อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 18 ตุลาคม 2561

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 18 ตุลาคม 2561

อย่ายัดเยียดให้พระสงฆ์"ฝักใฝ่การเมือง"

กรณีสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติกล่าวหาพระเถระ 5 รูป กลับมีคนบางกลุ่มบางสื่อพยายาม “เสี้ยม” ให้สังคมมองพระคุณเจ้าทั้ง 5 รูปว่า “ฝักใฝ่การเมือง เป็นอย่างไรไปติดตามกัน พุธที่ 2 พฤษภาคม 2561 เวลา 10.00 น.


 ควันหลงจากการที่ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ แจ้งความเอาผิดกรรมการมหาเถรสมาคม 3 รูปและพระระดับเจ้าคุณอีก 2 รูป ก่อให้เกิดความ “ร้าวฉาน” อย่างหนักระหว่าง “คณะสงฆ์” และ “สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ”
 
แค่นั้นยังไม่พอยังส่งผลกระทบต่อ “ความรู้สึก” พุทธศาสนิกชนยากที่จะรับ “การกระทำ” ของผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติได้ แต่การกระทำของผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติครั้งนี้ไม่ได้ “ปั่นป่วน” ให้เกิดในวงการคณะสงฆ์และสังคมไทยเท่านั้น แม้แต่ในพุทธศาสนาแห่งชาติ “กระแสไม่เอาท่าน ก็มากโข 


 
ตอนนี้วัดหลวงต่างๆ ไม่กล้าที่จะไปของบอุดหนุนเพราะกลัว “ถูกวางยา” บ้าง ขอไปแล้วกลัวถูก “ตลบหลัง” บ้าง วันก่อนไปกราบนมัสการพระคุณเจ้ารูปหนึ่งเห็น “หนังสือ” ที่สำนักงานพุทธศาสนาแห่งชาติส่งมาให้วัดกรอก ถามพระคุณเจ้าบอกว่า ไม่กล้าขอ ไม่รู้ขอไปแล้วจะไปเจออะไรบ้าง จะทำเท่าที่มี ขอรับบริจาคจากชาวบ้านดีกว่าเพราะใช้เงินราชการแล้วอาจส่งผลกระทบต่อวัดและสมณเพศของท่าน อันนี้ความรู้สึกกลัว หวาดระแวง ของของคณะสงฆ์
 
จริงอยู่ในแง่ของกฎหมายผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติอาจเห็นว่า “กระทำในสิ่งที่ถูกต้อง” แต่ในแง่ “ความรู้สึก” และ “วัฒนธรรมสังคมไทย คนอาจจะมองว่าท่าน “ทำไม่ถูกต้อง” ผมเปรียบเทียบเหมือนกับ “หมู่บ้านปากแหว่ง” ที่จังหวัดเชียงใหม่ ในแง่ของกฎหมายการดำเนินการก่อสร้างถูกต้อง แต่ในความรู้สึกของประชาชน “มองว่าไม่ถูกต้อง” 


 

ทีนี้เมื่อความรู้สึกของสังคมไทยมันแตกต่างแบบนี้ สิ่งที่รัฐบาลจะต้องนำมาใช้เป็นเครื่องมือก็คือ “หลักรัฐศาสตร์” เพราะกฎหมายไปไม่ได้ ฉันใดฉันนั้นตอนนี้ระหว่างคณะสงฆ์และสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ซึ่ง “ฉากหลังก็คือรัฐบาล” รัฐบาลต้องประนีประนอม รองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี “อย่าพล่ามมาก”
 
เมื่อสัปดาห์ที่แล้วรองนายกรัฐมนตรีที่กำกับพระพุทธศาสนาแห่งชาติพูดในเชิงทำนองว่า “ไม่กราบพระที่ก่อม็อบ” ตอนนี้คณะสงฆ์อย่าว่าแต่ก่อม็อบเลย แม้แต่งานจัดประชุมอันเป็นงานประจำเดือนประจำปีของคณะสงฆ์บางแห่ง “ต้องล้มเลิก” เพราะกลัวรัฐและคนมองว่า “พระก่อม็อบ”   


 
กรณี สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ กล่าวหาพระเถระ 5 รูปนั้น มีคนบางกลุ่มบางสื่อพยายาม “เสี้ยม” ให้สังคมมองพระคุณเจ้าทั้ง 5 รูปว่า
“ฝักใฝ่การเมือง” เท่าที่ผมรู้จักและติดตามผลงานกิจวัตรท่าน พูดตรงๆ ว่าผมไม่เคยเห็นท่านสนับสนุนหรือฝักใฝ่การเมืองอะไรเลย จริงอยู่วัดสระเกศฯ มีนักการเมือง ข้าราชการเข้าออกเยอะ เพราะเป็นวัดใหญ่ตั้งอยู่ใจกลางกรุง “พระพรหมสิทธิ” อาจถูกมองว่าฝักใฝ่การเมือง
 
แต่โดยเนื้อแท้ความเป็นเจ้าอาวาส ความเป็นพระภิกษุสงฆ์ เวลาใครจะมาวัด มาถวายอาหาร มาขอจัดงานกิจกรรมที่ไม่ผิดศีลธรรม “จะห้ามมิให้จัดหรือมิให้เข้าพบ มันทำไม่ได้อยู่แล้ว” วัดสามพระยา เนื่องด้วยวัดท่านเป็นศูนย์กลางจัดกิจกรรม อบรม สัมมนา ประชุม ของคณะสงฆ์ทั้งมหานิกายและธรรมยุติ ก็อาจถูกมองว่ามี “มีบารมี”


