อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 19 ตุลาคม 2561

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 19 ตุลาคม 2561

สวนป่าไทยกับจีน...ความเหมือนและความต่าง?!?

สัปดาห์นี้เปรียบเทียบสวนป่าไทยกับจีนว่ามีความเหมือนและแตกต่างกันอย่างไร เมื่อทราบแล้วลองย้อนดูสวนป่าในไทยว่าต้องแก้ไขอย่างไร?? พุธที่ 23 พฤษภาคม 2561 เวลา 09.00 น.


ความเหมือนของ “การปลูกป่า” ระหว่างประเทศไทยและจีน คือ

1.มีเป้าหมายเหมือนกัน

ทั้งไทยและจีนล้วนมีเป้าหมายเหมือนกัน รวมทั้งทุกประเทศทั่วโลกก็มีเป้าหมายใน “การปลูกป่า” เพิ่มต้นไม้เช่นเดียวกัน คือต้องการพื้นที่สีเขียว ต้องการความชุ่มชื้น ต้องการความสวยสดงดงามของผืนป่า เป็นแหล่งต้นน้ำลำธาร ตลอดจนให้มีต้นไม้ไว้แก้ปัญหาและพัฒนาประเทศชาติ ที่สำคัญยังอำนวยประโยชน์ต่อประชาชนให้มีคุณภาพ ตลอดจนทำให้ประเทศชาติมีการพัฒนา ดังนั้นจึงทำให้จีนกับไทยมีเป้าหมายเหมือนกัน

2.มีวิธีการเหมือนกันหรือใกล้เคียงกัน

ตามหลักวิชาการด้าน
“การปลูกป่า มีหลักการร่วมกัน คือมีปัจจัยเรื่องสภาพภูมิอากาศ สภาพภูมิประเทศ ชนิดพันธุ์ไม้ การเพาะชำ การปลูก การบำรุงรักษา และการนำไปใช้ประโยชน์ เมื่อมีหลักการเดียวกัน วิธีการจัดการจึงเหมือนกันทั่วโลก หรือไม่แตกต่างกันมากมาย ดังนั้นจึงทำให้จีนกับไทยมี “วิธีการปลูกสร้างสวนป่าที่เหมือนกัน”

3.มีการตอบแทนให้รางวัลเหมือนกัน

กรณีศึกษาเรื่องความสำเร็จในการปลูกป่า เช่น

- ที่ประเทศจีน “สี จิ้นผิง” ประสบความสำเร็จจากการเป็นผู้ว่ามณฑลฝูโจว ซึ่งได้ชื่อว่าพัฒนาได้อย่างรวดเร็วในทุกๆ ด้าน โดยเฉพาะด้านการเพิ่มพื้นที่สีเขียวในเมือง และเพิ่มพื้นที่ป่านอกเมือง จึงได้รับรางวัลและประสบความสำเร็จ จนได้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนในที่สุด

- ที่ประเทศไทย นายธัญญา เนติธรรมกุล เคยดำรงตำแหน่งหัวหน้าสวนป่าโสกแต้ จ.ขอนแก่น มาก่อน และคิดว่าคงจะประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่จากที่นี่เช่นกัน ถึงทำให้ได้รับผลตอบแทนเป็นการเข้าไปดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติฯ (หากหลักการของไทยไม่บิดเบี้ยวนะครับ)



ความต่างในการปลูกป่าระหว่างจีนและไทย

1.ความชัดเจนในทางนโยบายที่ต่างกัน ยกตัวอย่างเช่น ด้านสร้างป่าในเมือง

ประเทศจีน โดย “สี จิ้นผิง” อดีตผู้ว่ามณฑลฝูโจว มีนโยบายที่ชัดเจนในการสร้างป่าในเมืองขึ้นมาใหม่ เช่น ให้เพิ่มพื้นที่สีเขียวให้กับ ฝูโจว เซี่ยเหมิน เฉวียนโจว โดยกำหนดให้

- ทุกๆ ระยะทาง 500 เมตร มีพื้นที่สีเขียว 1 แห่ง
- ทุกเขตที่อยู่อาศัยใจกลางเมือง และที่ทำการก่อสร้างขึ้นมาใหม่ ซึ่งมีขนาดพื้นที่ 1,000 ตร.ม. ขึ้นไป ต้องให้มีการสร้างพื้นที่สีเขียว 3 แห่งขึ้นไป
- ทุกเขตพื้นที่เมืองใหม่ที่มีขนาดพื้นที่ 800 ตร.ม. ขึ้นไป กำหนดให้มีการสร้างพื้นที่สีเขียว 2 แห่งขึ้นไป
- ทุกอำเภอที่มีขนาดพื้นที่ 300 ตร.ม. ขึ้นไป กำหนดให้มีการสร้างพื้นที่สีเขียว 2 แห่งขึ้นไป
- ในเขตฝูโจว เซี่ยเหมิน เฉวียนโจว กำหนดให้มีพื้นที่สีเขียวเพิ่มขึ้นใหม่ 80 แห่งขึ้นไป ในเขตเมืองอื่นกำหนดให้มีพื้นที่สีเขียวเพิ่มขึ้นใหม่ 50 แห่งขึ้นไป และในเขตเมืองระดับอำเภอจัดให้มีพื้นที่สีเขียวเพิ่มขึ้นใหม่ 20 แห่งขึ้นไป

ทั้งนี้พื้นที่สีเขียวทั้งหมดต้องทำขึ้นมาใหม่ และให้แล้วเสร็จภายในปี 2553 นี่คือความชัดเจนของนโยบาย “สี จิ้นผิง” ขณะยังเป็นผู้ว่ามณฑลฝูโจว

