อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 23 กุมภาพันธ์ 2561

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 23 กุมภาพันธ์ 2561
×
เลือกจัดหน้าของคุณ

นาฬิกาเพื่อน'ทางลง'สวย? บทเรียนอยู่ที่สื่อสารชัดเจน

สัปดาห์นี้จะสื่อสารอย่างไรในวันที่เสียงรัฐบาลไม่ดัง? คงเห็นบทเรียนไปแล้วเรื่อง “นาฬิกาเพื่อน” ที่มัวแต่โยนหินถามทาง กว่าจะชัดเจนประชาชนก็ไม่ฟังแล้ว ไปรอดูทางลงสวยๆ กัน พฤหัสบดีที่ 8 กุมภาพันธ์ 2561 เวลา 08.00 น.


จริงๆ คิดว่า เรื่อง “นาฬิกาเพื่อน” นี่ก็ไม่ค่อยน่าจะเขียนถึงเท่าไรแล้ว เพราะใครๆ ก็คงพูดไปเยอะพอสมควร แต่มันก็มีประเด็นที่น่าสนใจนำมาเล่าสู่กันฟังเพิ่มขึ้นมาเรื่อยๆ ซึ่งก็ไม่รู้ว่า...จนถึงวันที่ ป...มีมติออกมา เรื่องนี้จะยังถูกพูดถึงอยู่หรือไม่? (แต่ต้องเข้าใจก่อนว่าที่ว่า ป.ป.ช.มีมติ น่าจะปลาย ก.พ. นี่ไม่ใช่หมายถึงชี้มูลความผิด แต่เป็นมติเกี่ยวกับการรับเรื่องไว้ตั้งอนุกรรมการสอบเบื้องต้นเท่านั้น)

เรื่องนี้น่าจะเรียกว่าเป็นเรื่อง “ตายน้ำตื้น” ของรัฐบาลเอาง่ายๆ เพราะจริงๆ ประเด็นมันไม่มีอะไรเลย และถ้าอ่านให้เข้าใจกันจริงๆ แรกเริ่มเดิมทีเขาไม่ได้พูดถึงว่าเป็นการทุจริตคดโกงอะไรด้วยซ้ำ แต่สังคมเขาตั้งข้อสังเกตกันว่า เมื่อมีกฎหมายว่า หากกรณีถือครองทรัพย์สินอื่น มูลค่ารวมกันเกินหลักแสนนี่ มันจะเป็นจะต้องแจ้งการครอบครองต่อ ป.ป.ช. ซึ่งที่ผ่านมาก็เห็นคนในรัฐบาลเขาก็แจ้งกันไม่มีปัญหาอะไร

เรื่องการถือครองทรัพย์สินอื่น บัญชีทรัพย์สินนักการเมือง หรือคนในรัฐบาลบางคนแจ้งไว้แค่ราคา แต่ไม่ลงรูปพรรณก็มี ด้วยเหตุผล “กลัวโจร ไม่เชื่อลองไปเปิดดูบัญชีทรัพย์สินบางคนที่แจ้งเครื่องประดับคู่สมรสดูได้



ปัญหามันมาจากการที่ ไม่ทำให้เกิดความชัดเจนแต่แรก” คือในช่วงที่ข่าวนี้ถูกตีไปใหม่ๆ ตัว “บิ๊กป้อม” พล..ปรระวิตร วงษ์สุวรรณ พี่ใหญ่ คสช. เองก็ไม่อธิบายให้ชัดๆ ไปเลย แต่กลายเป็นว่าสิ่งที่ออกมาเหมือนมีการ
“โยนหินถามทาง” ผ่านปากนักข่าวสายทหารคนดัง ที่เอาข้อมูลมาออกรายการตัวเองอยู่เจ้าเดียว ทั้งเรื่องนาฬิกาเพื่อนบ้างล่ะ เพื่อนตายแล้วบ้างล่ะ สักพักหนึ่งก็ปล่อยข่าวเรื่อง “แชร์นาฬิกา” ออกมา ซึ่งก็แปลกๆ ดี เพิ่งรู้ว่า...มีซื้อของเวียนเทียนกันใส่

แม้ว่าสุดท้ายชื่อ “ตัวละครลับ” ที่น่าจะเป็นเจ้าของนาฬิกา คือ นายปัฐวาท สุขศรีวงศ์ เพื่อนร่วมรุ่นเซนต์คาเบรียล ถูกเปิดชื่อมา แต่ความที่ไม่ทำให้ชัดเจนแต่แรก คือไม่บอกตั้งแต่วันแรกที่ถูกถามนั่นแหละ มันก็ทำให้คนมโน ตั้งข้อสังเกตไปถึงไหนๆ แล้ว ซึ่งจะโทษว่าเป็นความผิดของสื่อ ของคนในสังคมไม่ได้ อะไรที่มันไม่ชัดเจน คนก็พร้อมจะคิดว่า...มันมีลับลมคมในจริงไหม? เชื่อไหมว่าเรื่องนี้จบง่ายจะตาย ถ้าวันที่สื่อถามครั้งแรก “บิ๊กป้อม” แค่บอกว่า “ของเพื่อนชื่อคุณปัฐวาท เขาสะสมนาฬิกา ก็แบ่งให้ผมยืมใส่บ้างเพราะผมก็ชอบ” แค่นี้เองจบปิ๊ง



