อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 16 สิงหาคม 2561

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 16 สิงหาคม 2561

จุฬาฯเตรียมพัฒนาสามย่าน แสดงภูมิปัญญาแห่งสยาม

สัปดาห์นี้พาไปชมโครงการ Siam Innovation District : SID ซึ่งจะสร้างเป็นพื้นที่แสดงภูมิปัญญาความรู้ด้านนวัตกรรมเพื่อคนไทย น่าสนใจแค่ไหนไปดูกัน จันทร์ที่ 22 มกราคม 2561 เวลา 10.00 น.


ผมได้รับเชิญให้ไปฟังวิสัยทัศน์และสัมภาษณ์ .ดร.บัณฑิต เอื้ออาภรณ์ อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่อาคารด้านหลังของ Siam Square One ท่านอธิการบดีบอกว่า พื้นที่ที่เรานั่งสัมภาษณ์กันอยู่ตรงนี้ ต่อไปจะเป็นพื้นที่แสดงนวัตกรรมแห่งสยาม

ผมถามท่านอธิการว่า หลังจากผู้เช่าเดิมหมดสัญญาแล้ว ทางจุฬาฯ จึงมีความคิดที่จะสร้างพื้นที่แสดงนวัตกรรม หรือว่ามีความคิดด้านนวัตกรรมมาก่อน แล้วจึงมาเลือกพื้นที่ใจกลางสยามสแควร์พอดี ท่านอธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยตอบว่า จุฬาฯ มีวิสัยทัศน์จากอดีตผู้บริหารที่จะพัฒนาด้านนวัตกรรมไว้นานมากแล้ว เวลานี้จึงนับว่าเป็นจังหวะเหมาะสมพอดีที่ผู้เช่าเดิมหมดสัญญา

แม้ว่าจะมีผู้เช่ารายใหม่ที่พร้อมจะเข้ามา แต่จุฬาฯ เห็นว่าพื้นที่ขนาด 1,000 ตร.ม. มี 4 ชั้นตรงนี้ ถ้านำมาสร้างพื้นที่แสดงภูมิปัญญาความรู้ด้านนวัตกรรมเพื่อคนไทยน่าจะเหมาะสมและได้ประโยชน์มากกว่า จึงเกิด
โครงการ Siam Innovation District: SID ขึ้นมา โดยพัฒนาไปพร้อมๆ กับพื้นที่ของจุฬาฯ ที่กำลังทำอยู่ ในแผน 15 ปี



หลังจากนั้น ท่านอธิการบดี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้เล่าความเป็นมาของแนวคิดที่จะสร้างสังคมอุดมปัญญาที่ริเริ่มมาตั้งแต่ 10 กว่าปีที่แล้ว จากเดิมที่มีรุ่นพี่รุ่นน้องในคณะวิศวกรรมศาสตร์อยู่กลุ่มหนึ่งราว 40-50 คนอยากให้เกิดงานวิจัยและสิ่งประดิษฐ์ที่ดีๆ ขึ้นมา โดยน้องๆ เริ่มคิด พี่ๆ ช่วยตบแต่ง ต่อยอด รวมถึงลงทุนให้ คณะวิศวกรรมศาสตร์ได้ จัดงานInnovation Expo” ทำให้เกิดนวัตกรรมและมีการจดสิทธิบัตรจำนวนมาก แต่ส่วนใหญ่ พอนำไปผลิตจริง ก็ยังไม่ประสบความสำเร็จมากนัก

อย่างไรก็ตาม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมีมากมายหลายคณะ มีศาสตร์ความรู้ที่หลากหลาย จึงเห็นว่าน่าจะประสานความร่วมมือและพัฒนาไปด้วยกัน จะช่วยให้เกิดการเพิ่มมูลค่าได้ดียิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังมีความพร้อมทั้งในเรื่องของพื้นที่ มีมูลนิธิทรัพย์สินทางปัญญา มีบริษัทนวัตกรรมจามจุรีมาแล้ว จึงน่าจะนำองค์ความรู้มาทำร่วมกันอย่างต่อเนื่อง โดยไม่จำเป็นต้องทำแต่เฉพาะในจุฬาฯ อีกต่อไป แต่ทำให้กับสังคมและคนภายนอกได้อีกด้วย

