อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 27 พฤษภาคม 2561

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 27 พฤษภาคม 2561
×
เลือกจัดหน้าของคุณ

เสียงเหยื่อถูกคุกคามทางเพศ ดังขึ้นแล้วควรทำอย่างไร?

สัปดาห์นี้พูดถึงรื่องการคุกคาม ล่วงละเมิดทางเพศ ข่มขืน ที่กลายเป็นข่าวดังจนเกิดกระแสตื่นตัวแก้ปัญหาไปทั่วโลกว่าจะทำอย่างไรไปติดตามกัน พฤหัสบดีที่ 1 กุมภาพันธ์ 2561 เวลา 08.00 น.


ตอนนี้ละครเรื่องดังที่มีกระแสพูดถึงมากมาย คงจะเป็นเรื่อง “ล่า” ที่ฉายทางช่องวัน ซึ่งก็เป็นละครที่มีพลอตฉีกขนบละครหลังข่าวอยู่พอสมควร และออกจะมีเนื้อหาหนักๆ ซีเรียสด้วย คือเป็นเรื่องของแม่ที่ลูกสาวถูกข่มขืน และลุกขึ้นมาไล่ฆ่าฆาตกร ทวงความเป็นธรรมให้ลูกตัวเอง

เรื่องนี้เคยสร้างมาก่อนหน้านี้แล้ว พอมาปรับเรื่องให้เข้ากับยุคสมัยใหม่ คือยุคเทคโนโลยีครองเมือง อะไรๆ มันก็เปลี่ยนไป สมัยที่ “สินจัย เปล่งพานิช” เล่นบรรยากาศเรื่องล่าออกจะอึมครึม หดหู่ และลึกลับ แต่พอมา “ลลิตา ปัญโญภาส” เล่นบรรยากาศมันออกจะสว่างกว่า มีสีสันฉูดฉาดมากกว่า อีกทั้งปรับเรื่องไปเสียเยอะ

คอนิยายเดนตายเขาก็ไม่ค่อยจะชอบการปรับเรื่องแบบนี้สักเท่าไร เพราะมันเพี้ยนไปเยอะ โดยเฉพาะทำลายปมหลักของเรื่อง คือบท “รุ่งฤดี” ที่มาเวอร์ชั่นนี้แทบจะตัดบทนี้ทิ้ง ซึ่งตัว “รุ่งฤดี เอง คือบุคลิกที่ 2 ของตัว “มธุสร” ที่เกิดขึ้นจากความเครียด ความคับแค้นหาทางออกไม่ได้ เมื่อเห็นลูกตัวเองเป็นบ้าจากการถูกข่มขืน ก็ทำให้
“จิตหลุด” กลายเป็นสร้างบุคลิก “รุ่งฤดี ขึ้นมาอีกอันหนึ่งที่ตรงข้ามกับบุคลิก “มธุสรไม่สู้คน” โดยสิ้นเชิง



พูดง่ายๆ ตามนิยายคือ “มธุสร” เป็นบ้าไปตั้งแต่ตอนเห็นสภาพลูก ไม่ใช่บ้าแบบหลุดโลก แต่สร้างบุคลิกใหม่ขึ้นมาเพื่อออกไปจัดการอะไรๆ ที่ตัวเองไม่เคยคิดจะกล้าทำ เวลาไปแกะรอย ตามล่าอาชญากรที่ข่มขืน คือไปใน
“จิต” ของรุ่งฤดี (ชื่อรุ่งฤดี ไม่ใช่แค่ล้อมาจากชื่อคุณรุ่งฤดี แพ่งผ่องใส นักร้องดังตอนนิยายออกใหม่ๆ แต่หมายถึง “จิตใหม่” ก็ได้ด้วย) แต่มาเวอร์ชั่นนี้ บท “รุ่งฤดี” ถูกตัดทอนไปจนไม่ค่อยมีความสำคัญ กลายเป็นแค่สีสัน

แล้วยังไปเพิ่มบท “เซนเซย์” (ภาษาญี่ปุ่นแปลว่าครู) แนวประหลาดๆ เหมือนพวกแต่งคอสเพลย์เข้ามาอีก มีการให้ “มธุสร” ฝึกวิชาโน่นนี่ จนดูจะกลายเป็นหนังแอคชั่นเสียรอมร่อ แถมจะเป็นแอคชั่นคอมเมดี้ เพราะบทเซนเซย์ แต่ก็เอาเถอะ เพราะสร้างใหม่มันก็ต้องมีดัดแปลงมีเพิ่มสีสันอะไรบ้าง จะให้ลอกจากของเก่าเด๊ะๆ ก็เห็นว่าไม่น่าจะทำ การตีความใหม่ก็มีทั้งคนชอบคนไม่ชอบ แต่ก็ถือว่าเป็นความกล้าหาญที่ผู้จัดเอาเรื่องแนวนี้มาทำละคร

