อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 15 สิงหาคม 2561

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 15 สิงหาคม 2561

อุบัติเหตุบนท้องถนน คร่าชีวิตคนวันละเกือบ 70 ศพ!

ไทยกลายเป็นประเทศที่มีอัตราการเสียชีวิตบนท้องถนนมากที่สุดในโลก คือเสียชีวิตประมาณปีละ 24,000 ราย หรือเกือบวันละ 70 ศพ แล้วทำไมประเทศอื่นถึงสูญเสียน้อยกว่าเรา? พฤหัสบดีที่ 5 เมษายน 2561 เวลา 10.00 น.


“ประเทศไทย” ซึ่งเคยรักษาสถิติมีผู้เสียชีวิตจาก “อุบัติเหตุบนท้องถนน” มากเป็นอันดับ 2 ของโลกมาอย่างเหนียวแน่นและต่อเนื่องหลายปี รองจาก “ประเทศลิเบีย” ที่เป็นอันดับ 1เท่านั้น เมื่อปลายปี 2560 องค์การสหประชาชาติ ได้เปิดเผยถึงแนวโน้มว่า “ประเทศไทย” กำลังขยับใกล้เข้าสู่ประเทศที่มีผู้เสียชีวิตมากเป็นอันดับ 1 ของโลกเข้าไปทุกที เนื่องจากมีตัวเลขผู้สูญเสียชีวิตประมาณปีละ 24,000 ราย หรือเดือนละ 2,000 ราย หรือเกือบวันละ 70 ราย

“การเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน” ซึ่งมีผู้เสียชีวิตมากมายยิ่งกว่าการเกิดสงคราม หรือการระบาดของโรคร้ายเสียอีก นับเป็นเรื่องที่น่าตกใจ และเศร้าสลดใจเป็นอย่างยิ่ง เพราะจู่ๆ คนในชาติต้องเสียชีวิตเฉลี่ยวันละ 60 ราย ผู้เสียชีวิตไม่ใช่เพียงแต่ผู้ก่อเหตุเท่านั้น แต่ยังรวมถึงผู้โดยสารในรถของผู้ก่อเหตุและยังรวมถึงผู้ขับขี่และผู้โดยสารในรถที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่อีกด้วย นับเป็นการสูญเสียทรัพยากรมนุษย์ที่ไม่อาจประเมินค่าได้และเป็นการสูญเสียทรัพย์สินที่มีมูลค่านับหมื่นล้านบาท



แทบไม่น่าเชื่อเลยว่าประเทศไทยมีประชากรเพียง 60 ล้านคนเศษ แต่มีผู้เสียชีวิตมากกว่าประเทศอื่นที่มีประชากรมากกว่าประเทศไทยหลายเท่า อาทิ ประเทศจีน มีประชากรราว 1,300 ล้านคน อินเดีย มีราว1,200 ล้านคน หรือแม้กระทั่งประเทศในกลุ่มประชาคมอาเซียน อาทิ อินโดนีเซียมีราว 250 ล้านคน ฟิลิปปินส์มีราว 100 ล้านคน เวียดนามมีราว 90 ล้านคน ประเทศต่างๆ เหล่านี้มีผู้เสียชีวิตน้อยกว่าประเทศไทยมาก เรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร??และเป็นไปได้อย่างไร??

ถ้าจะตั้งคำถามโตๆ เพื่อแสวงหาคำตอบว่า...อุบัติเหตุบนท้องถนนที่มีผู้เสียชีวิตมากในประเทศไทย มีสาเหตุหลักจากปัจจัยอะไร? ถ้าจะตอบให้ลึกซึ้งถึงต้นตอของปัญหาก็คือการศึกษาของชาติไม่สามารถบ่มเพาะให้คนไทยมีหลักคิดที่ถูกต้องและมีจิตสำนึก นับเป็นจุดอ่อนของการศึกษาของชาติที่ไม่เคยวิเคราะห์ถึงปัญหาของชาติอย่างแท้จริงที่เกิดจากคุณภาพของคนในสังคม



อย่างไรก็ตามปัญหาดังกล่าวข้างต้นอาจสรุปได้ว่าเป็นเพราะพฤติกรรมของผู้ขับขี่รถ ซึ่งไม่มีหลักคิดที่ถูกต้องและบกพร่องในจิตสำนึก ไม่ว่าจะเป็นการขับรถเร็ว การดื่มสุรา ความประมาท การไม่ปฏิบัติตามป้ายจราจรและสัญญาณไฟ ฯลฯ อีกทั้งไม่มีการเตรียมความพร้อมก่อนการขับขี่รถอย่างถูกต้องและเหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นการตรวจสอบเครื่องยนต์ ระบบพวงมาลัย ระบบเบรค ยางรถยนต์ ฯลฯ รวมถึงผู้ขับขี่รถที่ไม่ได้อยู่ในสภาพพร้อมที่จะขับขี่รถ เช่น ไม่สบาย นอนไม่เพียงพอ มีอาการมึนงง ฯลฯ

