อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 18 ตุลาคม 2561

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 18 ตุลาคม 2561

บาหลี สีชัง

17 มีนาคมที่เพิ่งผ่านไปเป็นวันปีใหม่ของคนเกาะบาหลี อินโดนีเซียเป็นการนับการขึ้นปีใหม่ตามปฏิทินซะคาของฮินดู ซึ่งคนเกาะบาหลีมากกว่า 80 เปอร์เซ็นต์นับถือศาสนาฮินดู อาทิตย์ที่ 18 มีนาคม 2561 เวลา 04.15 น.

วันปีใหม่ของคนเกาะบาหลีนี่เขาเรียกว่า “วันเนี้ยบปี่” ซึ่งจะมีวิธีการเฉลิมฉลองที่แปลกแตกต่างจากที่อื่น ๆ สามวันก่อนวัน เนี้ยบปี่ คนเกาะบาหลีจะเอารูปปั้นเทพเจ้าทั้งหลายออกมาแห่เป็นขบวนพาเหรดที่เต็มไปด้วยสีสันแห่ไปยังจุดที่มีน้ำ จะเป็นทะเล แม่น้ำหรือทะเลสาบก็ได้ เพื่อที่จะทำความสะอาดรูปปั้นเทพเจ้าเหล่านั้นด้วยน้ำ เสร็จแล้วก็จะแห่เอากลับไปยังศาสนสถานเดิมที่เอามา คนเกาะบาหลีเชื่อว่าการทำเช่นนี้จะทำให้จิตใจของเขาสงบและได้ใกล้ชิดเทพเจ้ามากยิ่งขึ้น

ในวันสุด ท้ายก่อนจะถึงวันเนี้ยบปี่ คนเกาะบาหลีเขาจะทำหุ่นยักษ์ปิศาจด้วยไม้ไผ่และกระดาษ และจะทำให้น่ากลัวเพื่อให้เป็นตัวแทนของปิศาจร้ายที่อยู่รอบ ๆ ตัวที่พวกเขาต้องการจะกำจัดให้พ้นไปจากชีวิต ทำเสร็จก็จะเอามาเข้าขบวนแห่ไปรอบ ๆ เกาะ ซึ่งในขบวนจะมีการจุดคบไฟและเล่นดนตรีพื้นเมืองกันอย่างครึกครื้น คนเกาะบาหลีเชื่อว่าการทำแบบนี้จะทำให้เกิดความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างเทพเจ้ากับมนุษย์ มนุษย์กับมนุษย์ และมนุษย์กับสิ่งแวดล้อม

เมื่อถึงวันเนี้ยบปี่ คนเกาะบาหลีจะต้องอยู่แต่ในบ้าน ห้ามออกนอกบ้านโดยเด็ดขาด การห้ามนี่ห้ามกันอย่างจริงจังเพราะจะมีการ์ดชุดดำคอยตรวจไม่ให้ใครออกมานอกบ้าน จริง ๆ การอยู่ในบ้านก็จะต้องอยู่อย่างมืด ๆ เงียบ ๆ ห้ามทำงานห้ามหุงหาอาหาร ห้ามเปิดไฟ ห้ามดูโทรทัศน์ วิทยุ ถ้าจะทำอะไรก็ต้องทำให้เงียบที่สุดและให้มืดที่สุด ร้านค้าทุกร้านทุกกิจการบนเกาะก็จะปิดเงียบหมด โรงพยาบาลจะเปิดแต่เฉพาะห้องฉุกเฉินเท่านั้น แม้แต่สนามบินก็ยังปิดไม่ให้เครื่องบินขึ้นลง

นักท่องเที่ยวทุกคนที่มาเที่ยวบาหลีในช่วงนี้ก็จะต้องทำตัวเหมือนกับคนท้องถิ่น โรงแรมและรีสอร์ทจะหยุดให้บริการทุกอย่าง นักท่องเที่ยวจะถูกห้ามไม่ให้ออกนอกสถานที่พัก จะไปชายหาดเล่นน้ำทะเลก็ไม่ได้ วันเนี้ยบปี่เลยเป็นวันปีใหม่ที่เงียบฉี่ที่สุดในโลกก็ว่าได้

