อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 18 ตุลาคม 2561

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 18 ตุลาคม 2561

จีนวันนี้พัฒนาได้เพราะไม่โกง แก้ปัญหาคนจนเด็ดขาด!

สัปดาห์นี้เอ่ยถึงแนวทางการพัฒนาความยากจนรายครัวเรือนของจีน ที่วันนี้พูดได้เต็มปากว่าพ้นขีดความยากจนกันหมดแล้ว ทำอย่างไรต้องติดตาม พุธที่ 16 พฤษภาคม 2561 เวลา 09.00 น.


ช่วงระหว่างวันที่ 5-11 พฤษภาคม 2561 ผมและคณะ ซึ่งประกอบด้วย นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วยอดีต ส.ส.อีกจำนวน 12 คน และ นายนิพนธ์ บุญญามณี นายก อบจ.สงขลา พร้อมคณะ อบจ. ภาคใต้ รวมแล้ว 14 คน เดินทางไปดูงานตามคำเชิญของรัฐบาลจีน ด้านการแก้ปัญหา “ความยากจนรายครัวเรือน” และด้านการพัฒนาด้านต่างๆ ที่รวดเร็วของจีน ในมณฑล “เจ้อเจียง” กับมณฑล “ฝูเจี้ยนหรือฮกเกี้ยน”

การดูงานทั้ง 2 ด้านในครั้งนี้ เป็นการเข้าพบบุคคล และผู้บริหารหน่วยงานต่างๆ เข้าพบรองผู้ว่ามณฑลฮกเกี้ยน Li Dejin” พบเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ประจำตำบล “ซ่ง โข่ว” ตลอดจนผู้บริหารหน่วยงาน เช่น กรมการเกษตร สำนักงานเพื่อการพัฒนาและการปฏิรูปของมณฑล ผู้บริหารคลังสินค้าออนไลน์ ผู้บริหาร “ศูนย์ One Stop Service ครบวงจร” และผู้บริหารท่าเรือน้ำลึก “ฝูโจว”





เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเรื่องการแก้ปัญหาความยากจนรายครัวเรือนตามนโยบายของประธานาธิบดี “สี จิ้นผิง” และการพัฒนาประเทศจีนอย่างรวดเร็ว พร้อมทั้งได้เข้าไปดูพื้นที่จริงด้วย ซึ่งในตอนที่ 1 นี้ ขอเขียนเฉพาะการแก้ปัญหา “ความยากจนรายครัวเรือน” ก่อน โดยมีรายละเอียดดังนี้...

การแก้ปัญหา “ความยากจนรายครัวเรือน” โดยประเทศจีน ได้กำหนดเส้นความยากจนอยู่ที่รายได้ต้องต่ำกว่า 2,900 หยวนต่อปี คิดเป็นเงินไทยประมาณ 15,000 บาท จึงถือว่าเป็น
“คนจน”

การแก้ปัญหา “ความยากจนรายครัวเรือน” ประเทศจีนได้กำหนดให้ข้าราชการหนึ่งคน พร้อมด้วยหน่วยงานที่ข้าราชการผู้นั้นสังกัด บริษัทเอกชนหนึ่งบริษัท และผู้นำมณฑลหนึ่งคนเข้าไปดูแลแก้ปัญหาคนยากจนในหมู่บ้านเป้าหมาย พร้อมให้รางวัลสำหรับผู้ประสบความสำเร็จ และลงโทษสำหรับผู้แก้ปัญหาให้คนยากจนไม่ได้ โดยไม่มีเหตุผลมาอธิบาย



มีการชี้แจงจากรองผู้ว่ามณฑลฮกเกี้ยน Li Dejin” ว่าในปี 2012 หรือเมื่อ 5 ปีที่แล้ว มณฑลฮกเกี้ยนมีคนยากจนมากถึง 1.1 ล้านคน และจากการแก้ปัญหาตามนโยบายของประธานาธิบดี “สี จิ้นผิง” อย่างจริงจัง ทำให้ปัจจุบันนี้ มีคนยากจนเหลือเพียงแค่ 4,286 คน เท่านั้น

การไปดูงานครั้งนี้ ได้ลงพื้นที่จริง ไปดูงานการแก้ปัญหา “ความยากจนรายครัวเรือน” ที่ตำบล “ซ่ง โข่ว” อำเภอหย่งไถ้ มณฑลฮกเกี้ยน ซึ่งเป็นมณฑลที่ประธานาธิบดี “สี จิ้นผิง” เคยทำงานอยู่ 18 ปี และเคยเป็นผู้ว่ามณฑลนี้มาก่อน ซึ่งตำบลนี้เดิมเป็นตำบลยากจน ประกอบด้วย 4 หมู่บ้าน มีประชากร 30,000 คน แต่เพราะในอดีตมีแต่เส้นทางการสัญจรทางน้ำ ถนนหนทางไม่สะดวก ทำให้คนทิ้งถิ่นไปทำงานในเมือง เหลือเแค่เด็กกับคนแก่และผู้หญิงบางส่วนอยู่ในตำบลแค่ 8,000 คน



