อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 23 มิถุนายน 2561

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 23 มิถุนายน 2561
×
เลือกจัดหน้าของคุณ

มหัศจรรย์ฟักข้าว…ซูเปอร์วิตามิน

สัปดาห์นี้พาไปทำความรู้จักกับ “ฟักข้าว” สุดยอดวิตามินที่ทราบสรรพคุณแล้วจะร้องโอ้โห!! ทานก็อร่อยช่วยรักษาโรค หรือเป็นส่วนผสมของเครื่องสำอางก็ช่วยชะลอแก่ได้อีกด้วย จันทร์ที่ 7 พฤษภาคม 2561 เวลา 10.00 น.


ช่วงปิดเทอมแบบนี้ เป็นเวลาที่ดีที่จะพาลูกเที่ยวครับ เที่ยวใกล้บ้างไกลบ้าง วันนี้ผมขอแนะนำสถานที่พักและท่องเที่ยวไม่ไกลจากกรุงเทพฯ นั่นคือ “เขาใหญ่” ซึ่งไปได้หลายเส้นทาง แต่ผมเลือกใช้เส้นทางที่ไปผ่านจังหวัดนครนายก แล้วเข้า ต.ชะอม อ.แก่งคอย จังหวัดสระบุรีใช้เวลาเดินทางเพียง 2 ชั่วโมงเท่านั้น

ผมไปพักที่ Momor the Farm ครั้งแรกที่ได้ยินชื่อ Momor (โมมอร์) ผมก็นึกว่าต้องเป็นฟาร์มโคนม เลี้ยงวัวแน่นอนเพราะอยู่ในจังหวัดสระบุรีด้วย แถมชื่อฟาร์มยังคล้ายๆ นิทานของผมที่ชื่อ “มูมู มอมอ” เป็นเสียงร้องของวัวอีกต่างหาก แต่พอไปถึงผิดคาดครับ Momor มาจากชื่อวิทยาศาสตร์ของ
“ฟักข้าว” ซึ่งมีชื่อเต็มๆ ว่า Momordica Cochinchinensis” ชื่อสามัญว่า Gac Fruit”

ผมได้เจอเจ้าของฟาร์มฟักข้าวชื่อ คุณเอก - อภิชาต บุญเรืองถาวร และ คุณมิ้นท์ - ดวงรัตน์ บุญเรืองถาวร ครอบครัวนี้มีแฝด 4 มาต้อนรับผมด้วย เด็กแต่ละคนชื่อว่า “โมโน” “ไบโอ” “ทรีโอ” และ “เตต้า” แปลว่า 1 2 3 4 (โอ้โห!! ผมนี่อึ้งไปเลย) ผมสอบถามจึงทราบว่าคุณมิ้นต์จบคณะวิทยาศาสตร์ เลยนำคำศัพท์ทางวิทยาศาสตร์มาตั้งชื่อลูกๆ ส่วนคุณเอกจบด้านวิศกรรมไฟฟ้าและทำงานด้านสิ่งแวดล้อม ทั้งคู่ชอบธรรมชาติและชอบเรื่องพันธุ์ไม้เหมือนกัน



คุณเอกพาผมเดินชมสวนฟักข้าว ผมเพิ่งเคยเห็นต้นและลูกของฟักข้าวจริงๆ ก็ครั้งนี้นี่แหละครับ เป็นทรงกลมๆ รีๆ ลูกที่อ่อนมีสีเขียว พอลูกสุกแก่ได้ที่จะมีสีส้มและสีแดง มีหนามถี่ๆ อยู่รอบผล ฟักข้าวเป็นไม้เลื้อย เพราะฉะนั้นต้องสร้างเสาและโครงสร้างให้ต้นฟักข้าวได้เลื้อยขึ้นไป

คุณเอกเล่าให้ผมฟังว่า ฟาร์มนี้เกิดขึ้นเมื่อปี 2554 ปีที่กรุงเทพฯ น้ำท่วม เลยมาซื้อที่ที่จังหวัดสระบุรีไว้ เริ่มต้นก็ถมที่ให้สูงไว้ก่อนเพื่อป้องกันน้ำท่วม พอนึกได้ว่าจะปลูกพืช ดินที่นำมาถมกลับไม่เหมาะกับการปลูกอะไรเลย แต่คุณเอกได้สร้างโครงและนำพันธุ์ต้นฟักข้าวมาแล้ว ปกติฟักข้าวใช้เวลาประมาณ 6 เดือนก็เริ่มงอกออกดอกออกผล

