อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 15 สิงหาคม 2561

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 15 สิงหาคม 2561

ทำขนมอิ่มท้อง ทำงานศิลปะอิ่มใจ

สัปดาห์นี้มีโอกาสได้ทำขนมและงานศิลปะสไตล์ญี่ปุ่น ขอบอกว่าทั้งอิ่มท้อง และอิ่มใจ ใครอยากรู้ว่าทำอย่างไรไปติดตามกันครับ จันทร์ที่ 9 เมษายน 2561 เวลา 10.00 น.


ผมขอปิดท้าย “ทริปฮอกไกโด” ด้วยกิจกรรมทำขนมและงานศิลปะ เผื่อครอบครัวไหนสนใจจะลองไปทำบ้างครับ หลังจากเล่น Air Board” จนเหงื่อชุ่มที่ เมือง Shintoku พักสักครู่ เจ้าหน้าที่รัฐบาลฮอกไกโดพาผมไปสถานที่ที่ดูคล้ายกับบ้านไม้ธรรมดา แต่จริงๆ คือร้านอาหารชื่อ “Be Wild” ครับ เปิดเข้าไปข้างในดูอบอุ่น มีบริเวณหนึ่งเป็นพื้นที่ทำงานศิลปะกระจกสี หรือที่เรียกว่า Stained Glass” ซึ่งเรามักจะเห็นกระจกสีแบบนี้ตามหน้าต่างของโบสถ์วิหารในศาสนาคริสต์

เจ้าของร้าน “Be Wild” เป็นคนสอนผมเองครับ คุณป้าใจดีคนนี้ชื่อว่า “เซนเซ โยโกะ” เธอให้ผมเริ่มต้นด้วยการวาดลวดลายเป็นรูปดอกไม้ 5 กลีบ แล้วตัดแต่ละกลีบให้เล็กกว่ากรอบทองแดง หลังจากนั้นไปหากระจกสีที่ชอบมา 5 สี ใช้เทปสองหน้าติดกระดาษกับกระจก ใส่ถุงมือและใช้คัดเตอร์ตัดกระจกตัดให้รูปทรงใกล้เคียงกับลวดลายที่วาดไว้ (ถึงขั้นตอนนี้เด็กๆ ห้ามทำเด็ดขาดครับ เพราะคัดเตอร์และกระจกคมทั้งนั้น)



เมื่อเราใช้คัดเตอร์ตัดกระจกกรีดลงไปจะเป็นร่อง กระจกไม่ได้ขาดออกจากกันทันที เราจะใช้คีมบิกระจกที่เกินจากลวดลายออกไป ทำซ้ำจนครบทั้ง 5 กลีบ 5 สี นำกระจกไปเจียรเข้ารูป แล้วลองวางในกรอบให้พอดี นำแผ่นทองแดงมาพันรอบกระจกสี แล้วบัดกรีโดยใช้ความร้อนละลายตะกั่วให้เชื่อมกับแผ่นทองแดง นำไปล้างด้วยน้ำเปล่า เช็ดให้แห้ง แล้วทาน้ำมันทำให้แผ่นทองแดงดูเก่า ตบท้ายด้วยน้ำมันชักเงาเพิ่มความแวววาว

ผมทำทุกขั้นตอนด้วยตัวเอง ไม่ยากเท่าไหร่ครับ ใช้เวลาราวๆ 1 ชั่วโมงก็จะได้ศิลปะกระจกสีกลับไปแขวนที่บ้าน ต้องเลือกที่แสงส่องมาเยอะๆ เมื่อมองงานศิลปะที่เราทำแล้วจะสวยงามมาก



เมื่อ “เซนเซ โยโกะ” สอนทำงานศิลปะเสร็จ เธอเดินเข้าไปในครัว ไม่ถึง 10 นาที ก็นำอาหารหน้าตาแปลกๆ ใส่จานมาเสิร์ฟ ผมดูแล้วคล้าย “ขนมเบื้องญวน ที่มีแป้งกรอบห่อด้านนอก แต่พอกินคำแรกเท่านั้นครับ ผมกินจนหมดจาน อร่อยจนต้องถาม “เซนเซ โยโกะ” ว่า ทำอย่างไร??

เธอบอกว่าแป้งกรอบข้างนอกทำจาก แป้งโซบะ” นำมานวดเป็นแผ่นแล้วนำไปทอดกรอบมีกลิ่นหอมสโมกนิดๆ ด้านในเป็นผักโขมญี่ปุ่น โปะไข่ด้านบน กินคลุกกับแฮมและชีสนานาชนิด “เซนเซ โยโกะ” บอกว่า เธออยากใช้วัตถุดิบญี่ปุ่นมาทำเป็นอาหารฝรั่ง ผมหันไปดูสมาชิกในทริป กินจานนี้เกลี้ยงกันทุกคนเลยครับ แสดงว่าอร่อยถูกปากอย่างแท้จริง

เมืองต่อไปที่ผมเดินทางไปพักก็สนุกครับ เมืองชื่อ Yubari วันที่ผมไปเป็นฤดูหนาว นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ไปเล่นสกี แต่ถ้าไปหน้าร้อน ของมีชื่อที่สุดในเมือง คือ “เมล่อน” ที่ได้ชื่อว่าหอมและหวานที่สุดในประเทศญี่ปุ่น เมื่อวันที่เมล่อนลูกแรกออกผล นักข่าวจากทั่วประเทศจะมาทำข่าวการประมูลเมล่อนที่เมืองนี้ เพื่อดูว่าร้านไหนจะได้ไป แล้วที่ประมูลกันนี่ไม่ใช่ประมูลกันเล่นๆ ร้านที่ได้เมล่อนไปอยู่ที่หลักล้านเยนเชียวนะครับ (แต่ก็คุ้มเพราะได้ออกข่าวทั่วประเทศ)