จึงนำเสนอแนวคิดต่อไปยังผู้หลักผู้ใหญ่ของบ้านเมืองในปี 2559 พอถึงช่วงปลายปี 2560 จึงได้นำเสนอแนวคิดนี้แก่รองนายกรัฐมนตรี สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ซึ่งเป็นวาระใกล้เคียงกับที่รัฐบาลได้จุดพลุ Thailand 4.0” ขึ้นมา แต่ละกระทรวงริเริ่มการสร้างนวัตกรรม ทางจุฬาฯ เองอยู่ในภาคการศึกษา ก็พร้อมจะร่วมขับเคลื่อนด้านการศึกษาและส่งเสริมด้านอุตสาหกรรม

โดยพัฒนาผู้ประกอบการรุ่นใหม่และสร้างสตาร์ทอัพรายใหม่ให้เกิด เติบโต และอยู่รอดให้ได้ การที่จะเกิด
“CU Innovation Hub” ขึ้นมานี้จะมีจุดมุ่งหมายเพื่อสร้างเสริมสังคมไทยให้เป็นสังคมอุดมปัญญา เป็นระบบนิเวศน์ทางนวัตกรรมที่เชื่อมโยงความเชี่ยวชาญ งานวิจัย และนวัตกรรมกับความคิดสร้างสรรค์ การคิดเชิงวิเคราะห์และการสร้างผู้ประกอบการ โดยจะเฟ้นหาและส่งเสริมนักสร้างสรรค์ที่มีพรสวรรค์ บ่มเพาะนวัตกรรมและสนับสนุนสตาร์ทอัพไทย เพราะเชื่อว่า สังคมนวัตกรรมสามารถช่วยเพิ่มขีดความสามารถให้กับประเทศเราได้



เดิมทีประเทศไทยมักจะอยู่ในฐานะผู้บริโภค พูดง่ายๆ คือ ซื้อเขามาใช้อย่างเดียว ไม่ก็ซื้อมาขายไป ไม่ได้คิดประดิษฐ์อะไรขึ้นมาใหม่ด้วยตัวเอง เมื่อกระแสเรื่องนวัตกรรมมาถึง สิ่งที่ประเทศเรายังไม่เก่ง ยังไม่เข้มแข็ง หากจะทำตามประเทศอื่นอย่างไรก็คงจะตามไม่ทัน แต่ถ้าเรามุ่งเน้นในด้านที่เราถนัดอยู่ก่อนแล้ว

เช่น ด้านการเกษตร อาหาร การท่องเที่ยว การดูแลผู้สูงวัย ฯลฯ ถ้าเราเริ่มจากจุดแข็งอย่างนี้ ก็จะทำให้ประเทศเราไล่ตามประเทศอื่นและสามารถยืนอยู่ในระดับแนวหน้าได้ ดังนั้น CU Innovation Hub” จึงมุ่งเน้น 4 หัวข้อหลัก ได้แก่ สังคมผู้สูงอายุ (Aging Society) เศรษฐกิจแบบดิจิทัลและระบบหุ่นยนต์ (Economy & Robotics) การพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainable Development) ชุมชนที่มีส่วนร่วมและเมืองอัจฉริยะ (Inclusive Community & Smart City)


สถานที่…ท่านอธิการบดียกตัวอย่างว่า ถ้ามีเพื่อนต่างชาติมาประเทศไทย แล้วถามว่าที่ไหนคือสถานที่ที่พวกเขาจะไปดูนวัตกรรมและความคิดใหม่ๆ ได้บ้าง? เมื่อมาลองนึกดู บ้านเรามีแต่พิพิธภัณฑ์ที่บอกเรื่องราวในอดีต น่าจะมีสถานที่ที่บอกเรื่องราวในอนาคต มีการเรียนรู้และความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งตรงนี้จุฬาฯ ได้เลือก Siam Square One เป็นเพราะเป็นแหล่งเยาวชนคนรุ่นใหม่จำนวนมาก ครอบครัวก็มาได้ นักท่องเที่ยวก็มาได้

