อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 18 สิงหาคม 2561

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 18 สิงหาคม 2561

เศรษฐกิจเวเนซุเอลา หายนะแห่งยุคมาดูโร

แม้จะเป็นประเทศที่ได้ชื่อว่ามีปริมาณน้ำมันสำรองมากที่สุดในโลก ไม่มีแม้อาหารและปัจจัยพื้นฐานสำหรับการดำรงชีพที่เพียงพอจะเลี้ยงดูประชาชนของตน ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพุ่งขึ้นสูงสุดเป็นประวัติการณ์ อาทิตย์ที่ 27 พฤษภาคม 2561 เวลา 01.30 น.

แม้จะเป็นประเทศที่ได้ชื่อว่ามีปริมาณน้ำมันสำรองมากที่สุดในโลก แต่เวเนซุเอลากลับกำลังดำดิ่งสู่หายนะทางเศรษฐกิจ ไม่มีแม้อาหารและปัจจัยพื้นฐานสำหรับการดำรงชีพที่เพียงพอจะเลี้ยงดูประชาชนของตน ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพุ่งขึ้นสูงสุดเป็นประวัติการณ์

สภาวะติดหล่มทางเศรษฐกิจที่ประเทศกำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบัน มีปัจจัยสำคัญมาจากการบริหารงานที่ผิดพลาดของรัฐบาล การทุจริต ซึ่งถูกซ้ำเติมด้วยการลดลงอย่างต่อเนื่องของราคาน้ำมันในตลาดโลกในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ประกอบกับการเผชิญกับมาตรการคว่ำบาตรจากนานาชาติ โดยเฉพาะสหรัฐ โดยมีมูลเหตุมาจากสถานการณ์ทางการเมืองที่ถูกตราหน้าว่าเป็นเผด็จการในคราบประชาธิปไตย ซึ่งสถานการณ์นับจากนี้ต่อไปมีแนวโน้มจะตึงเครียดยิ่งขึ้น หลังประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร ชนะการเลือกตั้งรั้งเก้าอี้ผู้นำต่อเป็นสมัยที่ 2

การเลือกตั้งประธานาธิบดีที่มีขึ้นเมื่อวันอาทิตย์ที่ 20 พ.ค. ที่ผ่านมา ถูกประณามว่าเป็นการจัดฉากรวบอำนาจของรัฐบาล ซึ่งนานาชาติ นำโดยสหรัฐ และองค์กรระหว่างประเทศ ทั้งสหภาพยุโรป (อียู) กลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ จี 7 ต่างประกาศชัดไม่ยอมรับผลการเลือกตั้ง เนื่องด้วยกระบวนการอันไร้มาตรฐานไม่เป็นไปตามหลักการแห่งประชาธิปไตย ผลลัพธ์ที่ได้จึงขาดความน่าเชื่อถือและไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขณะที่กลุ่มประเทศในทวีปอเมริกาที่รวมตัวในนามกลุ่มลิม่า เตรียมพิจารณาลดระดับความสัมพันธ์ทางการทูตกับรัฐบาลการากัสด้วย



นายมาดูโรวัย 55 ปี ผู้อ้างตนเป็นทายาททางการเมืองของอดีตผู้นำฮูโก ชาเวซ เอาชนะการเลือกตั้งไปด้วยคะแนนท่วมท้นราวร้อยละ 68 เตรียมตัวทำหน้าที่ประธานาธิบดีต่อเป็นสมัยที่ 2 อีก 6 ปี ซึ่งวาระใหม่จะเริ่มต้นอย่างเป็นทางการในเดือน ม.ค. 2562 แต่คงไม่อาจเรียกว่าเป็นชัยชนะอันงดงามได้ เพราะการเลือกตั้งครั้งนี้มีสัดส่วนผู้ออกมาใช้สิทธิเพียงร้อยละ 46 ซึ่งต่ำที่สุดนับแต่ระบอบประชาธิปไตยผุดขึ้นในประเทศเมื่อปี 2501