 
และเครือข่ายทั่วประเทศและในอดีต “คำพูดของพระคุณเจ้า” บางคำพูดคนก็อาจจะตีความไปในทางที่ผิดว่า “ท่านฝักใฝ่การเมือง” แต่ในความเป็นจริงสอบถามจากลูกศิษย์ท่าน ทุกคนพูดเหมือนกันว่า “พระพรหมดิลก ระวังตัวมาก ไม่เฉพาะแต่ในปัจจุบันเท่านั้นเป็นมาหลายปีมาแล้ว ส่วน พระพรหมเมธี  วัดสัมพันธวงศ์ สมัยอยู่วงการทีวีสัมภาษณ์ท่านบ่อย ท่านเป็นพระเถระที่มีจริยวัตรงดงามง่ายๆ ยิ้มแย้มดูแล้วมีเมตตา

ผมก็ยังไม่เห็นว่า พระคุณเจ้าฝักใฝ่การเมืองตรงไหน?? ส่วนลูกศิษย์หรือคนที่เข้าไปหาท่านจะฝักใฝ่การเมืองหรือเป็นนักการเมืองนั่นก็คงอีกเรื่อง  ชาวพุทธเราต้องหนักแน่น เพราะตอนนี้ “การว่าร้าย จ้วงจาบ สังคมสงฆ์มิได้มีเฉพาะมหาเถระเหล่านี้เท่านั้น ภาพรวมพระพุทธศาสนาประเทศไทยตอนนี้ “มีคนพุทธบางกลุ่ม มีคนต่างศาสนาบางคน” เข้ามาร่วมขบวนเพื่อ “กัดกร่อนให้ชาวพุทธเสื่อมศรัทธา”

วิธีง่ายที่สุดก็คือ เล่นงานพระสงฆ์ เพราะพระสงฆ์มีจุดอ่อนเยอะ แต่เชื่อผมเถอะถึง สังคมพระสงฆ์ท่านจะชั่วสุดชั่ว ก็ยังดีกว่า “สังคมฆราวาส” 
 
อีกเรื่องก่อนจบ การประชุมของมหาเถรสมาคมล่าสุดมีข่าวว่า ประชุมมหาเถรสมาคม มีมติเห็นชอบให้ตั้งคณะทำงานเพื่อประสานงานและแก้ปัญหาที่สำคัญ ซึ่งมีผลกระทบต่อพระพุทธศาสนา มีนายจำนงค์ สวมประคำ อดีตเลขาธิการวุฒิสภาและอดีตสมาชิกวุฒิสภา นายพิสิฏชัย สว่างวัฒนากร พนักงานสอบสวนคดีพิเศษ กรมสอบสวนคดีพิเศษ นายสมเกียรติ ธงศรี รอง ผอ.พศ. และโฆษกพศ. เป็นคณะทำงาน มีคนไม่เข้าใจเป็นจำนวนมากว่า...
 
ทำไมมหาเถรสมาคมแต่งตั้งคนของสำนักงานพุทธฯ เข้ามาแก้ต่าง ตอนแรกผมก็จินตนาการไปว่า “คงเป็นดั่งที่คนใกล้ชิด ผอ.พุทธฯ บอกมาว่าการแจ้งข้อกล่าวหาพระมหาเถระนั้น ผอ.พุทธฯ ต้องแจ้งไปตามหน้าที่ เพราะตำรวจเรียกให้ไปแจ้งหลังจากระบบสอบสวนเสร็จสิ้นแล้วไม่อย่างนั้นท่านมีความผิด ม.157” 


 
เพราะฉะนั้นการแต่งตั้ง รองผอ.พศ. จึงเป็นที่รับรู้กันแบบนี้ ผมไปสอบถามข้อมูลจาก “คนวงใน” สำนักงานพุทธฯ บอกว่ามีการแต่งตั้งจริงแต่ “ไม่ให้มีบทบาท” เป็นเอาว่าเรื่องนี้ “รอเวลา” ขออย่างเดียวชาวพุทธให้หนักแน่น เพราะพระมหาเถระถูกกล่าวหาแบบนี้ไม่ใช่ครั้งแรก สมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ “พระพิมลธรรม” ถูกกล่าวหาจับสึกติดคุก ตอนหลังพิสูจน์แล้วท่านไม่ผิด ก็กลับมาครองสมณเพศเหมือนเดิม

ตำแหน่งท้ายสุด “สมเด็จพระพุฒาจารย์” เมื่อไม่กี่ปีมานี้เจ้าอาวาสวัดสุทัศน์ก็ถูกกล่าวหา “ท่านก็พ้นผิด” หรือแม้กระทั้ง สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ วัดปากน้ำ ท่านก็ถูกกล่าวหาเรื่องรถเก่า สุดท้ายท่านก็พ้นผิด

มว่าสังคมสงฆ์ก็เหมือนสังคมฆราวาส มันมีคน
“อยากคุมเกม อยากกำหนดทิศทาง” บางคนจะลงการเมืองก็ต้องเสนอหน้าบ่อยๆ บางศาสนาฉวยโอกาสชาวพุทธอ่อนแอ ก็เล่นเสียเลยท้าทายนโยบายประเทศไทยศูนย์พุทธศาสนาโลก...
………………………………………
คอลัมน์ : ริ้วผ้าเหลือง
โดย “เปรียญ10” : riwpaalueng@gmail.com
ขอบคุณภาพ : วิทยาลัยพระธรรมทูต มจร, สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    82%
  • ไม่เห็นด้วย
    18%

บอกต่อ : 1.44K