จุฬาฯ อยากจะพัฒนาพื้นที่สามย่านให้เป็นมากกว่าสถานที่เดินซื้อของและเรียนพิเศษ ให้มีเรื่องของปัญญาความรู้และนวัตกรรมใหม่ๆ ให้กับสังคมไทย ให้คนที่มีความคิดดีๆ ได้มาเจอกัน ให้คนที่มีความคิดแต่ไม่มีเงินทุน ได้พบกับคนที่พร้อมให้โอกาส ถือว่าเป็นเวทีที่โชว์ศักยภาพของเยาวชนได้ เราอยากจะเห็นเยาวชนไทยสนใจด้านปัญญามากกว่าบันเทิง

เงินลงทุน…สำหรับ โครงการ Siam Innovation District: SID จุฬาฯ ได้มาจาก 3 ส่วน UIG (University-Industry-Government) U คือ University จุฬาฯ มีรายได้จากค่าเช่าพื้นที่บริเวณสยามแควร์ สามย่าน และสวนหลวง แต่สำหรับโครงการ SID จุฬาฯ ไม่เก็บค่าเช่าผู้ที่มาใช้พื้นที่แสดงผลงานด้านนวัตกรรม I คือ Industry โครงการได้รับเงินสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมจาก 3 องค์กร ได้แก่ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) และการไฟฟ้านครหลวง โดยจะสนับสนุนเงินทุนใน 5 ปีแรก

G คือ Government รัฐได้ให้เงินสนับสนุนโครงการมา 200 ล้านบาท ซึ่งจะใช้ในการออกแบบสร้างสรรค์พื้นที่ 20 ล้าน และเงินอีกส่วนหนึ่งนำไปสนับสนุนโครงการส่งเสริมนวัตกรรมแห่งสยาม (100 SID) ซึ่งเป็นโครงการประกวดที่มอบเงินทุนสนับสนุนผู้ที่ผ่านการคัดเลือก จะได้นำไปพัฒนานวัตกรรมทีมละ 1 ล้านและ 5 ล้านบาท (ตอนนี้กำลังประกวดอยู่ มี 38 ทีมจาก 100 ทีมที่เข้ารอบ)


บุคลากร…ที่มาจากทั้งในและต่างประเทศ จะมาให้คำปรึกษาและแชร์ประสบการณ์ในการเขียนแผนธุรกิจให้แก่สตาร์ทอัพไทย

แผนการดำเนินการ…มีเป้าหมายมุ่งสู่การสร้างสังคมอุดมปัญญา โดยมีพันธกิจหลัก 4 ประการคือ 1. เชื่อมโยงภาคอุตสาหกรรม (นำนวัตกรรมที่คิดไว้แล้วให้ออกมาใช้งานได้จริงๆ) 2. ตลาดนัดนวัตกรรม (เป็นจุดนัดพบของผู้มีความคิดและผู้สนับสนุน) 3. ชุมชนนวัตกรรมแห่งอนาคต (โชว์วิสัยทัศน์แห่งอนาคตทั้งภายในและต่างประเทศ) 4. พัฒนาทรัพยากรมนุษย์ (สร้างคนให้มีปัญญาสำหรับยุคใหม่)



หลังจากนั้นท่านอธิการบดี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้พาเดินชมและพูดคุยซักถามกับทีมที่เข้าประกวด โครงการส่งเสริมนวัตกรรมแห่งสยาม (100 SID) ทีมที่ได้รับคัดเลือกมานำเสนอนวัตกรรมมีหลากหลายหัวข้อ โดยเน้นโครงการนวัตกรรมที่มีความเป็นไปได้ในอนาคตอันใกล้และสร้างประโยชน์ให้แก่สังคมได้อย่างรวดเร็ว จะได้ทุนไปพัฒนานวัตกรรมต่ออีกทีมละ 1 ล้านหรือ 5 ล้านตามที่ได้ส่งแผนเสนอมา

ผมเดินตามท่านอธิการบดี เห็นว่ามีหลายโครงการที่น่าสนใจ เช่น การใช้วัสดุชนิดใหม่มาใช้ในวงการทันตกรรม เป็นวัสดุที่ใช้เคลือบหลุมร่องฟัน ซึ่งคนไทยสามารถผลิตได้เอง ราคาถูก คุณภาพดี ลดการนำเข้าจากต่างประเทศได้ โครงการต่อไปเป็นเครื่องตรวจวัดอุณหภูมิ ความชื้น และฝุ่นละออง ซึ่งมลพิษทางอากาศเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้

