อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 28 พฤษภาคม 2561

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 28 พฤษภาคม 2561
×
เลือกจัดหน้าของคุณ

แฉขบวนการทุจริต'ปลูกป่า' เส้นทางผลประโยชน์ ตอน1

สัปดาห์นี้ขอแฉขบวนการทุจริตปลูกป่า และเส้นทางผลประโยชน์มหาศาล เพราะหากปลูกกันอย่างจริงจังไทยจะเป็นประเทศที่มีป่าไม้อุดมสมบูรณ์ที่สุด เป็นอย่างไรไปติดตามกัน พุธที่ 18 เมษายน 2561 เวลา 09.00 น.


“พื้นที่ป่า” ของประเทศไทยลดลงอย่างต่อเนื่อง จนมีแถลงจาก ครม. เมื่อปี พ.ศ.2558 ว่าเหลือแค่ร้อยละ 31.60 ตัวเลขนี้หมายรวมถึงป่าข้างทาง สวนยางพาราในป่า และป่าเอกชน ไม่ใช่พื้นที่ป่าจริงๆ ทั้งหมด ที่เป็นเช่นนี้เพราะทั้งการป้องกันรักษาป่า และการปลูกป่ามีความล้มเหลว!!

มาตรฐานของนโยบายป่าไม้แห่งชาติ และสหประชาชาติ ได้กำหนดว่าประเทศไทยควรมี “พื้นที่ป่าไม้” ในอัตราร้อยละ 40 โดยเป็นป่าเพื่อการอนุรักษ์ ร้อยละ 25 และป่าเพื่อเศรษฐกิจ ร้อยละ 15 เพื่อให้สามารถรักษาสภาพแวดล้อมและคงความสมดุลของระบบนิเวศ ดังนั้นการที่จะทำให้พื้นที่ป่าไม้เพิ่มขึ้นได้จำเป็นต้องมี
“การปลูกสร้างสวนป่า”

เป็นระยะเวลากว่า 100 ปีมาแล้วที่ประเทศไทยได้ทำการฟื้นฟูสภาพป่าโดยการปลูกป่า ได้ใช้งบประมาณแผ่นดินที่เป็นภาษีของประชาชนไปเป็นจำนวนมหาศาลแล้ว ถ้าหากปลูกป่าได้ครบถ้วนทั้งจำนวนพื้นที่และจำนวนต้นไม้ เชื่อว่าประเทศไทยจะเป็นประเทศเป็นที่มีป่าไม้อุดมสมบูรณ์ประเทศหนึ่งของโลก

เพราะเรามีทั้งป่าธรรมชาติและป่าปลูกกระจายอยู่ทั่วประเทศ ส่วนหนึ่งสามารถนำไม้มาใช้ประโยชน์ได้อย่างไม่ขาดแคลนเช่นทุกวันนี้ ส่วนหนึ่งก็จะเป็นป่าต้นน้ำลำธาร และเป็นป่าที่เสริมให้ระบบนิเวศสมบูรณ์ สามารถอำนวยประโยชน์ให้กับสิ่งมีชีวิต



“การปลูกสร้างสวนป่า” เริ่มแรกเมื่อปี พ.ศ.2449 เป็นการปลูกแบบทดลอง ที่สวนป่าแม่ปาน อำเภอเด่นชัย จังหวัดแพร่ โดยนำวิธีการปลูกสร้างสวนป่าสักในพม่ามาใช้ และได้ทำสวนป่าแบบทดลองอีกหลายสวน กระจายไปในภาคเหนือ จากนั้นมีการปลูกสร้างสวนป่าเพื่อทดแทนในพื้นที่สัมปทานทำไม้

ถัดมาก็มีการปลูกป่าเพื่อปรับปรุงพื้นที่ต้นน้ำ และเมื่อพื้นที่ป่าไม้ทรุดโทรมอย่างรุนแรง จึงให้มีสวนป่าที่ปลูกไม้โตเร็ว และให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการดูแลรักษาป่าไม้ จนมาถึงในยุคของรัฐบาลที่ปิดป่าสัมปทานทั่วประเทศ จึงได้มีการส่งเสริมการปลูกป่าเชิงพาณิชย์โดยภาคเอกชน

ตลอดจนสนับสนุนการปลูกป่าระบบวนเกษตร ป่าชุมชน และเริ่มฟื้นฟูปลูกป่าชายเลน รวมทั้งการดำเนินการ โครงการปลูกป่าถาวรเฉลิมพระเกียรติฯ เนื่องในวโรกาสทรงครองราชย์ปีที่ 50 และ โครงการปลูกและบำรุงป่าประชาอาสา ในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ที่สาธารณประโยชน์ ริมถนนรอบอ่างเก็บน้ำ

แต่
“การปลูกสร้างสวนป่า” ที่ผ่านมาแม้จะมีหลายรูปแบบ และมีมาอย่างยาวนาน แต่กลับล้มเหลว แทบหาสวนป่าไม่พบ และแทบหาต้นไม้ที่ปลูกไม่เจอ เป็นเพราะมีการทุจริตคอรัปชั่นในการปลูกป่ามาอย่างต่อเนื่อง ไม่มีการตรวจสอบอย่างจริงจัง ปล่อยให้คนชั่วที่หาประโยชน์จากการปลูกป่าร่ำรวยไปแล้วหลายคน จนสามารถหาเงินซื้อตำแหน่งเพื่อเข้าสู่ตำแหน่งที่สูงกว่า เป็นเช่นนี้มาอย่างยาวนาน