หลังการหารือร่วมกันกับทุกฝ่าย เนื่องจากเป็นตำบลเก่าแก่ และเคยเป็นแหล่งค้าขายทางเรือในอดีต ตั้งแต่สมัยราชวงศ์หยวน จึงใช้ยุทธศาสตร์ทุกด้านในการแก้ปัญหา โดยเฉพาะการปรับสภาพตำบลเป็น “แหล่งท่องเที่ยว” เพราะมีทรัพยากรการท่องเที่ยวมากมาย ทั้งทางด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม โดยให้คนจนที่มีอยู่ทั้งหมด 203 คนในตำบลนี้ได้รับการฝึกอาชีพ หางานให้ทำ

เช่น เป็นพนักงานเสริฟน้ำและขายของในร้านออนไลน์ ได้เงินเดือนๆ ละ 826 หยวน หรือราว 4,000 กว่าบาท ฝึกทำจักสาน งานไม้ ทำของที่ระลึก เปลี่ยนจากเกษตรกรที่ปลูกพลัม รายได้ไม่พอกิน มาเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายบ๊วยที่ทำจากลูกพลัม ขายนักท่องเที่ยวและส่งออกไปขายนอกตำบลด้วย บางคนปลูกผักขายนักท่องเที่ยวมีรายได้เดือนละ 800 -1,000 หยวน หรือราว 5,000 บาท บางรายก็ให้ทำวุ้นที่ทำจากลูกมะเดื่อ นำมาจำหน่ายแก้วละ 3-5 หยวน สร้างรายได้เพื่อแก้ปัญหาความยากจน

และที่สำคัญ คือให้คนจนได้เป็นคนงานรับจ้างปลูกป่า ในพื้นที่ที่เคยเป็น
“ป่าแหว่ง” ทั่วทั้งมณฑล โดยปลูกไม้หลายชนิดเข้าไปแซมพื้นที่เว้าแหว่ง โดยเฉพาะที่พบเห็นมากที่สุดจะเป็นไม้ใฝ่ จนขณะนี้มีป่าถึงร้อยละ 66 ของพื้นที่ทั้งหมดของมณฑล ซึ่งคนจนก็ได้รับค่าจ้างปลูกป่า และได้ใช้ประโยชน์จากผืนป่านั้นๆ ด้วย รวมทั้งเอาพื้นที่ป่าและที่ดินที่คนจนครอบครองและใช้ไม่คุ้มค่า มาให้ผู้อื่นเช่าแทน เป็นการดูแลคนจนให้ได้รับเงินค่าเช่าไปด้วย



เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ประจำตำบล ได้รายงานกับคณะว่า ในปัจจุบันทุกคนในตำบลนี้ พ้นขีด “ความยากจน” กันหมดแล้ว และได้เป็นต้นแบบ หรือตัวอย่างในการแก้ปัญหา “ความยากจนรายครัวเรือน” ของประเทศจีนอีกด้วย

งานการแก้ความยากจนของ “สี จิ้นผิง” ที่ประสบความสำเร็จได้ เพราะใช้ยุทธศาสตร์ที่เหมาะสม และใช้ทุกคนทุกหน่วยงานเข้าทำงานในพื้นที่อย่างจริงจังทั้งผู้บริหารมณฑล ข้าราชการ ภาคเอกชน และที่สำคัญ คือไม่ให้มีการทุจริตคอรับชั่นเกิดขึ้นอย่างเด็ดขาด!!



และหากเกิดขึ้นก็จะจัดการอย่างจริงจัง ไม่กลัวลูบหน้าปะจมูก ไม่เหมือนบางประเทศ ที่ปล่อยปละละเลยจนการทุจริตเกิดขึ้นแทบทุกโครงการ ไม่มีการตรวจสอบ แม้จะมีการชี้เป้าจากหลายฝ่ายแล้วก็ตาม เช่น โครงการปลูกป่าที่มีการทุจริตในทุกขั้นตอน ทั้งขั้นตอนเพาะชำกล้าไม้ ปลูกและบำรุงรักษา จนแทบจะไม่เหลือต้นไม้สวนป่าไว้เลย

ที่เลวร้ายกว่านั้นก็คือหายไปทั้งต้นไม้และสวนป่า ไปเป็นกรรมสิทธิ์ของเอกชน มีการปล่อยให้คนที่มีประวัติชั่วร้ายในการปลูกป่าอยู่ได้อย่างลอยนวล และยังคงกลับมามีอำนาจเติบโตอยู่อีกหลายคนในขณะนี้ ทำให้การปลูกป่าเป็นเพียงที่หาผลประโยชน์ของคนบางคนเท่านั้น

“ต่างกับของประเทศจีนตรงนี้”
…...............................................
คอลัมน์ : พุ่มไม้ใบบัง By Narit
โดย “นริศ ขำนุรักษ์”

ขอบคุณภาพจาก @จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ Aoodda


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 291