อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 21 พฤษภาคม 2561

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 21 พฤษภาคม 2561
×
เลือกจัดหน้าของคุณ

ตำรวจจับ'คนร้ายข่มขืน'ผิดตัว อลเวงกลายเป็นผู้เสียหาย

เรื่องเล่าจากป่าละเมาะ...ตำรวจจับ “คนร้ายข่มขืน” ได้ กะว่าได้เลื่อนขั้นแน่ แต่หน้าแหก!! ดันกลายเป็นผู้เสียหายซะนี่ ปลดล็อคกุญแจมือแทบไม่ทัน ฮาแค่ไหนไปติดตามกัน พุธที่ 7 กุมภาพันธ์ 2561 เวลา 08.00 น.


มันเป็นอากาศยามเช้าที่สดใส ไม่ถึงกับร้อนแดด เมฆก็ขาวสะอาดตา ไม่น่าจะมีฝน บรรยากาศที่ “โรงพัก” แห่งนี้ร่มรื่นสะอาดตา ดูสงบเงียบ ผู้คนสาวเท้ามาแจ้งความด้วยเรื่องจิ๊บจ๊อย เจ้าหน้าที่ร้อยเวรรับแจ้งความ ก็ไม่มีความเครียดต่างๆ นานา เพราะเรื่องจิ๊บจ๊อยของการแจ้งความทำให้พวกเขาทำงานกันได้สบายจิตยิ่งนัก

“ฝ่ายนักสืบ” ต่างก็ดูโทรทัศน์กำลังฉายภาพยนตร์บู๊วินาศสันตะโรในห้องสืบสวนบนโซฟาบุนวมที่ใกล้จะพังแหล่มิพังแหล่ แต่ความสนุกของเรื่องบู๊วินาศสันตะโรนี่เองที่ทำให้พวกเขาทนมันกับโซฟาบุนวมที่ใกล้พังไปได้อย่างเพลิดเพลิน

“รับแจ้งเหตุผู้ถูกข่มขืน บริเวณป่าละเมาะข้างโรงพัก”

สิ้นเสียงวิทยุจากเจ้าหน้าที่ประจำห้องวิทยุประกาศก้องออกมา ทำเอาเจ้าหน้าที่สืบสวนและเจ้าหน้าที่ทุกนายบนโรงพักแห่งนี้แตกตื่น สะดุ้งเหมือนโดนน้ำร้อนลวก ต่างตะลีตาเหลือก คว้าวิทยุประจำฟังให้ได้ศัพท์กันจ้าละหวั่น...!!

“รับแจ้งว่าคนร้ายยังอยู่ในที่เกิดเหตุ พลเมืองดีได้ยินเสียงขอความช่วยเหลือ เร่งจับกุมคนร้ายโดยเร็ว”



“ผู้กำกับ” ยศ พ.ต.อ. ที่หวังจะได้เขยิบตำแหน่งเป็นรองผู้การฯ ในโผคราวนี้ สั่งการให้เจ้าหน้าที่นำกำลังไปที่เกิดเหตุและเร่งจับกุมคนร้ายโดยเร็วโดยด่วน “สารวัตรสืบสวน” ที่หวังจะได้ขึ้นตำแหน่งรองผู้กำกับรับคำสั่งเป็นระนาบ ขณะที่ “รองผู้กำกับสืบสวน” นอนพักรักษาตัวจากการผ่าตัดไส้ติ่ง

“สารวัตรสืบสวน” ผู้มีตำแหน่งเดียวในโรงพักคว้าปืนคู่ใจที่ตั้งแต่ซื้อมายังไม่เคยได้ยิงเลยสักนัด วันนี้แหละคงได้บู๊

ภาพเมลืองมลังของตำรวจนักสู้ปรากฏในใจของ “สารวัตรสืบสวน” เขาเร่งนำเจ้าหน้าที่ไปที่เกิดเหตุทันที พร้อมกับตำรวจนายอื่นๆ ที่หวังช่วยนายให้ถึงฝั่งฝัน ต่างทำงานขะมักเขม้นกันอย่างเต็มที่ เรื่องนี้มันเกิดข้างโรงพัก หากจับไม่ได้ เสียศักดิ์ศรีแน่ๆ