ประเทศไทย โดย กรมอุทยานฯ ทำป่าในเมือง โดยการเปลี่ยนป้ายชื่อจากสวนป่าในอดีต มาเป็นป่าในเมืองใหม่ โดยไม่ได้มีการทำขึ้นมาใหม่แต่อย่างใด แค่ลงทุนทำแค่แผ่นป้ายแล้วเชิญผู้หลักผู้ใหญ่ไปเปิดเท่านั้น เช่น วนอุทยานภูเขาไฟเขากระโดง จังหวัดบุรีรัมย์ สวนพฤกษศาสตร์ดงฟ้าห่าน จังหวัดอุบล สวนพฤกษศาสตร์บ้านเพ จังหวัดระยอง สวนพฤกษศาสตร์พุแค จังหวัดสระบุรี ทำแค่นี้ประเทศไทยก็ได้สวนป่าในเมืองแล้ว



ยกตัวอย่างด้านการเพิ่ม “ป่านอกเมือง” หรือ “ปลูกสร้างสวนป่า”

- ประเทศจีน โดย “สี จิ้นผิง” ผู้ว่ามณฑลฝูโจว เร่งฟื้นฟูพื้นที่ป่าที่เสื่อมโทรม ควบคู่กับการแก้ไขปัญหาความยากจน คือให้คนจนได้เป็นคนงานรับจ้างปลูกป่า ในพื้นที่ที่เคยเป็นป่าแหว่งทั่วทั้งมณฑล โดยปลูกไม้หลายชนิดเข้าไปแซมพื้นที่เว้าแหว่ง โดยเฉพาะที่พบเห็นมากที่สุดจะเป็น “ไม้ใผ่”

คนจนก็ได้รับค่าจ้างปลูกป่า และได้ใช้ประโยชน์จากผืนป่านั้นๆ ด้วย รวมทั้งเอาพื้นที่ป่าและที่ดินที่คนจนครอบครองและใช้ไม่คุ้มค่า มาให้ผู้อื่นเช่าแทน เป็นการดูแลคนจนให้ได้รับเงินค่าเช่าไปด้วย จนขณะนี้มีป่าถึงร้อยละ 66 ของพื้นที่ทั้งหมดของมณฑล ซึ่งมากที่สุดในจีน พร้อมๆ กับที่คนจนใกล้จะหมดจากมณทลนี้แล้ว ทำให้เป็นที่ชื่นชมกันไปทั่วประเทศ

- ประเทศไทย โดย นายธัญญา เนติธรรมกุล ปลูกสร้างสวนป่าโสกแต้ มาเป็นเวลากว่า 14 ปี ใช้เงินงบประมาณไปเป็นจำนวนมากเพื่อปลูกไม้ประดู่ มะค่า สัก ตะเคียน กระถินยักษ์ กระถินเทพา ยูคาลิปตัส ในพื้นที่ประมาณ 4,000 ไร่ แต่กลับไม่เคยมีใครออกมาชมสวนป่านี้ให้ได้ยินกันถึงความครบถ้วนสมบูรณ์ของสวนป่าแต่อย่างใด จึงอยากให้มีการตรวจสอบให้ครบถ้วน เพื่อจะได้เป็นสวนป่าตัวอย่างได้



2.ระบบการตรวจสอบที่แตกต่างกัน

- ประเทศจีน ใช้หลายฝ่ายเข้าไปตรวจสอบการทำงาน ทั้งผู้บริหารมณฑล เจ้าหน้าที่ฝ่ายตรวจสอบทั้งจากภายในและภายนอกหน่วยงาน เจ้าหน้าที่จากพรรคคอมมิวนิสต์ และหากพบว่ามีผู้กระทำผิดก็จะมีการลงโทษกันอย่างจริงจัง

- ประเทศไทย การตรวจสอบส่วนใหญ่มักจะใช้หน่วยงานตรวจสอบเป็นหน่วยงานภายในโดยคนกันเอง จึงยากที่จะเอาผู้กระทำผิดมาลงโทษได้ และหากมีการตรวจสอบดีๆ จะพบสิ่งที่น่าสยดสยอง ที่ในวงการเขาเรียกว่า “ผี” ก็เป็นไปได้

3.การปลูกป่าในประเทศจีน สามารถแก้ปัญหาความยากจนให้กับประชาชนได้ โดยสวนทางกันอย่างชัดเจนกับของประเทศไทย เพราะคนงานปลูกป่าของไทยยังยากจน ในขณะที่ข้าราชการบางรายกลับรวยขึ้น

4.จีนกล้าประกาศให้มณทลฝูโจวเป็นที่ดูงานด้านการปลูกป่า และกล้าให้ทุกหน่วยงาน รวมถึงประชาชนเข้าไปตรวจสอบได้ อยากรู้จริงๆ ว่า ประเทศไทยกล้าให้ตรวจสอบสวนป่าไหนบ้างละครับ?? หรือลองนำร่องที่สวนป่าโสกแต้ก่อนดีไหม?? โดยให้ภาคประชาชน และหน่วยงานภายนอก เช่น ปปท. ปปช. ปปง. และ บก. ปปป ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ หรือดีเอสไอ เข้าไปตรวจสอบ การมีอยู่จริง ความเป็นจริงของสวนป่าแห่งนี้

อย่างไรก็ตามขอให้ รมต.ทส. เข้าไปดู “สวนป่าโสกแต้” นี้สักครั้งเถอะครับ...แล้วท่านจะเห็นได้ชัดเจนว่า “เราเหมือนหรือต่างจากจีนอย่างไร??”
…...............................................
คอลัมน์ : พุ่มไม้ใบบัง By Narit
โดย “นริศ ขำนุรักษ์”


ขอบคุณภาพจาก : China Xinhua Newsamari

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 134