อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 21 ตุลาคม 2561

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 21 ตุลาคม 2561

จิตสำนึกทางประวัติศาสตร์ พลังขับเคลื่อนชาติให้มั่นคง

สัปดาห์นี้เอ่ยถึงจิตสำนึกทางประวัติศาสตร์ ซึ่งคนไทยให้ความสนใจอยู่ขณะนี้ เชื่อว่าจะเป็นพลังขับเคลื่อนชาติให้มั่นคงได้ จึงขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจับมือกันตีเหล็กตอนร้อน!! พฤหัสบดีที่ 19 เมษายน 2561 เวลา 10.00 น.


“ความไม่รู้” (ignorance) ถึงประวัติความเป็นมาของชาติในอดีตและเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นในแต่ละยุคสมัยของประวัติศาสตร์นับเป็น “จุดอ่อน” ของสังคมไทยที่มีความเปราะบางเป็นอย่างยิ่ง ส่งผลกระทบต่อความเข้มแข็งของสังคมและความมั่นคงของชาติ

เมื่อประชาชนไม่มีความรู้ความเข้าใจในประวัติศาสตร์ชาติไทยซึ่งเป็นแผ่นดินถิ่นเกิด จะมีจิตสำนึกทางประวัติศาสตร์ได้อย่างไร ความรักชาติ การรู้คุณแผ่นดิน ความภาคภูมิใจในความเป็นไทย ความรู้รักสามัคคี ฯลฯ สิ่งต่างๆ เหล่านี้ยากที่จะเกิดขึ้นได้ในสังคมไทย ผู้คนโดยทั่วไปในสังคมจึงมีลักษณะเป็นคนเห็นแก่ตัว เอาแต่ได้ ไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ของส่วนรวมแต่อย่างใด ผลที่เกิดขึ้นตามมา คือ ประเทศชาติไม่มีความเจริญมั่นคงเป็นปึกแผ่นอย่างที่ควรจะเป็น



การศึกษาของชาติจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งยวดต่อการให้ความรู้แก่เด็กและเยาวชนทั้งในด้านวิชาการ (scholar) ด้านวิชาชีพ ( professional ) ตลอดจนทักษะในการดำเนินชีวิต (experience) เพื่อจะได้รับการพัฒนาให้เป็นผู้มีการศึกษา (educated people) โดยมีหลักคิดที่ถูกต้องและไม่บกพร่องในจิตสำนึก อีกทั้งยังรู้ว่าอะไรควรอะไรไม่ควร อะไรเหมาะหรืออะไรไม่เหมาะ

โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะต้องให้ความสำคัญกับ “การศึกษาด้านประวัติศาสตร์” ให้มากขึ้นเพื่อเด็กและเยาวชนจะได้เรียนรู้ถึงรากเหง้าของความเป็นชาติอย่างถูกต้องที่มีมากว่า 700 ปี ทั้งนี้กระบวนการเรียนการสอนวิชาประวัติศาสตร์ไม่ใช่เพียงแต่ให้ผู้เรียนท่องจำปี พ.ศ. หรือชื่อบุคคลในเหตุการณ์ประวัติศาสตร์เท่านั้น แต่จะต้องสะท้อนสภาพปัญหาและแง่คิดต่างๆ ที่เกิดขึ้นในแต่ละยุคสมัยอีกด้วย



จึงจะถือว่าเป็น “การเรียนวิชาประวัติศาสตร์ที่ประกอบด้วยปัญญาเพื่อไม่ให้ประวัติศาสตร์เกิดขึ้นซ้ำรอยอีก” นี่จึงจะถือว่าเป็นการศึกษาวิชาประวัติศาสตร์อย่างถูกต้องและรอบด้าน นอกจากนี้แล้วยังต้องให้ความรู้แก่ผู้คนทั่วไปในสังคมในลักษณะของการเรียนรู้ตลอดชีวิต (long life learning) อีกด้วย

ปัจจุบันกระแสสังคมมีความตื่นตัวกับวัฒนธรรมการแต่งกาย “ชุดไทย” มากขึ้นนับตั้งแต่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้หน่วยราชการในพระองค์ฯ หน่วยงานภาครัฐและเอกชน จัดงาน “อุ่นไอรัก คลายความหนาว” ระหว่างวันที่ 8 ก.พ. - 11 มี.ค. 61 ณ ลานพระราชวังดุสิตและสนามเสือป่า



เพื่อพระราชทานความสุขให้กับประชาชน และเผยแพร่ความงดงามของความเป็นไทยในรูปแบบต่างๆ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพล อดุลยเดช ประชาชนจึงมีความตื่นตัวและได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์ชาติไทยจากนิทรรศการต่างๆภายในงาน และมีการแต่งกายชุดไทยด้วยความภาคภูมิใจในความเป็นไทย

กระแสสังคมมีความตื่นตัวในการแต่งกาย “ชุดไทย” อย่างต่อเนื่อง เนื่องจากมีการนำละครโทรทัศน์อิงประวัติศาสตร์เรื่อง “บุพเพสันนิวาส” แพร่ภาพออกอากาศ ตั้งแต่วันที่ 21 ก.พ. - 11 เม.ย. 61 ซึ่งเป็นละครย้อนยุคในช่วงแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ยุคกรุงศรีอยุธยา จึงทำให้คนไทยมีการแต่งกาย “ชุดไทย” ไปตามสถานที่ต่างๆ และเดินทางท่องเที่ยวมากขึ้น อีกทั้งยังมีความสนใจในเรื่องราวของประวัติศาสตร์ต่างๆ มากขึ้น จ.พระนครศรีอยุธยา จึงเป็นเป้าหมายของการเดินทางท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์อย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน และยังรวมถึง จ.ลพบุรีอีกด้วย



