อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 16 พฤศจิกายน 2561

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 16 พฤศจิกายน 2561

'โรคต้อหิน (Glaucoma)'

ตา คือ อวัยวะสำคัญที่ใช้ในการมองเห็น ทำหน้าที่รับแสงเพื่อแปลเป็นภาพที่สมอง ปัจจุบันคนไทยมีความพิถีพิถันในการดูแลตัวเองมากขึ้น ประกอบกับวิทยาการทางการแพทย์ที่ก้าวหน้า จึงส่งผลให้มีอายุยืนมากขึ้น อาทิตย์ที่ 25 มีนาคม 2561 เวลา 05.20 น.

ตา คือ อวัยวะสำคัญที่ใช้ในการมองเห็น ทำหน้าที่รับแสงเพื่อแปลเป็นภาพที่สมอง ปัจจุบันคนไทยมีความพิถีพิถันในการดูแลตัวเองมากขึ้น ประกอบกับวิทยาการทางการแพทย์ที่ก้าวหน้า จึงส่งผลให้มีอายุยืนมากขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม การมีอายุยืนก็มีโอกาสเสี่ยงที่จะเป็นโรคที่เกี่ยวข้องกับอายุมากขึ้นเช่นกัน หนึ่งในนั้น คือ โรคต้อหิน ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของการเกิดตาบอดในประชากรทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทยด้วย

จากการสำรวจในประเทศไทย พบว่า ต้อหินเป็นโรคตาบอดถาวรอันดับ 1 ของไทย คนไทยเป็นโรคต้อหินและ โรคตาบอดที่เกิดจากต้อหิน ไม่ต่ำกว่า 1 ล้านคน และมากกว่า 80% ของผู้ป่วยที่เป็นต้อหิน ไม่ทราบมาก่อนว่า ตนเองเป็นโรคต้อหิน นอกจากนี้ ผู้ป่วย 9 ใน 10 ราย มักไม่มีอาการผิดปกติใด ๆ สามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ กว่าจะรู้ตัวและตรวจพบ เส้นประสาทตาก็ถูกทำลายไปมากแล้วความดันในตาที่สูงผิดปกติมีผลทำให้เกิดการทำลายเส้นใยประสาทตาและขั้วประสาทตา อย่างไรก็ตามคนที่มีความดันตาปกติก็เป็นโรคต้อหินได้

โรคต้อหิน คืออะไร?

ต้อหิน เป็นกลุ่มโรคที่ทำให้เกิดความผิดปกติที่ขั้วประสาทตา โดยเกี่ยวข้องกับความดันภายในลูกตา ซึ่งอาจจะสูงหรือเป็นปกติก็ได้ ในกรณีที่ความดันตาสูงเกินกว่า 21 มิลลิเมตรปรอท ถือว่าน่าจะผิดปกติ โรคนี้จะมีการทำลายขั้วประสาทตาและเส้นประสาทตาอย่างค่อยเป็นค่อยไป การทำลายดังกล่าวมีผลทำให้ลานสายตาหรือความกว้างของการมองเห็นแคบลง ตามัวลง หากไม่ทำการรักษา หรือตรวจพบแล้ว แต่ทำการรักษาไม่ต่อเนื่อง ควบคุมโรคไม่ดี จะสูญเสียการมองเห็นไปในที่สุด



ในภาพแสดงขั้วประสาทตาปกติ (ซ้าย) และที่เกิดจากโรคต้อหิน (ขวา) ซึ่งมีขอบหรือเนื้อประสาทตาบางลง เกิดจากการทำลายของโรคอย่างค่อยเป็นค่อยไป https://glaucomaassociates.com/glaucoma-tests-and-diagnosis/

ลานสายตา (visual field) เป็นการตรวจเพื่อประกอบการวินิจฉัยและติดตามการแย่ลงของโรคต้อหิน ในภาพแสดงการมองเห็นของคนปกติ (A) และโรคต้อหินตั้ง แต่ระยะเริ่มต้นจนถึงขั้นรุนแรงมีผลทำให้ความกว้างของการมองเห็นแคบ ลง (B-D) https://www.aafp.org/afp/ 2003/0501/p1937.html

สาเหตุของโรคต้อหิน

โดยทั่วไปมักไม่ทราบสาเหตุ แต่ในรายที่ทราบสาเหตุนั้น มักเกิดจากโรคตาอื่น ๆ เช่น การอักเสบภายในลูกตา เนื้องอกหรือมะเร็งในลูกตา การใช้ยาบางชนิด เช่น สเตียรอยด์ เป็นเวลานานหรือมีประวัติได้รับบาดเจ็บที่ตามาก่อน



โรคต้อหิน แบ่งออกเป็น 2 ชนิด

1. ชนิดมุมเปิด เป็นชนิดที่พบบ่อยที่สุด เกิดจากการมีความดันในลูกตาสูง และเพิ่มทีละน้อยเป็นเวลานาน โดยที่ผู้ป่วยไม่มีอาการอะไรเลย จนกระทั่งถูกทำลายไปแล้วประมาณ 40-50% จึงเริ่มแสดงอาการ