โครงการที่ผมชอบมากคือ BearCon School Bus” ใช้เทคโนโลยีในยุค Internet of Things ที่ชื่อว่า Beacons” โดยอุปกรณ์คล้องคอเด็กเพื่อเป็นเครื่องกันเด็กหายหรือถูกทิ้งไว้ในรถ ทีมนี้ได้นำอุปกรณ์ไปใช้กับนักเรียนที่โรงเรียนเคยมีข่าวลืมเด็กไว้ในรถตู้จนเสียชีวิต อุปกรณ์ตัวนี้จะส่งข้อมูลให้ผู้ปกครองและคุณครูรู้ตำแหน่งของเด็กเมื่อนั่งรถโรงเรียนกลับบ้าน



โครงงานที่ใช้อุปกรณ์สื่อสารผ่านดวงตาแทนการพูด เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่พูดไม่ได้ บาดเจ็บสาหัส หรือเป็นอัมพาต โดยเครื่องจะใช้เทคโนโลยีตรวจจับดวงตา จะมีเครื่องอินฟาเรดสแกนจับไปที่ดวงตาของผู้ป่วย เมื่อผู้ป่วยมองตัวเลือกเมนูต่างๆ บนหน้าจอ เพียงกะพริบตา ก็เหมือนกับการใช้นิ้วคลิกปุ่มเมาส์ ทำให้การสื่อสารกับผู้ป่วยทำได้ง่ายขึ้นกว่าเดิม

ผลงานของทีมหนึ่งที่ผมเคยได้ยินข่าวมาก่อนคือ “หมวกกันน็อกไร้กลิ่น” ก็เป็นผลงานจากการประกวดในโครงการนี้เช่นกัน โดยทีมนี้ได้แจกจ่ายหมวกกันน็อคที่ฉีดเคลือบสารซิลเวอร์นาโนเพื่อทำความสะอาดและฆ่าเชื้อโรคด้านในหมวกนิรภัย แล้วส่งมอบให้กับตำรวจและวินมอเตอร์ไซค์รอบๆ สยามสแควร์ใช้ แถมยังมีจุดบริการฉีดพ่นทำความสะอาดบริเวณจุดจอดรถมอเตอร์ไซค์รับจ้างอีกด้วย ทำให้คนทั่วไปกล้าลองใช้หมวกกันน็อคกันมากขึ้น เพราะจุดประสงค์หลัก คือ
“ความปลอดภัย” ของคนขี่และคนนั่งมอเตอร์ไซค์นั่นเอง

นอกเหนือจากนี้ก็มีโครงการเกี่ยวกับการเกษตรอินทรีย์ การท่องเที่ยว การเรียนการสอนแบบสมัยใหม่ เครื่องจ่ายเงินโดยไม่ต้องใช้เงิน หุ่นยนต์ดูแลผู้สูงอายุ เป็นต้น ล้วนแล้วแต่เป็นโครงการที่น่าสนใจ ทั้งนี้จะมีการประกาศผลทีมที่ได้รับเลือกในวันที่ 22 มีนาคมนี้ ซึ่งจะตรงกันกับ วันเปิดอาคาร Siam Innovation District: SID ด้วยเช่นกัน

ถ้าใครสนใจอยากดู
“นวัตกรรม” ที่คนไทยสร้างสรรค์และอาคารแสดงผลงานเมืองนวัตกรรมแห่งสยาม สามารถเข้าไปดูได้ที่ Siam Square One โดยเมื่อเดินมาจากรถไฟฟ้า ทางเข้าอาคารจะอยู่ด้านหลังฝั่งถนนกลางในสยามแควร์ ผมอยากเชิญชวนให้มาสนับสนุนผลงานนวัตกรรมดีๆ เพื่อที่จะนำไปสร้างสตาร์ทอัพรับยุค 4.0 กันนะครับ.
….........................................
คอลัมน์ : ก้อนเมฆเล่าเรื่อง
โดย “น้าเมฆ”

หนังสือเด็กก้อนเมฆ 


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

ความคิดเห็น

บอกต่อ : 15