อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 17 สิงหาคม 2561

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 17 สิงหาคม 2561

'อดีตพระพรหมดิลก' ...ฝากคำพูดถึงชาวพุทธ

สัปดาห์นี้หวังว่าการก่อเกิด “วิกฤตการณ์จับกุมพระภิกษุ” ครั้งนี้จะเป็นบทเรียนให้กับคณะสงฆ์และชาวพุทธจะลับปัญญาหาทางออกร่วมกัน ถึงเวลาจับมือเดินหน้าไปด้วยกันหรือยัง? พุธที่ 6 มิถุนายน 2561 เวลา 10.00 น.


ตั้งแต่เกิดวิกฤตการณ์ “จับกุมพระภิกษุ” มานี้ ผมในฐานะคนเคยบวชเรียนเห็นภาพการใช้ความรุนแรงกับพระภิกษุในการเข้าจับกุมแล้ว รู้สึกเศร้าใจ แม้การปฎิบัติการนี้เจ้าหน้าที่จะบอกเป็นไปตามหลักการก็ตามทีความรู้สึกนี้ทุกวันนี้ก็ยังไม่จางหาย

ยิ่งเห็นภาพ “พระมหาเถระ” ที่บวชเรียนบำเพ็ญเพียรมาตั้งแต่เป็นสามเณรจนถึงขั้นรองสมเด็จบางรูปอายุเลยเลข 7 แล้ว ถูกจับสึกยิ่งมีความรู้ถึงสัจธรรมที่ไม่มีอะไรแน่นอน เมื่อหันกลับมามอง “สถาบันสงฆ์” ที่ผ่านมาที่เราเชื่อว่าตลอดว่าประเทศไทย คือ ศูนย์กลางพระพุทธศาสนาของโลก ประเทศไทยมีพุทธศาสนา พระสงฆ์ที่เข้มแข็งและแข็งแกร่งนั้น ไม่ทราบว่าคิดผิดหรือไม่??

วันนี้ทางการจะใช้อำนาจรัฐเข้ามาจัดการกับ “พระสงฆ์” แม้บางคนจะมองว่าเป็นสิ่งดีเพื่อกวาดล้างสิ่งแปลกปลอมออกไป แต่คำถามมีมากมายบางคนมองถึงขนาดว่า “นี่มิใช่การปฎิรูป แต่นี้คือการกวาดล้าง” พระภิกษุที่ถูกจับกุมและติดคุกตอนนี้ไม่ว่าจะเป็น อดีตพระพุทธอิสระ อดีตพระพรหมสิทธิ อดีตพระพรหมดิลก หรือแม้กระทั้งอดีตพระพรหมเมธี”



ผมเชื่อว่าท่านคงเข้าใจหลักแห่งโลกธรรม 8 ได้อยู่แล้ว ยิ่งกฎแห่งไตรลักษ์ทุกรูปนามคงเข้าใจถึงแก่นแท้ หากคดีจบจะกลับมาครองสมณเพศก็คงไม่มีใครคัดค้าน เพราะทราบว่า “ทุกรูปที่ติดคุกตอนนี้ไม่มีใครเปล่งวาจาสึก” ส่วนตำแหน่งทางการปกครองและสมณศักดิ์ ก็ปล่อยให้เป็นเรื่องของบ้านเมืองต่อไป ทุกรูปตอนนี้ล้วนใช้กรณี “อดีตพระพิมลธรรม” เป็นต้นแบบในการดำรงชีวิต

ผมมีคำพูดของ
“อดีตพระพรหมดิลก” ถึงชาวพุทธและศิษยานุศิษย์ที่ท่านฝากมาจากคุกว่า “เรื่องทั้งหลายที่เกิดขึ้นถือเป็นวิบากกรรมของอาตมาเองอาตมาต้องแก้ไขด้วยตัวเองข้างนอกจะว่าอย่างไรก็ช่างเขา แต่ขอให้ทุกๆ คนรักสามัคคีกันไว้ ทุกๆ สถาบัน”

และอีกวรรคหนึ่งว่า “ให้ช่วยกันดูแลปกป้องพระพุทธศาสนา ของเรากันไว้ด้วย...”



