อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 19 ตุลาคม 2561

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 19 ตุลาคม 2561

"โครงการป่าแหว่ง" บทเรียนสังคมไทย

สัปดาห์นี้ไขทุกแง่ทุกมุมของ “ป่าแหว่ง” ทั้งสภาพดินและป่า ที่ยังเป็นข้อกังขาให้สังคมไทยได้รับทราบ รวมถึงมีข้อเสนอแนะทางออกมาให้ด้วย มีอะไรบ้างไปติดตามกัน พุธที่ 9 พฤษภาคม 2561 เวลา 09.00 น.


บทความนี้เขียนขึ้นเพื่อให้ผู้อ่านได้รู้จักหมู่บ้าน “ป่าแหว่ง” หรือ โครงการก่อสร้างบ้านพักตุลาการ ที่บริเวณดอยสุเทพ จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นข่าวดังอยู่ในขณะนี้ อยากให้ผู้อ่านได้รู้จักในทุกแง่ทุกมุม ทั้งสภาพที่ดินและป่าไม้ ข้อเท็จจริง ข้อกังขา ตลอดจนสิ่งที่สังคมได้รับจากเรื่องนี้ และข้อเสนอแนะที่เป็นทางออก

1.ข้อเท็จจริงโครงการป่าแหว่ง
เดิมที่ดินแปลงนี้เป็นที่ดินซึ่งอยู่ในการดูแลของ กรมป่าไม้ มีสภาพเป็นป่าตาม พรบ. ป่าไม้ 2484 แต่เนื่องจากมีสภาพเป็นป่าเสื่อมโทรม กองทัพภาคที่ 3 จึงขอใช้เป็นสถานที่เพื่อฝึกกำลังพล
- ปี 2500 กรมที่ดินได้ออกเอกสารหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง จำนวน 23,787 ไร่ ให้กระทรวงกลาโหมใช้ในราชการ โดยกองทัพภาคที่ 3 ได้ไปขอขึ้นทะเบียนการใช้ประโยชน์กับกรมธนารักษ์
- ปี 2540 สำนักอธิบดีผู้พิพากษาภาค 5 ได้ขอใช้พื้นที่บางส่วน ก่อสร้างบ้านพักตุลาการ
- ปี 2547 กองทัพบกได้อนุมัติให้ใช้พื้นที่จำนวน 143 ไร่
- ปี 2549 กรมธนารักษ์ได้ออกหนังสืออนุญาตให้ใช้ที่ดินราชพัสดุดังกล่าว และต่อมากระทรวงการคลังได้อนุมัติให้สำนักงานศาลยุติธรรมใช้พื้นที่ก่อสร้างที่ทำการศาลอุทธรณ์ภาค 5 รวมทั้งบ้านพัก และอาคารชุด สำหรับข้าราชการตุลาการ ซึ่งทั้งหมดเป็นการดำเนินการที่ถูกต้องตามหลักเกณฑ์การปฏิบัติของทางราชการ



2.ข้อกังขาสำหรับพื้นที่ดังกล่าว
กลุ่มและเครือข่ายที่เคลื่อนไหว มีข้อกังขาว่าพื้นที่ดังกล่าวยังมีสภาพความเป็นป่า หรือพ้นสภาพความเป็นป่าไปแล้ว ต้องขออนุญาตทำไม้หรือเก็บหาของป่าจากกรมป่าไม้ตาม พ...ป่าไม้ พุทธศักราช 2484 อีกหรือไม่?? พื้นที่มีความลาดชันอย่างนี้เหมาะสมกับการก่อสร้างบ้านพักดังกล่าวหรือไม่?? อีกทั้งยังเป็นการทำลายระบบนิเวศน์ และแหล่งต้นน้ำลำธารในพื้นที่ดังกล่าวอีกด้วย

เพื่อความกระจ่าง...จึงอยากเรียนว่า...กรณีดังกล่าวนี้เคยมีการตีความจาก คณะกรรมการกฤษฎีกา พอสรุปได้ว่า ที่ดินในเขตพระราชกฤษฎีกาหวงห้ามที่ดินเพื่อประโยชน์ในราชการของกระทรวง ทบวง กรมต่างๆ และที่ดินที่จัดขึ้นทะเบียนเพื่อให้ทบวงการเมืองใช้ประโยชน์ในราชการโดยเฉพาะเป็นที่ราชพัสดุตามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติที่ราชพัสดุ พ.ศ.2518