ที่เกิดเหตุเป็นป่าละเมาะ เจ้าหน้าที่ในเครื่องแบบสายตรวจที่นำกำลังมา โดย “รองผู้กำกับการป้องกันและปราบปราม” ใหญ่สุดเป็นนัมเบอร์ทูบนโรงพัก สั่งการอย่างครุ่นคิดราวกับมีสมองกล ลูกน้องกระจายกำลังล้อมป่า ต่างกระชับปืนและสอดส่ายหาคนร้าย แต่ยังไร้วี่แวว...เห็นเพียงหนุ่มหน้าซื่อเข็นรถซาเล้งขับผ่านป่าละเมาะไป หน้าตาไร้วี่แววจะเป็นโจร

ทันใดสะดุ้ง!!!

ชายหนุ่มคนหนึ่งหน้าหนวดเคราเฟิ้ม ดูท่าทางผิดสังเกต ตะกายตัวเองจากพงหญ้าแล้วลุกยืน เจ้าหน้าที่เห็นภาพคะเนด้วยความรู้ตำรวจ สายตาผู้พิทักษ์สันติราษฎร์มั่นใจว่า...คือ
“คนร้าย” แน่นอน!! เจ้าหน้าที่สั่งให้หยุดอยู่กับที่ พร้อมกับชักปืน

“จ่านอกเครื่องแบบ” ผู้มีประสบการณ์เป็น “นักสืบ” มากว่า 20 ปี พุ่งเหมือนเสือโคร่งตะครุบเหยื่อกระแทกร่างชายหนวดเคราเฟิ้มลงกลิ้งล้มระเนระนาดกับพื้น ก่อนที่นักสืบคนอื่นๆ พร้อมตำรวจในเครื่องแบบจะพุ่งเข้าไปช่วยกันล็อก เข่าวางบนแผ่นหลัง บางนายก็พยายามควานหามือไอ้หนุ่มเคราเฟิ้มก่อนจะดึงแขนทั้ง 2 ข้างไปไขว่หลัง เพื่อใส่กุญแจมือพลางเอาผ้ามัดปากไว้กันไม่ให้โวยวาย กินเวลาไม่นาน ไม่ทันได้เรียกเหงื่อ ไอ้หนวดเคราเฟิ้มก็ถูกจับอย่างง่ายดาย



“ผู้กำกับการ” โรงพักแห่งนี้พลันที่ทราบข่าว ถึงกับยิ้มแก้มปริ รายงานนายระดับสูงพร้อมแจ้งนักข่าวมาทำข่าวครบทุกฉบับทุกช่อง ก่อนจะรีบไปที่เกิดเหตุ “มาเลยน้อง มาที่เกิดเหตุเลย พี่จับคนร้ายได้ มาเลยครับ รีบมาเลย” เขาบอกนักข่าวสาวจากโทรทัศน์สักช่อง บอกแหล่งข่าวนักหนังสือพิมพ์สักคนที่เขาไม่เคยรับสายอีกเลยนับตั้งแต่เป็นผู้กำกับ ดีที่ยังมีเบอร์อยู่

ใช้เวลาไม่นานจากโรงพัก
“ผู้กำกับ” ขึ้นรถไปถึงจุดเกิดเหตุ ฝ่ายสืบสวนและฝ่ายป้องกันและปราบปราม เดินค้นหาจุดเกิดเหตุ เฝ้าไอ้ผู้ต้องหาโดยยังไม่ได้สอบปากคำ เพราะต้องการรอนายมาก่อน พลันที่ “ผู้กำกับ” เดินทางมาถึงแล้วเดินตรงไปปะหน้ากับคนร้าย

“พันตำรวจเอก” ผู้มีความหวังและความฝันว่าคงจะได้ขึ้นตำแหน่งเป็นรองผู้การในเร็ววันนี้ ซ้อมบทพูดต่อหน้านักข่าวเป็นจำนวนมากที่เริ่มเดินทางมาถึงแล้ว และกำลังเดินตาม “พันตำรวจตรี” ตำแหน่งสารวัตรป้องกันและปราบปรามที่อำนวยความสะดวกพามายังจุดเกิดเหตุเป็นอย่างดี เพราะเป็นผลงานชิ้นเอกของโรงพัก

ท่ามกลางกองทัพนักข่าวถ่ายที่กำลังถ่ายรูปกันยกใหญ่ ฝ่าย “ผู้กำกับ” เห็นนักข่าวก็ต้องแสดงลีลาผู้พิทักษ์สันติราษฎรปราบโจรกันบ้าง จึงมองหน้าไอ้ผู้ต้องหาเคราเฟิ้ม แล้วเปล่งเสียงคำรามราวสิงโตว่า...มึงไปข่มขืนใคร ไอ้หน้าโจร”



ชายเคราเฟิ้มผู้ถูกด่าบัดนี้ ผ้าหลุดออกจากปากแล้ว จึงโวยลั่นออกมาว่า...