และเป็นความน่าชื่นชมอีกมุมหนึ่ง ซึ่งผู้จัดพยายามเสนอปัญหาเรื่องผลกระทบจากความรุนแรง การข่มขืน ให้เห็นหนักแน่นมากขึ้นกว่าฉบับเก่า
เรื่องการล่วงละเมิดทางเพศ มันก็เป็นปัญหาใหญ่ที่น่ากลัวอยู่ในสังคมไทยทุกวันนี้ ที่เราเห็นข่าวการข่มขืนออกมาบ่อยๆ และหลายๆ คดีก็โหดขึ้นเรื่อยๆ มันมีข้อถกเถียงมากมายเกี่ยวกับการแก้ปัญหา

เดิมมีการรณรงค์แคมเปญ “ข่มขืน=ประหาร” แต่ก็มีคนไม่เห็นด้วย เพราะถ้าเป็นเช่นนั้นจริง โอกาสที่เหยื่อจะรอดชีวิตก็ลดน้อยลงไปอีก เพราะอาชญากรย่อมไม่ต้องการให้เหยื่อชี้ตัว...ก็ฆ่าซะ...!! หรือบางคนที่เขาต่อต้านโทษประหารก็บอกว่า ระดับโทษที่รุนแรงขนาดปลิดชีพ จะทำให้เราเสียโอกาสในกระบวนการขัดเกลาทางสังคมที่จะให้คนสำนึกผิดได้กลับมาอยู่ในสังคม อีกทั้งโทษประหารเป็นโทษที่แก้ไขไม่ได้ หากมีการตัดสินผิดไป





มายาคติหนึ่งเกี่ยวกับ
“การข่มขืน” คือ หลายๆ คน มักจะมีความเห็นในเชิง “โทษเหยื่อ” ว่าไปทำอะไรให้เกิดเรื่องกับตัวเองหรือเปล่า? เช่น แต่งตัวโป๊ กินเหล้าเมา กระทั่งไปอ่อยคนอื่นก่อนหรือเปล่า?? ในเมืองนอกมีข่าวว่า Jen Brockman ผอ.ศูนย์ศึกษา และฝ่ายป้องกันการล่วงละเมิดทางเพศของ ม.แคนซัส จัดนิทรรศการชื่อ What wrer you wearing? แสดงเสื้อผ้าของเหยื่อที่สวมในวันที่ถูกข่มขืน ซึ่งก็เป็นเสื้อผ้าธรรมดาๆ นิทรรศการนี้เพื่อให้เห็นว่า... ใครๆ ก็เป็นเหยื่อได้”

และสิ่งที่หลายคนอยากจะแก้มายาคตินี้ คือ คนเราต่างควรสามารถใช้ชีวิตในแบบที่ชอบได้ อยากดื่ม อยากแต่งตัวสวยๆ ไม่ใช่ต้องระวังภัยให้ตัวเองอยู่ตลอดเวลา ซึ่งจริงๆ อิสระเสรีเหนือสิ่งอื่นใดมันก็ดี เพียงแต่เราต้องยอมรับความจริงกันเสียหน่อยว่า “สังคมเดี๋ยวนี้มันไม่ได้ปลอดภัยขนาดนั้น” คนไม่ได้เคารพในสิทธิเสรีภาพกัน สาวนางไหนเกิดไปเมาท่ามกลางหนุ่มกลัดมัน คิดว่าจะรอดง่ายๆ ไหม เราต้องการมีสิทธิ์ แต่ไม่ได้หมายความว่าคนอื่นจะเข้าใจ เคารพและไม่ละเมิดสิทธิ์ของเรา ดังนั้นไม่ว่าอย่างไรก็ควรต้องระวังตัวไว้ระดับหนึ่ง

เราพยายามสร้างกระบวนการขัดเกลาทางสังคม ให้คนเรียนรู้เรื่องการเคารพกันในเรื่องเพศ แต่อย่าลืมว่า “เรื่องเพศมันเป็นแรงขับระดับสัญชาตญาณ” ขนาดคนที่เราเห็นว่าดีๆ มันก็เกิด
“หน้ามืด” ขึ้นมาได้

เรื่องการคุกคาม ล่วงละเมิดทางเพศ ข่มขืน กลายเป็นข่าวดังและเกิดกระแสตื่นตัวในการแก้ปัญหาเรื่องนี้ขึ้นมาทั่วโลก มันเริ่มมีกระแสพูดถึงมาเรื่อยๆ ในช่วงที่สารคดี The hunting ground ว่าด้วยการล่วงละเมิดทางเพศในมหาวิทยาลัยเก่าแก่ในอเมริกาออกฉาย เรื่องนั้นได้นักร้องสาว “เลดี้ กาก้า” (Lady Gaga) มาขับร้องเพลง till it happen to you และในครั้งนี้เองที่ “เลดี้ กาก้า” ออกมาเปิดเผยว่าตัวเองเป็นเหยื่อเคยถูกข่มขืน ซึ่งคาดว่าการเปิดเผยเพื่อให้เสียงของเหยื่อดัง นำไปสู่การแก้ปัญหา