เช่นเดียวกับอีกหลายประเทศ การเลือกตั้งครั้งนี้ของเวเนซุเอลาเป็นกระบวนการบางอย่างที่ดูคล้ายประชาธิปไตย และไร้ซึ่งความหวังที่จะคาดการณ์ต่อผลลัพธ์ที่ตามมา กำหนดการเลือกตั้งเดิมในเดือน ธ.ค. ถูกเลื่อนขึ้นมาโดยอำนาจของสภาร่างรัฐธรรมนูญที่จัดตั้งโดยรัฐบาลมาดูโร มีรายงานว่ามีการทุจริตซื้อเสียงในรูปของบัตรสวัสดิการรัฐ ตัวเก็งจากฝ่ายค้านถูกตัดสิทธิจากการเป็นผู้สมัคร จนนำมาสู่การคว่ำบาตรจากฝ่ายค้านในที่สุด จึงค่อนข้างชัดเจนแล้วว่าการเลือกตั้งจะไม่นำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงใด ๆ

เศรษฐกิจเวเนซุเอลาอยู่ในภาวะถดถอยต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ระบุว่า นับเป็นหนึ่งในความล่มสลายทางเศรษฐกิจที่เลวร้ายที่สุดในโลกยุคใหม่ โดยตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ลดลงร้อยละ 45 นับตั้งแต่ที่ประธานาธิบดีมาดูโรเข้ามาบริหารประเทศเมื่อปี 2556 ขณะที่คาดการณ์อัตราเงินเฟ้อในปีนี้อาจสูงถึง 13,800 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งแทบจะทำให้เงินสกุลโบลิวาร์กลายเป็นเศษกระดาษไร้ค่า



ค่าเงินโบลิวาร์ลดลงร้อยละ 99 นับจากปี 2556 อัตราแลกเปลี่ยนซื้อขายในตลาดมืดปัจจุบัน 1 ดอลลาร์สหรัฐ มีค่าเท่ากับ 650,000-800,000 โบลิวาร์ และค่าจ้างขั้นต่ำที่ปรับขึ้นมาแล้วหลายรอบก็มีอัตราอยู่ที่ไม่ถึง 2 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 64 บาท) ต่อเดือน นอกจากนี้รายงานของสำนักข่าวซีเอ็นเอ็นก่อนหน้านี้เผยว่า เงินทุนสำรองระหว่างประเทศในคลังของรัฐบาลการากัสลดลงจาก 30,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 961,661 ล้านบาท) ในปี 2554 มาอยู่ที่ราว 10,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 336,581 ล้านบาท) เมื่อปี 2560

สภาพการณ์ดังกล่าวที่ยืดเยื้อต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ทำให้เวเนซุเอลาไม่สามารถนำเข้าสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น เกิดภาวะขาดแคลนทั้งอาหาร สินค้าจำเป็นพื้นฐาน และยารักษาโรค ประชาชนส่วนใหญ่ต้องพึ่งพาการปันส่วนจากรัฐ สภาพความเป็นอยู่ดังกล่าว ประกอบด้วยความวุ่นวายทางการเมือง ทำให้มีประชาชนกว่าล้านคนอพยพออกนอกประเทศในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา สร้างผลกระทบต่อประเทศเพื่อนบ้านที่มีพรมแดนติดกัน และยังกระทบต่อเสถียรภาพของภูมิภาคในภาพรวม โดยรัฐบาลการากัสกล่าวหาว่าสหรัฐเป็นตัวการอยู่เบื้องหลังการปลุกปั่นค่าเงิน สร้างความโกลาหลทางเศรษฐกิจเพื่อบั่นทอนความมั่นคงของประเทศ

สวนทางกับมุมมองจากผู้เชี่ยวชาญและนักวิเคราะห์ ที่มองว่าปมปัญหาต่าง ๆ ที่ยิ่งขมวดแน่นเป็นผลมาจากการบริหารงานที่ผิดพลาดของรัฐบาล รวมถึงการใช้อำนาจของประธานาธิบดีผ่านช่องทางต่าง ๆ ที่เกินเลยขอบเขตไปมาก ทั้งการที่ศาลสูงที่สนับสนุนประธานาธิบดี สั่งริบอำนาจสภานิติบัญญัติแห่งชาติที่ครองเสียงข้างมากโดยฝ่ายค้าน ขณะที่รัฐบาลตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาทำหน้าที่แทน ซึ่งประเด็นดังกล่าวกลายเป็นชนวนเหตุนำไปสู่การประท้วงรุนแรงเมื่อช่วงกลางปี 2560 ที่ยืดเยื้อยาวนานต่อเนื่องหลายเดือน และมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 125 ราย