“ผมต่างหากเล่าที่โดนข่มขืน!! ไม่นึกว่ามันจะกล้ากับผม ที่ไหนได้...ทำทีคุยกับผมขอไฟแช็คสูบบุหรี่ เผลอแวบเดียว ก็เอาไม้ฟาดก่อนลากผมเข้าพงหญ้า ข่มขืนผมเสียเจ็บเลย ร้องยังไงก็ไม่มีใครช่วย ตะกายตัวเองออกมาได้ ก็โดนใครก็ไม่รู้โดดตะครุบ ไอ้หน้าจืดๆ ขับซาเล้งนะครับที่ข่มขืนผม”

ทุกคนในรอบจุดเกิดเหตุทำหน้าเหมือนโดนผีหลอกกลางวันแสกๆ “สารวัตรสืบสวน” จำไอ้หนุ่มซาเล้งเมื่อกี้ได้ จึงค่อยๆ ถอยตัวเองออกจากจุดเกิดเหตุ เพื่อไปล่าตัวก่อน ฝ่ายทุกคนในบริเวณรอบที่คิดกะจะตบหัวไอ้เคราเฟิ้มเปลี่ยนใจ รีบพามันลุกขึ้น จ่าที่ตะครุบเหยื่อกล่าวออกมาอย่างอ่อนโยนว่า “ไปโรงพยาบาลก่อน รีบจัดรถพาผู้เสียหายไปเลย มาน้องมาครับ”

ทุกอย่างแตกสลายโดยพลัน “ผู้กำกับ” เปลี่ยนสีหน้าท่าทางจากคนใจดีมาเป็นคนเคร่งเครียดโดยเร็ว “นักข่าวออกไปก่อนนะครับ ตรงนี้จุดเกิดเหตุ ให้ตำรวจทำงานก่อน พวกมึงรออะไร!! รีบไปจับไอ้ซาเล้งมาให้ได้สิวะ”

ว่าแล้วก็ให้ “พันตำรวจตรี” กันนักข่าวออกจากจุดเกิดเหตุทันที ก่อนที่ “พันตำรวจเอก” จะเดินไปหามุมเหมาะๆ แล้วรับสารภาพกับนายระดับสูง ถึงความผิดพลาดที่เกิดขึ้น หวังว่าอย่างน้อยจะได้มีความผิดเบาลง เมื่อวางสายเสร็จ “มึงไปดูผู้เสียหายด้วย อย่าให้ได้คุยกับนักข่าวนะ พวกมึงนะ ทำไมไม่สอบปากคำก่อน หน้าแตกเลยเนี่ย” ลูกน้องแต่ละคนทำหน้าสำนึกผิดทันที

ส่วนพวกนักข่าวนะเหรอ จะให้ทำไงได้ เขาให้ถอยก็ถอย ได้แต่นั่งหัวเราะในความอลหม่านของตำรวจ พลางสงสารไอ้หนุ่มเคราเฟิ้มโดยพลัน แล้วเก็บเรื่องราวเล่าสู่กันฟังในวงสนทนายาวนานมาหลายปี จนเรื่องมาสู่หูผม จึงนำมาเขียนให้ผู้อ่านได้รับทราบ

น่าเสียดายหัวใจเศร้าตรงที่ว่า...เรื่องราวที่ได้ยินมานั้น มันไม่ได้รับการบอกเล่าว่า เหตุการณ์ตรงนี้มันจบลงอย่างไร? คงต้องให้ผู้อ่านไปคิดพิจารณากันเอาเองนะครับผม.
…............................................
คอลัมน์ : หนอนโรงพัก
โดย “ณัฐกมล ไชยสุวรรณ”


ขอบคุณภาพประกอบจาก : the_joke , G O D Z I L L A 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

ความคิดเห็น

บอกต่อ : 476