อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 21 พฤษภาคม 2561

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 21 พฤษภาคม 2561
×
เลือกจัดหน้าของคุณ

'อำนาจ-เงิน'ทำกรรมไม่ติดจรวด สุดสะเทือนความรู้สึก

สัปดาห์นี้อย่าให้ “อำนาจ-เงิน” ทำคดีของ “นายเปรมชัย กรรณสูต” เงียบหายไปกับกลีบเมฆเหมือนคดี “ทายาทกระทิงแดง” เพราะถ้ากรรมไม่ติดจรวดมันสุดสะเทือนใจ ไปปูเสื่อรอดูกันเถอะ พฤหัสบดีที่ 15 กุมภาพันธ์ 2561 เวลา 08.00 น.


ในช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมา คงไม่มีข่าวไหนดังเกินกว่าข่าว นายเปรมชัย กรรณสูต ประธานบริหารและกรรมการผู้จัดการ บมจ.อิตาเลี่ยนไทย บริษัทก่อสร้างยักษ์ใหญ่ ถูกจับพร้อมอาวุธล่าสัตว์ และซากสัตว์ในเขตป่าสงวนทุ่งใหญ่นเรศวร โดยนายเปรมชัยอ้างว่า “ไปพักผ่อน” เพราะแก่แล้วอยากมาสักที

เรื่องนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์กันไปใหญ่โต ประเด็นสำคัญก็อาทิเช่น ใครเป็นคนอนุญาตให้คณะของนายเปรมชัยเข้าป่าได้ ทั้งที่บริเวณนั้นมันคือ
“บริเวณที่ห้ามตั้งแคมป์” แล้วทีท่าของเจ้าหน้าที่บ้านเมือง โดยเฉพาะ “บิ๊กปู” พล...ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร.ที่เข้ามาคุมคดีนี้ จะ “เป็นคุณ กับนายเปรมชัยหรือไม่ ตรงที่จะให้มีการสอบสวนเอาผิด นายวิเชียร ชิณวงษ์ หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรฝั่งตะวันตก ว่าปล่อยนายเปรมชัยเข้าป่า



และอีกเรื่องหนึ่งคือการจะไปสอบร้านอาหารป่าทำนองว่า คณะของนายเปรมชัยมีการซื้ออาหารป่าเข้าไปในเขตป่าหรือไม่? ซึ่ง พล...ศรีวราห์ ก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์ไปพอสมควร แต่ก็มีบางคนที่ยังขอให้รอดูท่าทีว่า การสอบเรื่องปล่อยนายเปรมชัยเข้าป่า จะเป็นการสอบเพื่อหาตัวผู้โทรมาขออนุญาตด้วยวาจาให้คณะนายเปรมชัยหรือไม่? และเรื่องการสอบร้านอาหารป่า คือการสอบเพื่อดูว่า มีการซื้อเนื้อเข้าไปล่อเสือดำออกมายิงหรือไม่?

คดีนี้ดูท่าทางอะไรไม่ค่อยซับซ้อน มันจะยาวหรือไม่น่าจะอยู่ที่กระบวนการสู้คดีของฝั่ง นายเปรมชัย ที่สำคัญคือจะมีการประวิงเวลาอะไรไว้หรือไม่ ขณะที่ตัว นายเปรมชัย เองขณะนี้ก็หายไปจากหน้าสื่อ ซึ่งมันก็มีกระแสข่าวออกมาหึ่งๆ ว่า “น่าจะออกนอกประเทศทางฝั่งพม่าไปแล้วเพราะศาลก็ให้ประกันตัว”



ถ้าไม่โดนเรื่อง นายเปรมชัย กลบไป อีกเรื่องที่ดังคือ กรณี “บิ๊กอ๊อด” พล...สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง อดีต ผบ.ตร.ชี้แจงกรณีมีข่าวยืมเงิน นายกำพล วิระเทพสุภรณ์ เจ้าของอาบอบนวดวิคตอเรีย ซิเครตมา 300 ล้าน พล...สมยศ ชี้แจงเรื่องนี้ผ่านสื่อๆ หนึ่งว่าเป็นเงินทำธุรกิจ โดยคำพูดที่ถูกวิจารณ์ไปทั่วคือ