ปรากฏการณ์ที่คนไทยทั่วประเทศมีการแต่งกาย “ชุดไทย” และเดินทางท่องเที่ยวตามสถานที่ประวัติศาสตร์ต่างๆ กระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และกระทรวงมหาดไทย จึงควรฉกฉวยโอกาสในห้วงเวลาที่มีความสำคัญนี้ ที่ประชาชนตื่นรู้และตื่นตัวในด้านประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมไทย

โดยร่วมมือกันทำงานในเชิงบูรณาการอย่างจริงจังและต่อเนื่องในลักษณะ “ตีเหล็กตอนร้อน” เพื่อเป็นการรักษากระแสสังคมให้มีความยืนยาวต่อเนื่องตลอดไป โดยที่คนในชาติมีความภาคภูมิใจในความเป็นไทยและมีจิตสำนึกทางประวัติศาสตร์ ที่บรรพกษัตริย์ทรงมีพระปรีชาสามารถสร้างบ้านแปลงเมืองให้เป็นประเทศไทยดังที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

การที่รัฐบาลดำเนินโครงการ “ไทยนิยม ยั่งยืน” โดยมีวัตถุประสงค์ให้สังคมไทยมีความเข้มแข็ง มีความรักสามัคคี อยู่ร่วมกันอย่างสุขสงบเพื่อให้ประเทศชาติมีความเจริญมั่นคงและประชาชนมีความเจริญผาสุก จึงเป็นเรื่องที่สำคัญและมีการขับเคลื่อนตามกลไกของ “ประชารัฐ” การมีจิตสำนึกทางประวัติศาสตร์ของคนในชาติย่อมส่งผลดีต่อส่วนรวมอย่างไม่ต้องสงสัย



ฉะนั้นวัตถุประสงค์อย่างน้อย 4 ข้อของโครงการ “ไทยนิยมยั่งยืน” ย่อมสัมฤทธิ์ผล ไม่ว่าจะเป็นด้านคนไทยไม่ทิ้งกัน ชุมชนอยู่ดีมีสุข วิถีไทยวิถีพอเพียง รู้รักประชาธิปไตยไทยนิยม

เมื่อวันที่ 7 เม.ย.61 จ.พระนครศรีอยุธยา ได้ร่วมกับ สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬา จ.พระนคร- ศรีอยุธยา และอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา จัดงาน “ไชยวัฒนารามยามเย็น” ณ บริเวณลานหน้าเจดีย์ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา วัดไชยวัฒนาราม ภายในงานมีกิจกรรมการแสดงดนตรีไทย การแสดงนาฏศิลป์ มวยไทย กระบี่กระบอง และมีการแสดงดนตรีของวง KU Wind Symphony ซึ่งมีการนำเสนอเพลง “ศรีอยุธยา” เพลงนี้เป็นเพลงที่ เดอลาลูแบร์ อัครราชทูตคนที่ 2 จากราชสำนักฝรั่งเศสในสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ได้เขียนโน้ตขึ้นมาตามที่ได้ยินจากชาวบ้านในครั้งที่เข้ามาเจริญสัมพันธไมตรีกับราชสำนักกรุงศรีอยุธยาในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช



เพลงนี้มีชื่อเดิมว่า “สายสมร” ต่อมาในปี พ.ศ. 2483 พระเจนดุริยางค์ได้นำทำนองเพลง “สายสมร” มาแต่งทำนองต่อให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้นและได้เปลี่ยนชื่อเพลงจาก “สายสมร” เป็น “ศรีอยุธยา” โดยมี พันอากาศเอกขุนสวัสดิ์ทิฆัมพร เป็นผู้แต่งคำร้อง เพลงนี้ได้ถูกนำไปเป็นเพลงประกอบภาพยนตร์เรื่อง “พระเจ้าช้างเผือก” ซึ่งมีหลวงประดิษฐ์ มนูธรรม (นายปรีดี พนมยงค์) เป็นผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์และเขียนบทภาพยนตร์

ผู้ที่ไปร่วมงานในวันนั้นต่างมีความรู้สึกซาบซึ้งกับเนื้อเพลงที่มีความลึกซึ้งกินใจถึงความรักชาติของคนไทยที่มีความกล้าหาญและมีความสามัคคีในการปกป้องรักษาบ้านเมือง ตลอดจนมีความประทับใจกับการเรียบเรียงเสียงประสานในรูปแบบดนตรีคลาสสิคและมีกลิ่นอายของความเป็นไทยอย่างกลมกลืนยิ่ง รวมถึงได้ฟังเพลงไทยเดิมร่วมสมัยและเพลงในละครอิงประวัติศาสตร์ “บุพเพสันนิวาส” อย่างจุใจเป็นเวลากว่า 2 ชั่วโมง.
…........................................
คอลัมน์ : ว่ายทวนน้ำ
โดย “ทวีศักดิ์ อุ่นจิตติกุล”

 
ขอบคุณภาพจาก : บุพเพสันนิวาส

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 109