นำมาถึงเรื่องที่ฉาวโฉ่ที่สุดตอนปลายปีที่ผ่านมา เมื่อมีนักแสดงออกมาเปิดเผยถึงพฤติกรรมของโปรดิวเซอร์ภาพยนตร์ฮอลลีวู้ดคนดัง “ฮาร์วี่ย์ ไวน์สไตน์” ว่าล่วงละเมิดทางเพศดารานักแสดงมาหลายคน โดยต่อรองเรื่องผลประโยชน์ในวงการ ซึ่งคนดูหนังฮอลลีวู้ดบ่อยๆ คงจะทราบว่า “ไวน์สไตน์” นี่คือโปรดิวเซอร์ที่ปั้นหนังส่งเข้าเวทีออสการ์มาแล้วหลายเรื่อง ทำให้ได้ชื่อว่ามีอิทธิพล ทำหนังได้ทั้งเงินทั้งรางวัล

นักแสดงที่ว่าถูก “ไวน์สไตน์” ล่วงละเมิด ก็มีคนดังหลายคน อาทิ “แอชลี่ย์ จัดด์” ซึ่งได้ขึ้นปก Time magazine ในฐานะบุคคลแห่งปีด้วย ด้วยคำโปรย The silence breaker ทำนองว่าเป็น “ผู้ทำลายความเงียบงันของเหยื่อ” ที่ต่อไป เหยื่อการล่วงละเมิดทางเพศไม่ควรต้องอยู่กับความอับอาย แต่ต้องลุกมาเรียกร้องให้มีการชดใช้ นอกจาก “แอชลี่ย์” ก็มีกวิเนธ พัลโทรว์, แองเจลิน่า โจลี, เอเชีย อาร์เจนโต้ กระทั่งดารารุ่นใหม่อย่าง “คาร่า เดอเลวีญ” ก็ว่าโดนด้วย

ไม่เพียงแต่บันเทิงฮอลลีวู้ด บันเทิงฮ่องกงก็มีข่าวฉาวไปไม่นาน เมื่อมีการเปิดเผยว่าอดีตดารา “หลันเจี๋ยอิง” กลายเป็นคนสติไม่สมประกอบ เพราะโดนขาใหญ่ในวงการบันเทิงฮ่องกงข่มขืน วงการฮ่องกงก็มีข่าวอย่างนี้มาบ่อยๆ และที่กล่าวมาทั้งฮ่องกงและฮอลลีวู้ดมันคือมิติหนึ่งของการล่วงละเมิดทางเพศ ที่เอาอำนาจการให้คุณให้โทษเข้ามาต่อรอง



อย่างไรก็ตาม เมื่อมีกระแสเกี่ยวกับเหยื่อออกมามากเข้าในโลกเสรี กระแสมันก็ตีกลับได้ เมื่อในฝรั่งเศส เกิดกระแสที่มองว่า เรื่อง #metoo หรือแฮชแทคสำหรับผู้ถูกล่วงละเมิดทางเพศ ที่เกิดขึ้นจากกรณี “ไวน์สไตน์” ว่าเป็นการ witch-hunt against men (ล่าแม่มดชาย ) เกินไป โดยมีดาราคนดังที่ร่วมลงชื่อด้วย คือ แคทเธอรีน เดอเนิฟ

กระแสนี้เกิดมาเพื่อชี้ว่าบางกรณีไม่ใช่การคุกคามทางเพศเสมอไป แต่เป็นเพราะผู้ชายประเมินไม่ออกว่าเป็นการ
“สมยอม” แค่ไหน และกลายเป็นผู้ชายต้องตกเป็นเหยื่อจากการผิดพลาดเพียงครั้งเดียวก็ได้ อีกมุมหนึ่งมันทำให้ผู้ชายเกิดความระมัดระวังตัวมากขึ้น จนอาจทำให้เสียเสน่ห์ บางครั้งควรจะแยกการหยอกล้อกับการคุกคามให้ได้

ก็เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในช่วงที่...เสียงเหยื่อล่วงละเมิดทางเพศดังขึ้นแล้ว.
….........................................
คอลัมน์ : ที่เห็นและเป็นอยู่
โดย “บุหงาตันหยง”


ขอบคุณภาพจาก : ล่า 2017 , Lady Gaga

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

ความคิดเห็น

บอกต่อ : 46