “การฆ่าตัวตาย” หลายครั้งสะเทือนอารมณ์มาก เพราะเทคโนโยลีทำให้เห็นเหตุการณ์เหล่านั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า!! ซึ่งสาเหตุฆ่าตัวตายที่ทราบกันดี คือ “โรคซึมเศร้า” แต่ล่าสุดเริ่มพูดถึง “โรคไบโพลาร์” มากขึ้น เพราะปัจจุบันมีคนป่วยเป็นโรคนี้หลายล้านคนทั่วโลก แต่น่าเสียดายที่เราไม่ค่อยไม่รู้จักโรคนี้กัน รวมถึงไม่ทราบว่าตัวเองป่วย โดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่นที่คิดว่าเป็นแค่อารมณ์สุดขั้วเท่านั้น!!

พญ.สุนิดา โสภณนรินทร์ จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นประจำศูนย์การแพทย์คลินิคพัฒนาการเด็ก โรงพยาบาลพญาไท 1 ให้ความรู้ว่า “โรคไบโพลาร์” (Bipolar) เป็นโรคที่จัดอยู่ในกลุ่มโรคทางด้านอารมณ์กลุ่มเดียวกับ “โรคซึมเศร้า” แต่ซึมเศร้าจะมีอารมณ์เบื่อเศร้า ท้อแท้ หมดความสนใจในหน้าที่การงาน การเรียน แต่ “โรคไบโพลาร์” จะมีลักษณะอารมณ์อีกขั้วหนึ่งร่วมด้วย คือ “ช่วงแมเนีย” (mania) ผู้ป่วยจะมีกิจกรรมชีวิตมากกว่าปกติ หายเศร้า พูดเยอะ สลับกับอารมณ์ซึมเศร้าอีกช่วงหนึ่ง



หมายถึงอารมณ์ดีมากเกินกว่าปกติที่ควรจะเป็น เช่น ช่างพูด ช่างคุย และไม่ชอบให้ใครมาขัดจะเกิดอารมณ์หงุดหงิด แต่ถ้าอารมณ์ร้ายขึ้นมาเมื่อไรก็ถึงขั้นใช้อารมณ์ก้าวร้าวได้ เรียกว่า “เปลี่ยนไปเป็นคนละคน” อาจมีปัญหาการทำงานและใช้ชีวิตประจำวันได้ ผู้ป่วยบางคนไม่ยอมหลับยอมนอน อยากเที่ยวกลางคืน และใช้จ่ายเงินมาก

อาการของ “ไบโพลาร์” ไม่จำเป็นต้องสลับกับช่วงซึมเศร้า บางคนช่วงหนึ่งอาจจะประมาณ 4-6 เดือนก็สามารถกลับคืนเป็นปกติได้เองโดยไม่ต้องรักษา ทำให้คนรอบข้างไม่รู้สึกว่าเป็นปัญหาถ้าไม่สังเกต เมื่อเป็นปกติแล้วเขาจะดำเนินชีวิตได้ปกติ พอถึงช่วงหนึ่งจะรื่นเริงอีก หรืออาจจะสลับไปขั้วตรงข้ามเป็นแบบซึมเศร้า เช่น แยกตัว เบื่อหน่าย ไม่อยากทำอะไร กินไม่ได้ นอนไม่หลับ รู้สึกว่าตัวเองไม่มีค่า ที่สำคัญที่สุดคือ “การฆ่าตัวตาย”



“ไบโพลาร์” ช่วงซึมเศร้าจะเหมือนกับ “โรคซึมเศร้า” อัตราการฆ่าตัวตายคือ 15-20% เพราะฉะนั้นเท่ากับว่าผู้ป่วย 1 ใน 5 มีโอกาสที่จะเกิดปัญหาเบื่อเศร้าและฆ่าตัวตาย แต่ช่วงที่รื่นเริงมากๆ ก็จะมีประเด็นการฆ่าตัวตายได้ด้วยเช่นกัน ไม่ใช่เฉพาะแค่ตอนซึมเศร้า