“ตลอดชีวิตรับราชการของผม เกือบจะเรียกได้ว่าอาชีพตำรวจนี่ถือว่าเป็นไซด์ไลน์ อาชีพหลักๆ ผมคือทำธุรกิจ ซึ่งคนในแวดวงธุรกิจรู้เรื่องดี โดยเฉพาะเรื่องหุ้นผมนิยมมาก ผมมีรายได้ ผลกำไรจากการเล่นหุ้น และก็เสียหายเพราะการเล่นหุ้นเช่นกัน”

เท่านี้เองก็พูดถึงกันอื้ออึง ในเชิงว่าคนเป็นอดีต ผบ.ตร. มาพูดในลักษณะว่างานตำรวจที่ควรมีเกียรติ กลายเป็นงานประเภท “ไซด์ไลน์” (ถ้าไม่แปลให้หวือหวา มันก็แปลว่างานข้างเคียง หรืองานที่ไม่ใช่งานหลัก) และมีคนจะยื่นให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) สอบสวนเรื่องนี้ ข้อหาผิดมาตรฐานทางจริยธรรม



เรื่องคนใหญ่คนโต เมื่อเป็นคดีความฉาวโฉ่ขึ้นมาก็กลายเป็นเรื่องดังและถูกวิพากษ์วิจารณ์หนัก ในส่วนที่ว่าหากเป็น
“คนโต” ในภาคธุรกิจ องค์กรที่เป็นหัวหน้าอยู่ก็จะถูกตั้งข้อสังเกตเรื่องธรรมาภิบาลทันที ในส่วนของ นายเปรมชัย เอง จากนี้ก็คงมีคนจับตาเรื่องการเข้ามารับงานรัฐของ บมจ.อิตาเลี่ยนไทย โดยเฉพาะเมื่อ พ.ร.บ.เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ผ่าน สนช.มาแล้ว คนก็ดูทันทีว่า บมจ.นี้จะได้งานจากรัฐหรือไม่?

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ กล่าวทำนองว่า
“เรื่องตัวบุคคลไม่เกี่ยวกับบริษัท” เนื่องจากต้องมองภาพรวมว่า บมจ. มีผู้ถือหุ้น การกีดกันจะทำให้ผู้ถือหุ้นอื่นที่ไม่มีความผิดได้รับความเดือดร้อนไปด้วย ถ้าถึงวันนั้นถ้า บมจ.อิตาเลี่ยนไทยได้งานก็ไม่รู้ว่าจะมีคนขุดเรื่องนี้มาโจมตีรัฐบาลหรือไม่? เพราะเรื่องกระแสในอินเทอร์เน็ต เอาจริงไม่ใช่ว่าคนลืมง่าย แต่คนจำ...เมื่อถึงเวลาก็มีคนนำขุดมาสักคน ที่เหลือก็ตามมาเป็นพรวน



เรื่องผลสอบ 2 คนที่กล่าวมาข้างต้นก็ต้องรอดูกันต่อไป แต่หลายๆ คนก็อยากให้มันรีบสรุปได้เร็วๆ เพราะจะได้เห็นความศักดิ์สิทธิ์ของกระบวนการยุติธรรมชัดๆ ไม่ใช่ให้เอาไปเย้ยหยันไยไพนินทาว่า
“ทีกับคนมีเงินมีอำนาจแล้วทำงานช้าจัง” จนบางคนเขามองเป็นเรื่องตลกร้ายไปแล้วว่า เวลาไปถามเจ้าหน้าที่รัฐถึงคดีเหล่านี้ ก็มักจะได้รับคำตอบแบบขอไปทีว่า “ไม่ได้นิ่งนอนใจ” จนคำนี้จะกลายเป็นข้อแก้ตัวฝ่ายรักษากฎหมาย ขณะที่ “รู้เท่าไม่ถึงการณ์” สำหรับคนทำผิด