เหตุที่ต้องทำให้ทั้งเกาะมืดและเงียบที่สุดก็เพราะคนเกาะบาหลีเขาต้องการจะหลอกปิศาจร้ายว่าไม่มีคนอยู่บนเกาะนี้แล้ว เพื่อให้ปิศาจไม่อยากจะมาอยู่ที่เกาะบาหลี ที่สำคัญกว่านั้นก็คือเขาเชื่อว่าการที่เอาชนะใจตัวเองบังคับตัวเองให้อยู่อย่างเงียบสงบจนครบ 24 ชั่วโมงได้นั้น เป็นชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ หากทำได้ปีใหม่ที่กำลังจะมาถึงพวกเขาก็จะมีชีวิตที่ดีขึ้น

เขียนถึงวันปีใหม่ของเกาะบาหลีเลยทำให้ผมนึกถึงวันปีใหม่ของเกาะสีชังขึ้นมาเพราะเพิ่งมีโอกาสไปทำงานที่นั่นมาเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว และเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาผมได้พูดในช่วงเจาะลึกอาเซียนทางวิทยุเครือข่ายอสมท ว่าผมเพิ่งเคยไปเกาะสีชังเป็นครั้งแรก ปรากฏว่ามีผู้ฟังจำนวนไม่น้อยก็บอกว่ายังไม่เคยไปเกาะสีชังเหมือนกัน ทั้ง ๆ ที่คนไทยส่วนมากจะเคยฟังเพลงสีชังที่มีเนื้อท่อนที่คุ้นหูว่า .....สีชัง ชังแต่ชื่อ เกาะนั้นหรือจะชังใคร ขอแต่แม่ดวงใจ อย่าชังชิงพี่จริง จัง....” แต่คงมีไม่กี่คน ที่จะรู้ว่าเนื้อเพลงสีชังนี้เป็นบทพระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ 6 สีชังจึงน่าจะเป็นเมืองเดียวของไทยที่โชคดีที่มีเพลงประจำเมืองซึ่งเป็นบทพระราชนิพนธ์ ที่น่าอะเมซิ่งก็คือสีชังนี่เป็นเกาะที่พระมหากษัตริย์ของไทยถึง 3 พระองค์คือรัชกาลที่ 4, 5 และ 6 ทรงโปรดและเสด็จมาประทับอยู่เสมอ ๆ

การฉลองปีใหม่ในช่วงสงกรานต์ที่เกาะสีชังนี้จะมีไฮไลต์อยู่ที่ประเพณีอุ้มสาวลงน้ำในช่วงเช้าวันที่ 18 เมษายนทุกปี ซึ่งดูเหมือนเป็นเพียงการละเล่นสนุก ๆ แต่พอค้นคว้าลงไปลึก ๆ แล้วรู้ว่าชายหาดที่เขาจัดงานนี้นั้นเป็นชายหาดที่เสด็จพ่อ ร.5 ทรงโปรดมาเล่นน้ำเป็นอย่างยิ่งเพราะเกาะสีชังและเกาะบริวารมีน้ำทะเลที่ใสสะอาดอย่างมาก และประเพณีอุ้มสาวลงน้ำนั้นเป็นกุศโลบายของคนโบราณที่เมื่อชายหนุ่มพึงใจหญิงสาวคนไหนก็จะต้องไปขออนุญาตอุ้มสาวลงทะเล ถ้าออเจ้ามีใจให้ก็จะยอมให้พี่หมื่นสัมผัสเนื้อตัวโดยยอมให้อุ้ม แต่หากไม่พึงใจพี่หมื่นก็คงจะต้องอกหักไป เลยทำให้สงกรานต์ปีนี้ ผมจะต้องไปสีชังเพื่อตามหาและอุ้มออเจ้าลงน้ำซึ่งน่าสนุกกว่าไปอยู่เงียบ ๆ ที่เกาะบาหลีตั้งเยอะ.

----------------------------
เกษมสันต์ วีระกุล.
 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 12