แต่คุณเอกใช้เวลา 2 ปี ฟักข้าวก็ยังไม่ขึ้น เขาจึงต้องปรับปรุงดินด้วยวิถีธรรมชาติ โดยการ EM คัดจุลินทรีย์และเลี้ยงไส้เดือนเพื่อให้ได้ปุ๋ยมูลไส้เดือน พยายามทำสวนฟักข้าวของเขาให้เป็นแปลงเกษตรอินทรีย์ให้ได้ จนในที่สุด ก็ได้ผลผลิตเป็นลูกฟักข้าวจำนวนมาก และด้วยความที่ไม่ใช้สารเคมีใดๆ ก็จะมีคู่ปรับตัวร้ายที่แอบมากินลูกฟักข้าวนั่นคือ กระรอก และมีหอยทากมากินใบ

กลับเข้ามาในร้านกาแฟ Momor the Café ผมชวนคุณเอกคุยเรื่องฟักข้าวต่อ คุณเอกเล่าว่าฟักข้าวเคยฮิตช่วงที่เขาเริ่มจะทำฟาร์ม สักพักก็เสื่อมความนิยมลง เปลี่ยนไปปลูกพืชตัวอื่นแทน แต่เขาอยากศึกษาเรื่องฟักข้าวให้ลึกและต่อยอดไปให้มากที่สุด เหมือนเวลานึกถึงประเทศเกาหลี ทุกคนก็จะนึกถึงโสม หรือที่ประเทศเวียดนามเองก็เริ่มปลูกฟักข้าวพร้อมๆ เรา แต่ตอนนี้พัฒนาไปไกลมากแล้ว

ส่วนประเทศไทยปลูกแล้วชั่งกิโลขายเป็นลูกๆ แล้วก็จบ คุณเอกอยากพัฒนาและเพิ่มมูลค่าให้กับตัวฟักข้าว เช่น ทำเป็นน้ำฟักข้าว ทำเป็นสบู่และเครื่องสำอาง โดยลองทำขายที่ร้าน เมื่อลูกค้าได้ทราบสรรพคุณ ลองชิมและลองใช้ ในที่สุดก็ขายได้ อ้อ!ในร้านมีน้ำมันฟักข้าวสำหรับใช้มาร์กหน้าช่วยให้หน้าเต่งตึงและมีสปาแช่เท้าในน้ำฟักข้าว ทำให้เท้านุ่มขึ้นด้วยนะครับ



ผมถามต่อว่า “ฟักข้าวมีดีอย่างไร ทำไมถึงควรกิน?” คุณเอกใช้คำว่า
“ฟักข้าวเป็นซูเปอร์วิตามิน” เพราะฟักข้าวเพียงลูกเดียว ให้วิตามินสูงกว่าผักและผลไม้อื่นๆ หลายชนิดและมีคุณประโยชน์มากมายอีกด้วย ผลอ่อนของฟักข้าวจะมี แคลเซียม วิตามินซี ฟอสฟอรัส ธาตุเหล็ก และเส้นใยอาหาร นำมาปรุงอาหาร รสชาติจะออกขมนิดๆ และนุ่มลิ้น นำมาลวกแล้วจิ้มกินกับน้ำพริก หรือใส่ในแกง เช่น แกงเลียง แกงส้ม ก็อร่อย

ส่วนฟักข้าวผลสุก ในเยื้อหุ้มเมล็ดฟักข้าวสีแดงให้ “สารไลโคปีน” มากกว่ามะเขือเทศถึง 12 เท่า ซึ่งไลโคปีนเป็นสารที่มีประสิทธิภาพสูงในการต้านอนุมูลอิสระ ช่วยลดความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดหัวใจและโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งปอด มะเร็งกระเพาะอาหาร อีกทั้งยังมีเบตาแคโรทีนมากกว่าแครอตถึง 10 เท่า เป็นสารตั้งต้นของวิตามินช่วยบำรุงสายตา

อย่างไรก็ตาม น้ำฟักข้าวมีรสชาติที่กินยาก คุณเอกและคุณมิ้นท์ จึงต้องผสมกับน้ำเสาวรสที่มีความเปรี้ยว ผมและครอบครัวได้ดื่มแล้ว เราชอบกันทุกคนเลยครับ ทำน้ำดื่มสุขภาพแบบนี้ดื่มง่ายกว่าเยอะครับ