ถ้าถามว่า...คนกลุ่มไหนเป็นโรคไบโพลาร์มากกว่ากัน? จากสถิติจะพบว่าผู้ป่วยโรคนี้มักเริ่มเป็นก่อนวัยกลางคน บางรายเริ่มเป็นตั้งแต่อายุยังไม่ถึง 20 ปี คือช่วงวัยรุ่นนั่นเอง แต่อาการไม่ปรากฏชัด ทำให้ไม่สังเกตเห็น ส่วนสาเหตุเชื่อว่าเกิดจากการทำงานที่ผิดปกติของสมองโดยมีสารสื่อนำประสาทที่ไม่สมดุล นอกจากนี้ยังเกี่ยวข้องกับปัจจัยทางพันธุกรรมค่อนข้างมาก หากซักประวัติก็จะพบว่าผู้ป่วยจะมีญาติบางคนป่วยเป็นโรคนี้ด้วย ทำให้อาจบอกได้ว่าลูกหลานของผู้ป่วยโรคไบโพลาร์มีโอกาสที่จะป่วยเป็นโรคนี้ได้มากกว่าคนทั่วไป



ปัจจุบันคนไทยเป็นโรคนี้ประมาณ 1 ใน 100 คน จึงต้องหันมาสังเกตว่าตัวเองและคนรอบข้างแล้วว่า...เป็นไบโพลาร์หรือเปล่า? เช่น มีอารมณ์หรือพฤติกรรมเปลี่ยนแปลงผิดปกติไปจากเดิมโดยหาสาเหตุไม่ค่อยได้สามารถแบ่งเป็น 2 ช่วงอารมณ์ด้วยกัน คือ 
1. ช่วงอารมณ์ซึมเศร้า จะรู้สึกหดหู่ เบื่อหน่าย ไม่อยากทำอะไรเลย หรือร้องไห้โดยไม่มีสาเหตุ หงุดหงิด โมโหง่าย ที่สำคัญมักมีความคิดทำร้ายตัวเองอยู่บ่อยครั้ง หรือบางครั้งอาจจะคิดฆ่าตัวตาย ซึ่งมีอัตราการเสียชีวิตจากการคิดฆ่าตัวตายของโรคนี้มากถึง 15-20 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว

2. ช่วงที่อารมณ์ดี พูดเยอะ คิดเร็ว ไม่ค่อยอยากนอน อยากทำกิจกรรมมากมาย มั่นใจในตัวเองเกินความเป็นจริง แต่ขาดสมาธิ ขาดความยับยั้งชั่งใจ ไม่จดจ่อกับอะไรจริงจัง จนเสียหน้าที่การงาน สูญเสียความสัมพันธ์กับบุคคลอื่น มีอาการติดต่อกันเป็นอาทิตย์ ถ้ามีลักษณะเช่นนี้ควรพบแพทย์เพื่อวินิจฉัย

การรักษาคือต้องรับประทานยาตามที่หมอสั่ง ปัจจุบันมีหลายกลุ่มและมีผลข้างเคียงแตกต่างกันออกไป สิ่งสำคัญที่สุด คือคนรอบข้างต้องเข้าใจในตัวผู้ป่วย รวมถึงตัวผู้ป่วยเองต้องดำเนินชีวิตในทางสายกลาง ควบคุมเวลานอนหลับให้เพียงพอ อย่างน้อยก็วันละ 6-8 ชั่วโมง พยายามหาวิธีแก้ปัญหาและลดความเครียด และอย่าใช้ยากระตุ้นหรือสารมึนเมา เช่น เหล้า หรือเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนสูง



ถ้าผู้ป่วยรับประทานยาอย่างสม่ำเสมอจะสามารถใช้ชีวิตตามปกติได้ แต่คนไข้ส่วนใหญ่เมื่ออาการดีขึ้นมักจะหยุดยาเอง ส่งผลกระทบให้อาการกลับมาเป็นใหม่ และเมื่อหายดีแล้วญาติพี่น้องก็มักจะคาดหวังกับคนไข้สูง ฉะนั้นญาติต้องเข้าใจว่า “ไบโพลาร์” เป็นโรคที่มีผลกระทบต่อความคิด อารมณ์ และพฤติกรรม

...แต่ชีวิตคนเราก็ไม่ได้ง่ายพอที่จะเลือกได้ทุกเรื่อง และไม่แน่ว่าในอนาคตตัวเองหรือคนที่เรารักอาจจะป่วยด้วย
“โรคไบโพลาร์” ก็ได้...จึงต้องทำความเข้าใจกับให้มากที่สุดเพื่อลดความสูญเสีย!!
…............................................
คอลัมน์ : Healthy Clean
โดย “ชญานิษฐ คงเดชศักดา”


ขอบคุณภาพจาก : bipolar998


 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

ความคิดเห็น

บอกต่อ : 181