ว่าถ้าส่วนราชการได้เข้าใช้ประโยชน์แล้วที่ดินดังกล่าวเป็นที่ราชพัสดุ แต่ถ้ายังไม่ได้เข้าใช้ประโยชน์หรือใช้ประโยชน์แล้วบางส่วน ส่วนที่ยังไม่ได้ใช้ก็ไม่เป็นที่ราชพัสดุ แต่ยังคงมีสภาพเป็นที่ดินรกร้างว่างเปล่าที่มีการสงวนหรือหวงห้ามต่อไป และที่ดินดังกล่าวถ้ามีการใช้ที่ดินตามวัตถุประสงค์ของการหวงห้ามแล้ว แม้ว่าที่ดินนั้นจะยังคงมีสภาพเป็นป่าอยู่ แต่ต้องถือว่าที่ดินนั้นเป็นที่ราชพัสดุประเภทที่ใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะตามมาตรา 1304 (3) แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ไม่เป็น “ป่า” ตามมาตรา 4 (1) แห่งพระราชบัญญัติป่าไม้ พุทธศักราช 2484 กระทรวงการคลังโดยกรมธนารักษ์และทบวงการเมือง ผู้ได้รับอนุญาตให้ใช้และครอบครองที่ดินดังกล่าวย่อมมีอำนาจดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดินดังกล่าวตามพระราชบัญญัติที่ราชพัสดุ พ.ศ.2518



ที่ดินดังกล่าวถ้ายังไม่มีการใช้ที่ดินตามวัตถุประสงค์ของการหวงห้าม หรือมีการใช้ที่ดินตามวัตถุประสงค์ของการหวงห้ามแล้วแต่ยังไม่ได้ใช้ทั้งแปลง ส่วนที่เหลือยังไม่ได้ใช้เต็มพื้นที่ ยังคงเป็น “ป่า” ตามมาตรา 4 (1) แห่งพระราชบัญญัติป่าไม้ พุทธศักราช 2484 พนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พุทธศักราช 2484 มีอำนาจหน้าที่ในการดูแลรักษาและรับผิดชอบที่ดินดังกล่าวในส่วนกิจการอันเกี่ยวกับการป่าไม้ ตามพระราชบัญญัติป่าไม้พุทธศักราช 2484

เพียงเท่าที่ไม่ขัดต่อวัตถุประสงค์ของพระราชกฤษฎีกาหวงห้ามที่ดินหรือการขอขึ้นทะเบียนที่ดิน การบุกรุกยึดถือครอบครองที่ดินดังกล่าว การก่อสร้างหรือเผาป่า เป็นความผิดตามมาตรา 9 และมาตรา 108 ทวิ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน และเป็นความผิดตามมาตรา 54 และมาตรา 72 ตรี แห่งพระราชบัญญัติป่าไม้ พุทธศักราช 2484 แต่การกระทำดังกล่าวไม่เป็นความผิดฐานบุกรุกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362 การตัดฟันทำไม้และการลักลอบนำไม้ในที่ดินนั้นไป ไม่เป็นความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ (มาตรา 358) หรือฐานลักทรัพย์ (มาตรา 334) ตามประมวลกฎหมายอาญา นี่คือหลักกฏหมายที่ใช้ในการพิจารณาเรื่องนี้


3.สิ่งที่สังคมได้จากปรากฏการณ์หมู่บ้านป่าแหว่ง
1.ทำให้เห็นว่าคนไทยรักและหวงแหนทรัพยากรป่าไม้มากขึ้น และพร้อมจะทำหน้าที่ปกป้องดูแล หลังจากปล่อยให้เป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่รัฐเป็นผู้ดำเนินการมาอย่างยาวนาน จนป่าเหลือน้อย และมีแนวโน้มจะลดลงอีก โดยเฉพาะสาเหตุที่พบว่าทรัพยากรป่าไม้ลดลงคือเจ้าหน้าที่รัฐทุจริตคอรับชั่น ผู้คนจึงไม่ยอมและลุกขึ้นมาปกป้อง