ขณะที่ผมอยู่ในร้านกาแฟ เห็นอุปกรณ์วางอยู่บนโต๊ะมากมาย คุณเอกบอกว่านี่คือกิจกรรมทำสวนขวดที่ลูกๆ ของเขาชอบทำเป็นงานอดิเรก ภรรยาและลูกของผมเลยขอลองทำดูบ้าง โดยมีฝาแฝด 2 ใน 4 คนเป็นผู้ช่วย คุณเอกและคุณมิ้นท์อธิบายหลักการของ “สวนขวด” หรือ Terrarium” ว่าเป็นการจัดสวนไปพร้อมกับจัดระบบนิเวศน์ภายในขวด

เริ่มด้วยใส่กรวดใหญ่ลงไปด้านล่าง ใส่ดินธรรมดาและตามด้วยดินมูลไส้เดือน ขุดหลุมและปักต้นไม้ลงไป เราลองใช้ต้นฟักข้าวเป็นพระเอกในสวนขวด เพราะไหนๆ ก็มาถึงถิ่นแล้ว นำดินมากลบ โรยก้อนกรวดเล็กๆ วางบนหน้าดิน และใช้มอสปกคลุมด้านบนเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้น แล้วตกแต่งด้วยตุ๊กตาตัวเล็กๆ

หลังจากนั้นก็พรมน้ำ ปิดฝาแล้วนำไปวางในที่ที่ถูกแดดอ่อนๆ ระบบนิเวศน์ภายในขวดจะทำงานเองโดยอัตโนมัติ พื้นดินและมอสเก็บความชื้น เมื่อโดนแสงแดด น้ำบางส่วนจะระเหยขึ้นไป โดยสังเกตได้ว่าจะมีหยดน้ำเกาะรอบขวด เหมือนกับฝนตกนั่นเอง ใบไม้จะมีการสังเคราะห์แสงและหายใจ สร้างออกซิเจนและคาร์บอนไดออกไซด์ แสดงว่าในขวดมีอากาศ และสวนขวดแบบนี้ เราไม่ต้องไปยุ่งอะไร แค่ดูเฉยๆ ก็เพลินตาแล้วครับ



นอกจาก “กิจกรรมสวนขวด” คุณเอกบอกว่ามีกิจกรรม “การเพาะเมล็ดฟักข้าวโดยไม่ต้องรดน้ำ” อีกด้วย ถือเป็น Workshop ประจำถิ่นที่เด็กๆ ชอบทำมาก เริ่มจากนำแก้วพลาสติกเหลือใช้มาเป็นกระถาง เจาะรูฝาแก้ว แล้วหงายขึ้น ใช้เชือกร้อยผูกปมด้านบนไม่ให้เชือกตกลงไป ส่วนเชือกที่เหลือปล่อยลงด้านล่างให้แตะน้ำ (ภรรยาผมบอกลูกว่าให้นึกถึงตะเกียงแอลกอฮอล์ที่โรงเรียน) เชือกจะดูดน้ำขึ้นมา ส่วนฝาที่หงายอยู่นั้น ให้นำใบไม้มาปิดรู แล้วเทดินลงไป 3/ 4 ของฝา

เมื่อเตรียมพื้นที่ปลูกเรียบร้อยแล้ว ขั้นตอนต่อไปเป็นการเพาะเมล็ดฟักข้าว คุณเอกบอกว่า ถ้าได้เมล็ดมาแล้วใส่ลงไปในดินไปเลยแบบนี้ขึ้นยาก เราต้องช่วยเมล็ดฟักข้าวหน่อย โดยการกระเทาะเปลือกออก แล้วนำเมล็ดด้านในกดลงไปในดิน นำฝาเปล่าๆ ใบที่สองมาครอบด้านบนเป็นอันเสร็จพิธี คุณเอกให้เขียนวันที่ที่เริ่มปลูก เพื่อจดบันทึก และเขียนชื่อคนปลูกไว้ด้วย ดูซิว่าต้นของใครจะงอกขึ้นมาก่อนกัน

กิจกรรมในฟาร์มนี้นอกจากที่เกี่ยวกับ
“ฟักข้าว” แล้วก็ยังมีอีกมากมาย รวมไปถึงการเดินป่าที่เขาใหญ่ด้วย ถ้าใครชอบแนวผจญภัยแบบดิบๆ ผมขอเก็บไว้เล่าครั้งต่อไปดีกว่าครับ ส่วนครั้งนี้ใครที่สนใจเรื่องฟักข้าวและการปลูกพืชเกษตรอินทรีย์ ลองเข้าไปดูในเพจ https://facebook.com/Momor.the.Farm
…...........................................
คอลัมน์ : ก้อนเมฆเล่าเรื่อง
โดย “น้าเมฆ”
www.facebook.com/cloudbookfanpage


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

ความคิดเห็น

บอกต่อ : 606