อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 23 ตุลาคม 2561

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 23 ตุลาคม 2561

พระราชดำรัส ร.9 ศักดิ์สิทธิ์ ป่าอยู่ได้ขรก.ต้องไม่โลภ

สัปดาห์นี้น้อมนำพระราชดำรัส “ในหลวงรัชกาลที่ 9” เรื่องการทำงานของข้าราชการต้องทำหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตเพื่อรักษาทรัพยากรป่าไม้ ทำได้อย่างไรบ้างไปติดตามกัน พุธที่ 17 มกราคม 2561 เวลา 09.00 น.


“...การปลูกต้นไม้ต้องมีการปลูกทั้งไม้โตเร็วและไม้โตช้า ผสมกันเพื่อให้ประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ และเรื่องการทำงานของข้าราชการต้องทำหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ข้าราชการต้องไม่โลภและอยากได้เงิน จึงจะรักษาป่าทรัพยากรป่าไม้ให้คงอยู่ได้”

พระราชดำรัสข้างบนนี้เป็นของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่พระราชทานแก่คณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ (กยน.) คณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ (กยอ.) และคณะกรรมการน้ำแห่งชาติ (กนช.) ซึ่งประกอบด้วย 9 กระทรวง และ 36 กรม ที่เกี่ยวข้อง ที่เข้าเฝ้าฯ เพื่อถวายรายงานเรื่องแผนจัดการน้ำ เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2554 มาเผยแพร่อีกครั้งหนึ่ง เพราะถือได้ว่าเป็นคัมภีร์ในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาทรัพยากรป่าไม้

ในพระราชดำรัสดังกล่าวนี้แยกเป็น 2 ตอนที่สำคัญ คือ

1.พระราชดำรัสตอนที่ 1 ที่ว่า “การปลูกต้นไม้ต้องมีการปลูกทั้งไม้โตเร็วและไม้โตช้า ผสมกันเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ”

เรื่องนี้พระองค์ได้ทรงใช้ความพยายามในการให้แนวพระราชดำริไว้หลายเรื่อง และมีโครงการในพระองค์หลายโครงการที่ทำเป็นต้นแบบให้ผู้เกี่ยวข้องได้เห็นและนำไปดำเนินการต่อ โดยเฉพาะการปลูกและฟื้นฟูทรัพยากรป่าไม้ โดยทรงเห็นว่าสภาพป่าของประเทศเปลี่ยนไปจากเดิมมาก เพราะพระองค์ได้เสด็จไปเยี่ยมเยียนราษฎรในพื้นที่ต่างๆ อย่างสม่ำเสมอ ทรงเห็นสภาพป่าที่เปลี่ยนแปลงไป จากที่เคยอุดมสมบูรณ์กลับมีสภาพที่เสื่อมโทรม ไม่สามารถอำนวยประโยชน์ให้กับประชาชนและประเทศชาติได้เหมือนในอดีต จึงทรงได้พระราชดำรัสดังกล่าวขึ้น

ปัญหาที่ต้องตรวจสอบว่า เวลาเกือบ 4 ปีที่ผ่านมาของ คสช. และรัฐบาลภายใต้การบริหารของนายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) อีกหลายท่านที่รับผิดชอบ ได้ดำเนินการปลูกเพื่อฟื้นฟูสภาพป่าว่า ไปได้มากน้อยแค่ไหน? ยึดหลักพระราชดำรินี้หรือไม่? ใช้งบประมาณเพื่อการนี้ไปเท่าไหร่? สมเหตุสมผลหรือไม่?



หรือให้การเบิกเงินงบประมาณเป็นเรื่องใหญ่ ให้การปลูกป่าเป็นเรื่องรอง หรือละเลยปล่อยให้มีการทุจริตเงินงบประมาณในการปลูกป่า จนสภาพป่าทรุดโทรมอยู่เช่นเดิมไม่มีเปลี่ยนแปลง ทำไมภูเขาก็ยังหัวโล้นอยู่มากมายทั่วประเทศ มีป่ามาบ้างก็เป็นแค่หัวจุกเพียงนิดหน่อย พอประกาศว่าเป็นผลงานอันยิ่งใหญ่เท่านั้น มีการสำรวจความมีอยู่จริงของสวนป่าอย่างจริงจังหรือไม่? ต้องตอบคำถามว่าทำไมปล่อยให้สวนป่าส่วนใหญ่ยังคงถูกบุกรุกยึดครองอยู่เช่นเดิม แล้วการยึดคืนผืนป่าตามนโยบายรัฐบาล ในทางปฏิบัติก็ยังไม่ประสบความสำเร็จ

ส่วนใหญ่ยึดได้แค่เอกสารรายงานเท่านั้น แต่ป่าจริงๆ กลับยึดคืนมาเป็นของรัฐแทบไม่ได้เลย มีผลงานต่ำกว่าเป้าหมายมาก ยังทำงานกันแบบที่นายกรัฐมนตรีว่าไว้คือ “ปลูกป่าเพียงเพื่อถ่ายรูปออกโทรทัศน์ แล้วรายงานผู้บังคับบัญชาเสร็จก็กลับบ้านถือว่าปลูกเสร็จแล้ว” หากยังคงเป็นเช่นดังกล่าวนี้ก็ถือว่าการทำงานที่ผ่านมาร่วม 4 ปี ต่างทำแบบฉาบฉวย ไม่มุ่งมั่นเพื่อแก้ปัญหาป่าแต่อย่างใด จึงต้องตรวจสอบกันอย่างจริงจัง เพื่อตอบโจทย์ในการแก้ไขและฟื้นฟูทรัพยากรป่าไม้อย่างจริงจัง!!