แต่พอคนคิดว่ามีลับลมคมในแล้ว ตานี้ความคิดของสังคมก็มีแต่เรื่องร้ายๆ ตั้งแต่ นาฬิกาของเพื่อนจริงหรือไม่?? ถ้าไม่ใช่ของเพื่อนแล้วได้มาจากไหน มีการต่างตอบแทนอะไรหรือไม่?? คือคำว่าร้ายๆ มันคิดง่ายกว่าคิดแบบโลกสวย โดยเฉพาะกับคนที่มีอำนาจ ถ้ามีอะไรแพล่มๆ แปลกๆ มา คนไม่ค่อยคิดเข้าข้างให้หรอก

อย่างไรก็ตาม ปรากฏการณ์ที่สำคัญในยุคสื่อใหม่ เกี่ยวกับเรื่อง
“นาฬิกา” นี้ คือการทำข่าวเชิงสืบสวนสอบสวนของสื่อใหม่ ซึ่งข่าวแนวนี้ในวงการเขาทราบกันว่า เป็นข่าวชนิดที่ต้องเอาหลักฐานเข้ามายันกันเท่านั้น” ซึ่งเพจที่นำเรื่องนี้มาเปิดเผยก็ใช้แนวทางนี้ คือการใช้ภาพประกอบนาฬิกาเรือนต่างๆ ต่อไปก็เป็นเรื่องน่าคิดว่าถ้าเพจเหล่านี้สามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของทางราชการได้มากขึ้น จะมีการทำข่าวเชิงสืบสวนในเรื่องอื่นได้หรือไม่??



ซึ่งเป็นข่าวที่ส่งผลกระทบต่อระดับนโยบายหรือเสถียรภาพของรัฐบาลหรือผู้มีอำนาจได้ การที่เพจเหล่านี้ไม่เปิดหน้าตา ไม่มีองค์กรสังกัด ทำให้ฝ่ายผู้มีอำนาจวิ่งล็อบบี้หรือกดดันไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากไม่มีผลประโยชน์ทางธุรกิจ ที่จะถูกขู่ไม่ให้เงินโฆษณา จะทำให้การทำหน้าที่สื่อเชิงสืบสวนเข้มแข็งมากขึ้นได้ เพียงแต่ตัวผู้รับสารเอง ต้องวิเคราะห์และรู้เท่าทันด้วยว่า บางครั้งการเปิดเผย โจมตีข้อมูลอะไร มีเรื่องของผลประโยชน์แอบแฝงหรือไม่?? ง่ายๆ ต้องรู้ทัน

ตัวสื่อมวลชนกระแสหลักเอง ก็น่าจะสนใจโมเดลเรื่องการไม่ข้องเกี่ยวกับผลประโยชน์ใดๆ เพื่อให้การทำข่าวไม่มีการลูบหน้าปะจมูก ซึ่งจะส่งผลต่อศรัทธาที่ประชาชนมีต่อสื่อมวลชนเอง โมเดลที่เขาคิดๆ กันในโลกนี้ก็มีความพยายามให้เกิดภาพเช่นนี้ โมเดลที่ให้สื่อรับแต่ค่าสมาชิก หรือเงินอุดหนุนในรูปแบบอื่น และสมาชิกหรือผู้อุดหนุนจะถอนการสนับสนุนก็ได้หากสื่อทำงานผิดเพี้ยน แต่เท่าที่คิดคือองค์กรต้องมีความกะทัดรัดคล่องตัวถึงทำเช่นนั้นได้

กลับมาสู่ประเด็นการชี้แจงเรื่อง
“นาฬิกา” การให้ข่าวของฝ่ายรัฐ และฝ่ายองค์กรอิสระในเรื่องนี้กลายเป็น “สายล่อฟ้าที่ทำให้เรื่องไม่จบง่ายๆ อีกทางหนึ่ง ตั้งแต่การพูดของ “บิ๊กตู่” พล..ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่กลายเป็นวาทะฮือฮาเมื่อถูกถามเรื่องนี้คือ “ขอให้ลดราวาศอกกันบ้าง” ทำให้นายกฯ ก็ถูกโจมตีไปท้วมๆ ว่าทำไมพอคนสนใจเรื่องประหลาดๆ ของคนใน คสช. กลับบอกให้ลดราวาศอก แต่ตัวเองประกาศปราบโกง