มีผลการศึกษาที่น่าสนใจถึงพฤติกรรมของผู้ขับขี่ในปัจจุบันที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุสูง คือ การใช้โทรศัพท์มือถือในระหว่างการขับขี่รถ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพิมพ์ข้อความต่างๆ ทำให้ต้องละสายตาออกนอกเส้นทางการขับขี่เป็นระยะเวลาเฉลี่ย 4.6 วินาที ซึ่งหากขับขี่ด้วยความเร็ว 80 ก.ม./ช.ม. จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุสูงกว่าปกติมากถึง 23 เท่า ในขณะที่มีปฏิกิริยาการตอบสนองต่อไฟเบรคของรถคันหน้าช้ากว่าปกติถึง 1 ใน 5 หรือ ร้อยละ 20 และยังมักขับรถออกนอกเส้นทางอีกด้วย



สิ่งสำคัญที่ผู้ขับขี่รถที่ไม่อาจจะละเลยได้เป็นอันขาด คือ ผู้ขับรถและผู้โดยสารรถต้องคาดเข็มขัดนิรภัยทุกครั้ง ผู้ขับขี่รถจักยานยนต์และผู้นั่งซ้อนท้ายต้องสวมหมวกนิรภัยทุกครั้ง เพราะหากมีอุบัติเหตุเกิดขึ้นไม่ว่าจะกรณีใดๆ ก็สามารถรักษาชีวิตได้มากกว่าผู้ไม่คาดเข็มขัดนิรภัยหรือผู้ไม่ได้สวมหมวกนิรภัย เพราะสามารถผ่อนหนักเป็นเบาได้

องค์การสหประชาชาติ ได้ประกาศให้วันอาทิตย์ที่ 3 ของเดือนพฤศจิกายนของทุกปี เป็น “วันโลกรำลึกถึงผู้สูญเสียจากอุบัติเหตุทางถนน” (World Day of Remembrance for Road Traffic Victims) เพื่อเป็นการรณรงค์ให้ประเทศต่างๆ ทั่วโลกได้ตระหนักถึงความสำคัญของการเสียชีวิตของผู้คนจากอุบัติเหตุบนท้องถนน ซึ่งจะได้หาวิธีการและมาตรการต่างๆ ในการลดการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนและลดจำนวนผู้เสียชีวิตลง

ล่าสุดจากการเปิดเผยของ “เว็บไซต์เวิลด์แอตลาส” เกี่ยวกับประเทศที่มีอัตราการเสียชีวิตบนท้องถนนมากที่สุดในโลกปี 2560 ปรากฏว่า
“ประเทศไทย” ได้ขยับขึ้นมาเป็นอันดับ 1 ของโลก มีอัตราผู้เสียชีวิต 36.2 รายต่อแสนประชากรแล้ว!!



ปัญหาการเสียชีวิตของคนไทยที่เกิดจาก “อุบัติเหตุบนท้องถนน” ขยับขึ้นมาเป็นอันดับ 1 ของโลก นับเป็นปัญหาใหญ่ที่รัฐบาลจะต้องให้ความสำคัญในการแก้ปัญหาเป็นวาระแห่งชาติ โดยกำหนดยุทธศาสตร์ในการกำหนดวิธีการและมาตรการให้อุบัติเหตุบนท้องถนนลดลงอย่างรวดเร็ว ทั้งในระยะสั้น ระยะกลางและระยะยาว

เพราะปัญหาดังกล่าวไม่ใช่เพียง 7 วันอันตรายในเทศกาลปีใหม่ หรือ 7 วันอันตรายในเทศกาลสงกรานต์เท่านั้น!! หากแต่เป็น
“365 วันอันตราย” สำหรับคนไทยทั้งชาติ และนักท่องเที่ยวต่างชาติที่หลั่งไหลเข้ามาในประเทศไทย ปีละกว่า 35 ล้านคน.
…..........................................
คอลัมน์ : ว่ายทวนน้ำ
โดย “ทวีศักดิ์ อุ่นจิตติกุล”


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

ความคิดเห็น

บอกต่อ : 84