ไอ้ที่เขากลัวๆ กัน คือถ้าสังคมไม่อึงไป รอให้เรื่องเงียบๆ ไป เดี๋ยวก็มุบมิบออกผลสอบกันมาแบบรับไม่ค่อยจะได้ แล้วก็ไม่ชี้แจงอะไรในผลสอบด้วย อ้างไปว่า “เป็นการทำงานทางลับ” หรืออะไรก็ตามเถอะ ยกตัวอย่างให้ดูเช่นเรื่องผลสอบ สนช.โดดประชุมถี่ๆ เรื่องคดีที่ “บิ๊กติ๊ก-พล..ปรีชา จันทร์โอชา” สนช.น้องนายกฯ ถูกร้องเรียน เช่น เรื่องฝากลูกเข้าทหาร เรื่อง “ฝายแม่ผ่อง” ตอนนี้ใครจำได้บ้างว่าเรื่องจบอย่างไร และเห็นรายละเอียดการสอบไหม



เรื่องน่าผิดหวังที่เกิดขึ้นในสัปดาห์ก่อนก็มี คือเรื่องที่มีคนยื่นให้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) สอบเรื่องการใช้อำนาจคุมตัวผู้ร่วมขบวน “ขึ้นรถไฟไปราชภักดิ์” เพื่อตรวจสอบปัญหาที่มีการอ้างว่า อาจมีความไม่โปร่งใส ผลออกมามันน่าผิดหวังตรงที่ กสม.บอกว่าฝ่ายทหารไม่ชี้แจงมา ก็จำหน่ายเรื่องออก ฟังแล้วประหลาดกันไหม?

ย้อนกลับมาที่คดี นายเปรมชัย มันคงเป็นเรื่องบาดใจหลายๆ คน ถ้าข่าวลือที่ว่า นายเปรมชัยออกนอกประเทศไปทางพม่าแล้วเป็นจริง และวันหนึ่งเราได้เห็นข่าวนายเปรมชัยใช้ชีวิตปกติสุขอยู่ต่างประเทศ เช่นเดียวกับ นายวรยุทธ อยู่วิทยา ทายาทกระทิงแดง ที่สุดท้ายแล้วตำรวจบอกไม่ได้นิ่งนอนใจก็ทำอะไรไม่ได้ สามารถเลื่อนขึ้นศาลได้ไม่รู้กี่ครั้ง ยื่นหนังสือขอความเป็นธรรมประวิงเวลาไปเรื่อยๆ แล้วก็ออกนอกประเทศไปง่ายๆ



การที่สุดท้าย
“อำนาจกับเงิน” ทำให้กระบวนการยุติธรรมไม่ศักดิ์สิทธิ์ มันส่งผลต่อความรู้สึกของคนอยู่ไม่น้อย มันทำให้แทนที่คนเราจะเชื่อในระบบที่ได้รับการยอมรับ กลับไปเชื่อในเรื่อง “มือใครยาวสาวได้สาวเอา” ที่เราต้องหาเงิน หาอำนาจกันให้ได้ เพื่อให้ได้เป็น “ชนชั้นพิเศษ” ที่ทำอะไรก็มีแต่คนโอบอุ้มช่วยเหลือให้ไปสบายๆ และในเมื่อไปทางตรง มันมีคู่แข่ง มีตัวแทรกเยอะ ก็หาโอกาสจะได้เป็นชนชั้นพิเศษด้วยทางลัด ใช้วิธีไม่สุจริต

มีคนตั้งข้อสังเกตว่า เมื่อเห็นบางคนเป็นอภิสิทธิ์ชนได้ มันส่งผลต่อความรู้สึกหนึ่ง คือทำให้คนเราเห็นแก่ตัวกันมากขึ้น เพราะรู้สึกว่า “คนอื่นได้สิทธิพิเศษ ฉันก็จะหาสิทธิ์ที่ฉันควรจะได้บ้าง” พอสามารถจะตักตวงเอาอะไรได้ ก็เอาเสียจนเกินความจำเป็น เพราะคิดว่า เป็นโอกาสที่จะ “หาเศษหาเลย เอาผลประโยชน์ได้บ้าง” อันนี้จริงหรือไม่ หลายๆ คนคงจะนึกออก หรือมีคำตอบในใจ

บางเรื่อง
“กรรมอย่าติดจรวดช้านักเลย” มันส่งผลกระทบต่อความรู้สึก.
….........................................
คอลัมน์ : ที่เห็นและเป็นอยู่
โดย “บุหงาตันหยง”


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

ความคิดเห็น

บอกต่อ : 275