ก่อนหน้าการเลือกตั้ง สหรัฐและอีกหลายประเทศกล่าวเตือนถึงผลลัพธ์หากรัฐบาลมาดูโรยังยืนยันจะเล่นละครฉากนี้ โดยล่าสุดเวเนซุเอลาและสหรัฐต่างโต้ตอบด้วยการขับนักการทูตระดับสูงของกันและกัน นอกจากนี้รัฐบาลวอชิงตันยังเพิ่มการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจปิดช่องทางหารายได้จากการขายสินทรัพย์ของรัฐบาล มุ่งเป้าไปที่รัฐวิสาหกิจพลังงานรายใหญ่ พีดีวีเอสเอ และธนาคารกลาง

แม้จะมีมาตรการคว่ำบาตรออกมาเป็นระลอก แต่สหรัฐยังคงยั้งมือไม่โจมตีไปยังภาคส่วนของอุตสาหกรรมพลังงานซึ่งเป็นรายได้หลักของเวเนซุเอลา ซึ่งหากมีมาตรการใด ๆ ออกมา อาจรวมถึงการห้ามนำเข้าน้ำมันดิบจากเวเนซุเอลา และห้ามไม่ให้ส่งออกสารเจือจางและน้ำมันเบากลับไป โดยนักวิเคราะห์มองว่า สาเหตุหลักอาจเนื่องด้วยความกังวลว่าจะส่งผลต่อราคาน้ำมันภายในประเทศของสหรัฐ และคงไม่เป็นผลดีนักต่อการเลือกตั้งกลางเทอมในเดือน พ.ย. นี้

อย่างไรก็ตาม ในฐานะที่เวเนซุเอลาเป็นผู้ผลิตรายใหญ่อันดับ 8 ของกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) ความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นย่อมถูกจับตาอย่างใกล้ชิด ปัจจุบันการส่งออกน้ำมันของเวเนซุเอลาลดลงจากปี 2558 เกือบร้อยละ 40 มาอยู่ที่ราว 1.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน และมีแนวโน้มจะลดลงอีกจากสถานการณ์การเมืองและเศรษฐกิจที่เป็นอยู่

ปริมาณน้ำมันที่ลดลงอาจมีผลต่อราคาที่กำลังปรับตัวขึ้นมาอยู่ที่ราว 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ถือว่าสูงสุดนับแต่ปี 2557 โดยเป็นผลมาจากความไม่มั่นใจของตลาดหลังสหรัฐถอนตัวจากข้อตกลงนิวเคลียร์อิหร่านและเตรียมใช้มาตรการคว่ำบาตร ซึ่งคาดการณ์ว่าอาจทำให้ปริมาณน้ำมันในตลาดโลกอาจลดลงราว  500,000-1,000,000 บาร์เรลต่อวัน หากกลุ่มประเทศผู้ผลิตทั้งในและนอกโอเปกยังคงดำเนินมาตรการควบคุมปริมาณการผลิตต่อไป

ทั้งนี้ ปริมาณการผลิตและการส่งออกที่ลดลง จะสั่นคลอนสถานะของเวเนซุเอลาในฐานะผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ของโลก และจะยิ่งกระทบต่อสถานการณ์เศรษฐกิจในประเทศที่กำลังพังทลายไม่สามารถพยุงตัวไว้ได้ ประกอบกับหนี้สินจำนวนมหาศาล ซึ่งรูปการณ์นี้คงยากที่จะพลิกฟื้นคืนกลับได้เองหากรัฐบาลมาดูโรยังคงดำเนินนโยบายในแนวทางเดิม แม้จะยังพอมีแรงทุนสนับสนุนจากจีนและรัสเซียอยู่บ้างก็ตาม.

--------------------------------
สุภัค แสงกระจ่าง.
 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

ความคิดเห็น

บอกต่อ : 20