2.ให้สำนึกและบทเรียนที่สำคัญต่อสังคมไทย ว่าต่อไปนี้ทุกภาคส่วนต้องคำนึงและพิจารณาอย่างรอบคอบ ต่อการตัดสินใจว่าในการดำเนินโครงการใดๆ อย่ามองแต่เพียงว่าเป็นการดำเนินการตามขั้นตอน ถูกต้องตามระเบียบ กฎหมายแล้ว โดยมิได้คำนึงถึงความเหมาะสมของการใช้พื้นที่

3.การเคลื่อนไหวของมวลชนทางด้านสิ่งแวดล้อม จะเป็นการเคลื่อนไหวที่มีคนพร้อมใจ และสมัครใจกันเข้าร่วมเป็นจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ



4.ข้อเสนอแนะเพื่อแก้ปัญหา
1.รัฐบาลต้องตัดสินใจแก้ปัญหาเรื่องนี้ด้วยความรอบคอบ และฟังทุกฝ่าย เพราะจะเป็นแบบอย่างให้กับการตัดสินใจในโครงการอื่นอีก และเป็นแนวทางสำหรับการตัดสินใจเรื่องทำนองเดียวกันนี้ในอนาคตด้วย

2.ในระดับปฏิบัติการ จากกรณีดังกล่าวจึงเป็นบทเรียนสำคัญที่หน่วยงาน หรือองค์กรต่างๆ ควรพิจารณาให้รอบคอบ รอบด้าน และในทุกบริบท อย่ามองเพียงความถูกต้องตามระเบียบ กฎหมายที่มีอยู่ กฎหมายมีไว้บังคับให้พลเมืองยึดถือปฏิบัติ และอยู่ร่วมกันอย่างเป็นปกติสุข มิใช่นำกฎหมายไปใช้หรือตีความตามอำเภอใจ หรือตามความต้องการของคนหรือหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง โดยขาดการมีส่วนร่วมขององค์กร หรือชุมชนในพื้นที่ และมิได้คำนึงถึงขนบธรรมเนียม ประเพณี และวัฒนธรรมพื้นถิ่น ความศรัทธาต่อสถานที่ การเชื่อถือเคารพบูชาต่อพื้นที่ ผลที่ตามมาคือการไม่ยอมรับ และเกิดการต่อต้านขัดขวาง เข้าตามตำราที่ว่า “ถูกต้องแต่ไม่เหมาะสม”

3.ในระดับรัฐบาลต้องดำเนินการปฎิรูปในเรื่องที่เกี่ยวกับที่ดินทั้งหมด โดยยกระดับหน่วยงานที่รับผิดชอบให้มีศักยภาพเพียงพอที่จะแก้ไขปัญหาและพัฒนาการใช้ที่ดิน เร่งแก้ไขกฏหมาย และระเบียบที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่ดินที่มีปัญหาให้ทันสมัยและเหมาะสม ดำเนินการตรวจสอบการใช้ที่ดินที่ออกเอกสารสิทธิโดยไม่ชอบ หรือครอบครองโดยไม่ชอบโดยเร็ว หากพบว่าครอบครองโดยไม่ชอบ ให้ยึดคืนกลับเป็นของรัฐเสียทั้งสิ้น รัฐบาลต้องมีนโยบายที่ก้าวหน้าต่อปัญหาที่ดินของประเทศ

4.ให้มีตรวจสอบที่ราชพัสดุ และที่ที่ราชการนำไปใช้ทั้งหมด หากยังไม่ใช้ หรือยังมีสภาพเป็นป่าให้คืนกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เพื่อให้กลับมาเป็นป่าเสียทั้งสิ้น และวางกลไกควบคุมการทำงานให้ดี อย่าให้เข้าตำรา “เตะหมูเข้าปากสุนัข” เพราะที่กระทรวง ทส. นี้ ก็มีประวัติว่าในอดีตก็เคยทำป่าหายไปไม่น้อยเหมือนกัน

“ป่าแหว่ง” ในประเทศนี้ไม่ใช่มีเพียงที่เดียว ขอให้ใช้ข้อเสนอนี้เข้าไปแก้ไขปัญหาดังกล่าว เชื่อว่าจะลบรอยแหว่งให้กับป่าของประเทศไทยได้อย่างแน่นอน!!
…...............................................
คอลัมน์ : พุ่มไม้ใบบัง By Narit
โดย “นริศ ขำนุรักษ์”


ขอบคุณภาพจาก : Google map

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 123