หวังว่าชาวพุทธและศิษยานุศิษย์จะเข้าใจตามนี้ เรื่องที่เกิดขึ้น “อดีตพระพรหมดิลก” ท่านถือว่าเป็น “วิบากกรรม” ท่านจะแก้ปัญหาด้วยตัวของท่านเอง พวกเราชาวพุทธที่อยู่ด้านนอกอย่าทะเลาะหรือสร้างความขัดแย้งให้เกิดความปั่นป่วนในสังคม

สิ่งหนึ่งที่ชาวพุทธและคณะสงฆ์ไม่ว่าจะนับถือพระภิกษุรูปใด ไม่ว่าจะเป็นพระภิกษุนิกายใด ตอนนี้สิ่งที่เราจะต้องตระหนักร่วมกันคือ “ความสามัคคี” ที่ผ่านมาพระภิกษุเรามักคิดว่าตัวเองดี ตัวเองเด่น ตัวเองมีตำแหน่งสมณศักดิ์ก่อให้เกิด “ความหลงตัวเอง เกิดอัตตา”

วันนี้คงเห็นแล้วทั้งหมด คือ “ภาพลวงตา” ของแท้คือพระธรรมวินัยที่จะต้องรักษา จะต้องร่วมกันปกป้อง จะต้องร่วมใจการผนึกรวมเป็นหนึ่งรักษากันเอาไว้

นานมาแล้วผมเคยถามอดีตกรรมการร่างรัฐธรรมนูญคนหนึ่งว่า เวลาจะร่างเรื่องเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา จะสอบถามขอความเห็นจากพระสงฆ์รูปใดคำตอบ คือ “สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ประยุทธ์ ปยุตโต)” และถามรัฐมนตรีท่านหนึ่งว่า เรื่องที่เกี่ยวข้องกับปัญหาคณะสงฆ์รัฐบาลประสานกับมหาเถรสมาคมอย่างไรบ้าง??

คำตอบคือ “รัฐบาลประสานงานอย่างใกล้ชิดกับมหาเถรสมาคม 3 รูป คือ พระพรหมมุนี พระพรหมโมลี และพระพรหมบัณฑิต” ผมเชื่อว่าปัญหาที่เกิดขึ้นตอนนี้รัฐบาลและคณะสงฆ์คงมีการประสานงานกันอย่างใกล้ชิดกว่าเดิม ยิ่งหลายวันมานี้ผมเห็นร่างพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ที่แชร์ๆ กันออกมา ค่อนข้างมั่นใจว่าคนเขียนเป็นคนรู้ซึ้งพอสมควรในวงการคณะสงฆ์





เพราะในร่างมีการกระจายอำนาจการบริหารคณะสงฆ์แล้วหากเป็นไปตามร่างนี้คนกุมอำนาจต่อไปไม่ใช่มหาเถรสมาคมแล้ว แต่จะไปตกอยู่กับ  “คณะมหาคณิสสรจำนวน 25 รูป”  ในร่างนี้จะตัดเจ้าคณะหนใหญ่และเจ้าคณะตำบลออกไป เหลือโครงการสร้างการปกครองเป็นภาค จังหวัด อำเภอ เพิ่มเติมมี “กองทุนเพื่อกิจการพระพุทธศาสนาสภาบัณฑิตพุทธศาสตร์”

และในส่วนของวัดก็จะมีคณะกรรมการบริหารวัดแต่ละวัด ซึ่งตรงนี้ฆราวาสจะเข้ามามีส่วนร่วมด้วย หวังว่าหากร่างที่แชร์กันอยู่ตอนนี้คงเป็นร่างพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ที่จะแก้ไขจริง

หวังว่าการก่อเกิด “วิกฤตการณ์คณะสงฆ์” ครั้งนี้จะเป็นบทเรียนทั้งให้กับคณะสงฆ์และชาวพุทธจะลับปัญญา หาทางออกร่วมกัน เพื่อความมั่นคงแห่งพระพุทธศาสนาและที่หวังยิ่งว่า คือเป็นการปฎิรูป มิใช่การทำลายล้าง ส่วนคณะสงฆ์ป้อมปราการกำแพงวัดพระคุณเจ้าเองตอนนี้ใกล้แตกแล้ว

อย่ายึดติดว่าเป็นพระป่า พระบ้าน พระเมือง พระกรุง หรือมหานิกาย ธรรมยุติกนิกาย ก็คงถึงเวลาแล้วกระมั่ง ต้องจับมือเดินหน้าไปด้วยกัน!!
…...................................
คอลัมน์ : ริ้วผ้าเหลือง
โดย “เปรียญ10” : riwpaalueng@gmail.com

 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

ความคิดเห็น

บอกต่อ : 6.22K