ผมเข้าไปพักที่ โรงแรม Hotel Mount Racey ทางโรงแรมมีคลาสสำหรับครอบครัวที่อยากจะทำขนม
“Melon Panหรือ “ขนมปังเมล่อน” ด้วยครับ…ทำวันนี้ได้กินพรุ่งนี้ (เพราะต้องนำไปอบ) ในคลาสจะมีคุณครูเตรียมส่วนผสม วัตถุดิบ และอุปกรณ์มาให้ครบ คุณครูทำให้ดูก่อน แล้วเราก็ทำตาม



เริ่มจากนำแป้งก้อนใหญ่ที่ปั้นแล้วมาวาง ใช้ฝ่ามือกดไล่อากาศออกให้แบนเป็นวงกลม ใส่ไส้เนื้อเมล่อนตรงกลางแล้วห่อสี่มุมเข้ามาหากัน บิดเป็นจุกให้เนื้อแป้งติดกันเป็นก้อนกลมๆ แล้ววางรอไว้ หลังจากนั้นโรยน้ำตาลให้เป็นภูเขาขึ้นมา นำแป้งสีเหลืองก้อนเล็ก (ที่เป็นแป้งผสมเนย) วางไว้บนยอดเขาน้ำตาล

นำพลาสติกบางๆ ที่ใช้ห่ออาหารวางด้านบนอีกที แล้วใช้ฝ่ามือกดให้แป้งสีเหลืองแบนไปบนน้ำตาล ยกแผ่นพลาสติกขึ้นมา แป้งจะติดพลาสติกลอยขึ้นมา แล้วมีน้ำตาลเกาะแป้งมาด้วย ค่อยๆ ลอกแป้งออกจากแผ่นพลาสติก วางบนฝ่ามือแล้วโปะลงไปบนก้อนกลม ใช้แท่งเหล็กบั้งวาดลวดลาย เขียนชื่อกำกับไว้เป็นอันเสร็จพิธีครับ ผมเหลือบไปเห็นตู้กด Soft Cream รสเมล่อน” ต้องไม่พลาดครับ ผมว่าเป็น Soft Cream ท้องถิ่นที่เวิร์คที่สุดในทริปนี้ หวาน หอม นมๆ มันๆ ดีครับ



เช้าวันรุ่งขึ้น ทางโรงแรมจะอบขนม Melon Pan” ใส่ถุงมาให้เรา ผมเปิดออกมาดู ว้าว...!! สวยงามน่ากินเหมือนทางร้านทำขายเลยครับ (ทางโรงแรมหยิบมาถูกอันหรือเปล่าเนี่ย?!?) ผมกัดเพื่อชิมรสชาติ สัมผัสแรกจะกรุบๆ น้ำตาลด้านบนก่อน แล้วผ่านไปยังเนื้อขนมปังที่นุ่มมาก ส่วนไส้เมล่อนผมใส่น้อยไปนิด แต่ก็หวานหอมสมเป็นเมล่อนระดับประเทศ

ในวันนั้นทางโรงแรมได้เชิญมาสคอตของเมืองชื่อ Melon Kuma” มาด้วย Melon ก็คือ เมล่อนของดีประจำเมืองนี่แหละครับ ส่วน Kuma แปลว่าหมี ผมเห็นเจ้า Melon Kuma” ครั้งแรกก็ตกใจเหมือนกัน เพราะหน้าตาและบุคลิกดูดุร้ายเกรี้ยวกราด พอได้ไปเล่นด้วย ยิ่งหนักเข้าไปอีกครับ มันงับหัวผมเลย

ผมได้คุยกับ Mr.Wakasa Ohsai ผู้ออกแบบมาสคอต เขาเป็นชาวเมืองนี้และได้รับแรงบันดาลใจจากการที่หมีชอบแอบมากินเมล่อนเป็นประจำ เขาจึงออกแบบมาสคอตขึ้นมาและชนะการประกวด หลังจากนั้น Melon Kuma” ก็ได้รับความนิยมเพราะบุคลิกไม่เหมือนใคร แถมยังทำเด็กร้องไห้เป็นประจำ ผมก็คิดเช่นนั้นครับ

เมืองนี้มีจุดขายและสร้างความแตกต่างจากมาสคอตตัวอื่นที่ผมเคยเห็นและรู้จัก เพราะเห็น Melon Kuma” ตัวนี้ ทำให้ผมลืมภาพหมีตลกน่ารักอย่าง “คุมะมง” ไปเลย ถ้าหมี 2 ตัวมาเจอกัน ผมว่า “หมีคุมะมง” คงถูกจับกินหัวด้วยแน่ๆ

ถ้าใครชอบทำงานศิลปะหรือทำขนม ลองแวะไปทำกิจกรรมน่ารักๆ ที่ เมือง Shintoku และ เมือง Yubari ได้เลยนะครับ (แต่ต้องระวังเจ้าหมี Melon Kuma งับหัวเอานะครับ)


…........................................
คอลัมน์ : ก้อนเมฆเล่าเรื่อง
โดย “น้าเมฆ”
www.facebook.com/cloudbookfanpage


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

ความคิดเห็น

บอกต่อ : 44