การปลูกป่าในป่าอุดมสมบูรณ์ หรือในป่าอนุรักษ์ ที่เรียกกันว่าเป็นการปลูกเสริมในป่าธรรมชาติ ซึ่งไม่มีความจำเป็นแต่อย่างใด เพราะพระเจ้าอยู่หัวล้นเกล้ารัชกาลที่ 9 พระองค์ยังมีพระราชดำรัสว่า...ป่าประเภทนี้อย่าไปทำอะไรปล่อยไว้ก็จะฟื้นสภาพเอง เพียงป้องกันอย่าให้มีการบุกรุกยึดครองเท่านั้นก็พอ ก็ยังคงมีการดำเนินการกันอยู่ ทำให้สิ้นเปลืองงบประมาณแผ่นดินอย่างน่าเสียดาย

2.พระราชดำรัสตอนที่ 2 ที่ ว่า “เรื่องการทำงานของข้าราชการต้องทำหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ข้าราชการต้องไม่โลภและอยากได้เงินจึงจะรักษาทรัพยากรป่าไม้ให้คงอยู่ได้” ถือเป็นพระราชดำรัสที่สำคัญที่สุดที่จะทำให้ทรัพยากรป่าไม้ที่มีอยู่สามารถคงอยู่ต่อไปได้ และจะทำให้สามารถฟื้นฟูสภาพป่าที่เสื่อมโทรมได้จริง เพราะว่าการทุจริตคอรัปชั่นเป็นปัจจัยที่ทำลายทรัพยากรป่าไม้ให้ย่อยยับมากที่สุดกว่าทุกปัจจัย

และก็แปลกแต่จริงใน กระทรวง ทส. แม้คนดีจะมากกว่าคนเลว แต่คนดีกลับไม่ค่อยได้มีโอกาสบริหาร หรือนานๆ จะมีสักครั้ง เพราะถ้าหากคนดีได้บริหารก็จะมีเป้าหมายเพื่อการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติเป็นหลัก แต่ถ้าหากคนเลวได้เป็นที่ผู้บริหาร ก็หวังทำงานเพียงเพื่อตัวเองและพวกพ้อง คิดแต่จะหาช่องทางทุจริตคอร์รัปชั่น ซึ่งผลที่ตามมานอกจากจะทำลายระบบการทำงานแบบธรรมาภิบาลแล้ว ผลที่ตามมาจะทำให้ทรัพยากรป่าไม้ถูกบุกรุกทำลายให้ทรุดโทรม และทำให้การฟื้นฟูทรัพยากรป่าไม้ล้มเหลวไปด้วย



เรื่องที่ต้อง “ขจัดคนเลว” และ “ยุติคอร์รัปชั่น” ในกระทรวง ทส. นี้เป็นเรื่องที่ รมต.ทส. ต้องเร่งทำโดยด่วนที่สุด เพราะได้คาดโทษกันไว้แล้วว่า...ภายในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2561 นี้ หากกรมใดไม่แก้ไขความเลวร้ายนี้ให้ยุติลง รมต.ทส. จะดำเนินการจัดการกับผู้บริหารในกรมนั้นๆ อย่างเด็ดขาด!!

และเชื่อว่าขณะนี้ท่านมีข้อมูลพร้อมและมากพอแล้วที่จะตัดสินใจได้ว่าขณะนี้กรมไหน หน่วยงานใด ไร้ฝีมือ ไม่มีผลงาน คนใดทุจริตคอร์รัปชั่น ทำงานโดยมุ่งแต่จะแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตน และที่สำคัญเชื่อว่า รมต.ทส.ท่านนี้กล้าหาญพอที่จะเปลี่ยนแปลง หากท่านรัฐมนตรีมีปัญหาเรื่องข้อมูลข้อเท็จจริงไม่เพียงพอ ก็ขอความร่วมมือหน่วยงานภายนอก ไม่ว่าจะเป็น สตง.ปปง. ปปช.หรือ บก.ปปป จากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งเชื่อว่าหน่วยงานเหล่านี้ คงยินดีที่จะตรวจสอบ และผมเองก็พร้อมจะให้ข้อมูลที่เก็บสะสมไว้

การที่หน่วยงานภายนอกเข้าร่วมตรวจสอบ อาจพบกว่าเงินทอนที่นี่ ไม่ได้น้อยกว่า “เงินทอนวัด” แต่อย่างใด ทดลองหรือสุ่มตรวจสอบ เฉพาะเงินรายได้ของอุทยานฯ ทั้งการจัดเก็บและการนำไปใช้ โดยเฉพาะการอนุมัติในคราวเดียว เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2560 ร่วม 1,000 ล้านบาท ตรวจสอบเงินก้อนนี้ก่อนแล้วค่อยขยายไป
ก้อนอื่นๆ ที่มีอยู่อีกมากมาย ค้นดีๆ อาจเจอ “เจ้าของนาฬิกาเจ้าปัญหา” บ้างก็ได้ใครจะไปรู้

ในโค้งสุดท้ายของรัฐบาลชุดนี้ เร่งรีบทำเถอะครับ เพื่อปกป้องและคุ้มครองทรัพยากรป่าไม้ และที่สำคัญเพื่อให้พระราชดำรัสของล้นเกล้ารัชการที่ 9 ที่คนไทยรักและเคารพศรัทธา ยังคงความศักดิ์สิทธิ์ และประทับไว้กับแผ่นดินนี้ตลอดไป กับพระราชดำริ ที่ว่า...

“เรื่องการทำงานของข้าราชการต้องทำหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ข้าราชการต้องไม่โลภ และอยากได้เงิน จึงจะรักษาทรัพยากรป่าไม้ให้คงอยู่ได้”
…................................................
คอลัมน์ : พุ่มไม้ใบบัง By Narit
โดย “นริศ ขำนุรักษ์”


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 373