การให้ข่าวของ ป.ป.ช. ก็ถูกโจมตีว่า เป็นการพูดแบบขอไปที โดยอ้างแค่เป็นเรื่องอยู่ในสำนวน ไม่อาจเปิดเผยได้ และยังถูกว่าไป “ชี้โพรงเรื่องที่บอกว่า หากเป็นนาฬิกาเพื่อนก็ไม่ผิด คนที่เขาไม่พอใจก็ว่าเป็นการไป
“หาทางลง” ให้ผู้ที่กำลังจะถูกกล่าวหาก่อน และจะบอกว่าของเพื่อนคนเดียวก็คงยาก เพราะ ป.ป.ช.ก็บอกเองว่าสอบเอกชนราว 4 ราย

แต่ไอ้ที่เด็ดที่สุด คือการที่ตัว “บิ๊กป้อม” เอง พูดในงานสังสรรค์สื่อมวลชนสายทหาร ทำนองว่า “ถ้าประชาชนไม่พอใจก็พร้อมจะลาออก มันฮือฮาเสียจนสื่อบางสื่อต้องเอาไปทำโพลสำรวจกันเลยทีเดียว (และเพจที่เปิดเรื่องนาฬิกามาแต่แรก ก็เอามาโจมตีว่าบางโพลมีการสั่งให้กดสนับสนุนบิ๊กป้อม) เอ็นจีโอบางคนก็ทำแคมเปญรณรงค์ล่ารายชื่อในเวบไซด์ www.change.org และกำลังหาช่องทางยื่นรายชื่อให้รัฐบาลทราบ ซึ่งโพลพวกนี้รัฐบาลก็คงอ้างข้างๆ คูๆ ไปได้ว่า “ไม่ใช่การสุ่มตัวอย่างที่เป็นระบบ” ไม่น่าเชื่อถือ ก็แล้วแต่จะเลือกเชื่อแล้วกัน

เหตุที่ทำให้เรื่องไม่จบง่ายๆ อีกอย่างก็คือ
“การเซ็นเซอร์” เริ่มจากการที่ในอาทิตย์ก่อน ทาง ผอ.นิด้าโพล ประกาศลาออกเพราะมีผู้บริหารไม่ให้เผยแพร่โพลเรื่องนาฬิกา ซึ่งเหตุผลกลในจะเป็นอย่างไร รัฐบาลเกี่ยวไหมอันนี้ก็ไม่ทราบได้ แต่ผลกระทบตกที่รัฐบาลเต็มๆ และยังมีข่าวว่ามีการไป “เซ็นเซอร์หุ่นล้อการเมืองในงานฟุตบอลประเพณี” อีก รัฐบาลสั่งจริงหรือไม่ไม่มีใครรู้?!? แต่คนพูดก่อนได้เปรียบตรงสร้างการรับรู้ได้ก่อน และก็ทำภาพรัฐบาลเสียไปอีก



แผนการสื่อสารเป็นเรื่องสำคัญมาก กรณีนี้ก็เป็น
“บทเรียน” ให้เห็นว่า เมื่อเกิดความไม่ชัดเจน คับข้องใจ ต้องชี้แจงให้เคลียร์ทันทีไม่ใช่โยนหินถามทางถ่วงเวลาไปเรื่อยว่าจะพูดยังไงดี ยิ่งผู้มีอำนาจ มีปัญหาแล้วข่าวจริง ข่าวลือ ข่าวลวง ข่าวปล่อย ออกมาผสมโรงให้มั่วไปหมด คนก็รอการชี้แจงที่รับฟังได้ จนกลายเป็นวาระทางสังคม

สิ่งอื่นๆ ที่รัฐบาลพยายามสื่อสาร อย่าง โครงการไทยนิยม ที่กำลังจะออกมา กลายเป็นเสียงที่แผ่วเบาไปเลยเมื่อเทียบกับ
“เรื่องนาฬิกา เสียงในเรื่องที่อยากพูดของรัฐบาลในวันนี้กลายเป็นเสียงที่ไม่ดัง คนไม่รอฟังเท่าเรื่องนาฬิกา ก็เป็นโจทย์ที่น่าปวดหัวอยู่ว่า...รัฐบาลจะลงอย่างไรให้สวย เมื่อลงสวย พูดนโยบายอะไรต่อไปคนจะฟังและเชื่อ

...ก็กำลังรอดู
“ทางลง” อย่างใจจดใจจ่อ.
..............................................
คอลัมน์ : ที่เห็นและเป็นอยู่
โดย บุหงาตันหยง”


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

ความคิดเห็น

บอกต่อ : 465