ตั้งแต่ปี 2546 มี “การปฏิรูประบบราชการ” ได้แยกกรมป่าไม้ ออกเป็นกรมอุทยานฯ กรมป่าไม้ และกรมทรัพยากรทะเลและชายฝั่ง (ทช.) ทั้ง 3 กรม ต่างก็มีทั้งความเหมือนและความต่างกันในด้านการปลูกป่า



1.ทั้ง 3 กรม ยังคงมีหน้าที่ปลูกป่าเหมือนกัน คือยังคงได้รับงบประมาณเพื่อการปลูกป่าในพื้นที่รับผิดชอบ คือกรมอุทยานปลูกป่าในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ กรมป่าไม้ปลูกป่าในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ และกลุ่ม ทช. ปลูกป่าในพื้นที่ป่าชายเลน การปลูกป่าของทั้ง 3 กรมก็ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งการดูแลสวนเก่าและปลูกสร้างสวนป่าใหม่

2.ทั้ง 3 กรม มีสวนป่าที่มีสภาพเหมือนกัน คือ แทบหาสวนป่าในความรับผิดชอบไม่เจอว่าสวนป่าอยู่ตรงไหน? ที่รู้ว่าสวนป่าอยู่ตรงไหนแล้วก็แทบหาต้นไม้ไม่เจอ เพราะกรมอุทยานปลูกป่าในพื้นที่ป่าอุดมสมบูรณ์ซึ่งไม่ควรปลูก สวนป่าของกรมป่าไม้ที่ปลูกในป่าสงวนแห่งชาติ ก็แทบไม่เหลือพื้นที่ป่าไม้ จนไม่กล้าจะทำการสำรวจความมีอยู่จริงของสวนป่า สวนป่าของ กรม ทช.ก็ชำรุดทรุดโทรมมาตั้งแต่อดีต

3.ทั้ง 3 กรม มีข่าวคราวความไม่ชอบมาพากลเหมือนกัน เกี่ยวกับกระบวนการปลูกป่า ตั้งแต่การเพาะชำกล้าไม้ การไม่ปลูกจริง การปลูกไม่ครบทั้งพื้นที่ มาตั้งแต่ในอดีต และเป็นมาอย่างต่อเนื่อง ปล่อยปละละเลย ไม่มีการตรวจสอบ

4.ทั้ง 3 กรม มีความต่างกัน ในการปลูกป่าในพื้นที่ยึดคืนโดยทำได้ตามเป้าหมายเฉพาะกรม ทช. ส่วนอีก 2 กรม ทำไม่ได้ตามเป้าหมาย เพราะไม่สามารถยึดคืนพื้นที่มาได้จริง จึงไม่สามารถเอาพื้นที่มาทำการปลูกป่าตามเป้าหมายได้

5. ทั้ง 3 กรม มีความต่างกันในการดำเนินการตามนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล และ คสช. คือที่ต้องให้นำค่าพิกัดพื้นที่ พร้อมภาพถ่ายพื้นที่ที่ปลูกป่า ในทุก 6 เดือน ลงในแอพพลิเคชั่นนั้น ของกรมป่าไม้และกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งได้ดำเนินการแล้วอย่างครบถ้วน เพื่อให้บุคคลทั่วไปสามารถเปิดดูและตรวจสอบผลการดำเนินการได้ตลอดเวลา แต่กรมอุทยานฯ ยังไม่มีความเคลื่อนไหว เพื่อตอบสนองนโยบายดังกล่าว เหมือนอีก 2 กรม ซึ่งก็ยังหาเหตุผลไม่ได้ หรืออาจเป็นเพราะยังไม่พร้อมให้มีการตรวจสอบ ทั้งจากผู้มีหน้าที่ตรวจสอบ และจากประชาชน

การปลูกป่าเพื่อฟื้นฟูสภาพป่าและเพื่อเพิ่มพื้นที่ป่าเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในสถานการณ์ปัจจุบัน ที่พื้นที่ป่าลดลงอย่างต่อเนื่องเช่นนี้ หากไม่มีการแก้ไขปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไปก็จะทำให้ประเทศชาติและประชาชนได้รับความเดือดร้อน กระทบต่อคุณภาพชีวิต และการลงทุน ตลอดจนเศรษฐกิจของประเทศ จึงควรให้มีการเปลี่ยนแปลงกระบวนการปลูกป่าใหม่ทั้งหมด โดยให้มีการตรวจสอบอย่างจริงจัง ถึงจำนวนสวนป่าทั้งหมด จำนวนงบประมาณที่ใช้ไปในแต่ละสวนป่า สำรวจความมีอยู่จริงของสวนป่าและต้นไม้ในสวนป่า โดยใช้เทคโนโลยีเข้ามาตรวจสอบ

และให้หน่วยงานภายนอก เช่น ปปท. ปปช. ปปง. และ บก. ปปป ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ หรือดีเอสไอ เข้ามาตรวจสอบ ไม่ใช่ตรวจสอบกันเองอยู่เช่นนี้ หากแก้ปัญหาการทุจริตใน “การปลูกป่า” ไม่ได้!!

“การปลูกป่า” ก็จะล้มเหลวเช่นนี้ต่อไป.
…...............................................
คอลัมน์ : พุ่มไม้ใบบัง By Narit
โดย “นริศ ขำนุรักษ์”


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

ความคิดเห็น

บอกต่อ : 2.72K