2. ชนิดมุมปิด พบน้อยกว่าชนิดแรก เกิดจากการที่มุมระหว่างม่านตากับกระจกตาแคบ ทำให้เกิดการอุดตันของทางระบายนํ้าหล่อเลี้ยงภายในลูกตา ส่งผลให้ความดันตาสูงขึ้น ถ้าเป็นแบบเรื้อรัง มักไม่มีอาการผิดปกติ แต่ถ้าเป็นแบบเฉียบพลันมักจะมีอาการรุนแรง อาการที่พบบ่อย ได้แก่ ปวดศีรษะ ปวดตา ตามัว คลื่นไส้ อาเจียน และเห็นแสงสีรุ้งรอบดวงไฟ เป็นภาวะเร่งด่วนที่ต้องรีบไปพบแพทย์
อย่างไรก็ตาม นอกเหนือจากที่กล่าวข้างต้น ยังมีโรคต้อหินอีกชนิดหนึ่ง คือ ต้อหินในเด็ก ซึ่งกลไกการเกิดและการดำเนินโรคมีความพิเศษ แตกต่างไปจากผู้ใหญ่ รวมถึงวิธีการผ่าตัดรักษา
ผู้ที่มีภาวะเสี่ยงเป็นโรคต้อหิน แม้จะพบได้ตั้งแต่แรกเกิดจนถึงผู้สูงอายุ แต่กลุ่มเสี่ยงที่มีโอกาสเป็นโรคต้อหิน ได้แก่

1. อายุ 40 ปีขึ้นไป

2. ประวัติครอบครัวและญาติใกล้ชิดเป็นโรคต้อหิน

3. ระดับความดันในลูกตาสูง

4. สายตาสั้นมากหรือยาวมาก

5. โรคเบาหวาน โรคหัวใจหรือโรคความดันโลหิตสูง

6. ความผิดปกติของเลือดหรือเส้นเลือด ซึ่งจะส่งผลให้เลือดที่ไปเลี้ยงบริเวณขั้วประสาทตาไม่ดี

7. ประวัติใช้ยาสเตียรอยด์เป็นเวลานาน ไม่ว่าจะในรูปแบบใด เช่น ยาหยอดตา ยากิน ยาฉีด ยาทา หรือยาพ่น โดยไม่อยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์

8. เคยผ่าตัดตา ยิงเลเซอร์ในตาหรือมีประวัติได้รับบาดเจ็บที่ตาอย่างรุนแรงมาก่อน

9. อาชีพหรือกิจกรรมบางประเภทที่เพิ่มความดันบริเวณคอและใบหน้า อาจทำให้ความดันตาสูงขึ้น และควบคุมโรคต้อหินได้ยาก เช่น นักดนตรีประเภทเป่า นักร้องโอเปรา นักยกนํ้าหนัก หรือกีฬาที่ต้องมีการวาง ศีรษะต่ำกว่าตัว เช่น โยคะ เป็นต้น

จากที่กล่าวมาทั้งหมด มีเพียงปัจจัยเดียวที่สามารถควบคุมและเปลี่ยนแปลงได้ คือ ความดันภายในลูกตา

วิธีรักษาโรคต้อหิน

ในปัจจุบัน มีวิธีการรักษาต้อหินหลายวิธี โดยมีจุดมุ่งหมายเดียวกันคือ เพื่อลดความดันตาให้อยู่ในระดับปกติ และ/หรือชะลอไม่ให้โรครุนแรงมากขึ้น การรักษาต้อหินทำได้โดยการลดความดันภายในลูกตาด้วย 3 วิธีหลัก คือ

1. การใช้ยา มีทั้งชนิดหยอดตาเฉพาะที่, ชนิดเม็ดหรือนํ้ารับประทาน และชนิดฉีด

2. เลเซอร์ ใช้ในรายที่มีภาวะต้อหินเฉียบพลัน หรือป้องกันต้อหินเฉียบพลันในผู้ป่วยที่มีมุมตาแคบ มักใช้ร่วมกับยาลดความดันตา

3. การผ่าตัด เพื่อทำงานระบายนํ้าออกจากลูกตา จากบริเวณช่องหน้าลูกตาออกมาสู่ภายนอกลูกตา โดยอยู่ใต้ต่อเยื่อบุตาหรือการฝังอุปกรณ์พิเศษ เพื่อช่วยระบายนํ้าออกจากลูกตา



ยาหยอดตารักษาต้อหิน
https://www.thehealthsite.com/diseases-conditions/medicines-for-glaucoma-dosage-side-effects-contraindications-and-precautions/



ตัวอย่างการผ่าตัด (บน) และเลเซอร์รักษาต้อหิน (ล่าง)
https://new-glaucoma-treatments.com/selective-laser-trabeculoplasty-slt-after-incisional-glaucoma-surgery/selective-laser-trabeculoplasty-after-incisional-glaucoma-surgery/

จากการศึกษาพบว่า ในปัจจุบันยังไม่มีวิตามิน อาหารเสริมหรือสารอื่นใดที่ไม่ใช่ยาต้อหินสามารถรักษาหรือชะลอโรคได้ และเนื่องจากต้อหินเป็นโรคของการเสื่อม ดังนั้นจึงไม่สามารถรักษาให้หายหรือดีขึ้นได้ ลักษณะการดำเนินโรคมีแต่จะเป็นแบบทรงตัวหรือทรุดลง การตรวจสุขภาพตาเป็นประจำจึงไม่เพียงแค่ช่วยป้องกันการเกิดโรคในบางกรณีเท่านั้น แต่ยังช่วยให้ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง ทันท่วงทีและเก็บรักษา การมองเห็นให้อยู่กับเราได้ยาวนานมากขึ้น การตรวจพบก่อน สามารถรักษาหรือป้องกันไม่ให้ตาบอดได้ ดังนั้นการตรวจตาจึงมีความสำคัญมาก โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยงที่ควรได้รับการตรวจวินิจฉัยโดยจักษุแพทย์แต่เนิ่น ๆ

ข้อมูลจาก พญ.ณฐมน ศรีสำราญ จักษุแพทย์เฉพาะทางต้อหิน โรงพยาบาลพญาไท 1 / www.phyathai.com
 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 1.01K