อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 18 สิงหาคม 2561

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 18 สิงหาคม 2561

"โรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองกับอาการปวดท้อง"

โรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง (Lymphoma) คือ โรคที่เกิดจากการแบ่งตัว เพิ่มจำนวนมากขึ้นอย่างผิดปกติของเม็ดเลือดขาวภายในระบบน้ำเหลืองที่กระจายอยู่ทั่วร่างกาย อาทิตย์ที่ 10 มิถุนายน 2561 เวลา 05.20 น.

โรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง (Lymphoma) คือ โรคที่เกิดจากการแบ่งตัว เพิ่มจำนวนมากขึ้นอย่างผิดปกติของเม็ดเลือดขาวภายในระบบน้ำเหลืองที่กระจายอยู่ทั่วร่างกาย เช่น ต่อมน้ำเหลืองบริเวณลำคอ รักแร้ ขาหนีบ ช่องอก และช่องท้อง รวมถึง เม็ดเลือดขาวภายในเนื้อเยื่อน้ำเหลือง ในเยื่อบุอวัยวะต่าง ๆ นอกต่อมน้ำเหลือง เช่น สมอง โพรงจมูก/ไซนัส เต้านม กระเพาะอาหาร ลำไส้ ผิวหนังและกระดูก

โรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง มักจะปรากฏ อาการออกมา ในลักษณะของต่อมน้ำเหลือง ที่มีขนาดโตขึ้น ซึ่งจะคลำพบได้ง่ายในบริเวณที่อยู่ตื้น ๆ เช่น ข้างลำคอ รักแร้ และขาหนีบ แต่การที่ผู้ป่วยมีต่อมน้ำเหลืองโตก็ยังไม่ได้หมายความว่า จะต้องเป็นโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองเสมอไป ต่อมน้ำเหลืองที่โตขึ้น อาจเกิดจากการเพิ่มขึ้นของจำนวนเซลล์เม็ดเลือดขาว เพื่อที่จะต่อสู้กับเชื้อโรค ในอวัยวะใกล้เคียงที่มีการติดเชื้อ ซึ่งเป็นกลไกปกติของร่างกาย หรือ อาจมีการกระจายของมะเร็งชนิดอื่นมาที่ต่อมน้ำเหลืองได้เช่นกัน อาการอื่น ๆ ที่อาจพบได้ในผู้ป่วยโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง ได้แก่ ไข้เรื้อรังที่หาสาเหตุอื่นไม่พบ น้ำหนักลด เหงื่อออกกลางคืน ผื่นหรือแผลที่ผิวหนัง รวมถึงอาการผิดปกติที่เกิดจากการกดเบียดของก้อนต่อมน้ำเหลืองที่โตขึ้น หรืออาจเกิดแผลในอวัยวะต่าง ๆ เช่น ปวดท้อง ท้องอืดแน่นหรือโตขึ้น ตับม้ามโต เลือดออกจากทางเดินอาหาร ไอเรื้อรัง หรืออาการทางสมอง เช่น แขนขาอ่อนแรง สับสน หมดสติ เป็นต้น

อาการปวดท้องที่มีสาเหตุมาจากโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองในระบบทางเดินอาหาร เช่น กระเพาะ หรือลำไส้ ผู้ป่วยอาจจะมีอาการปวดจุกแน่นท้อง อาเจียน ถ่ายปนเลือดหรือสีดำผิดปกติ ลำไส้อุดตัน ไม่ถ่าย ไม่ผายลม และหากก้อนโตมาก อาจคลำเจอก้อนผ่านทางผิวหนังหน้าท้องได้ รวมถึง ตับม้ามอาจมีขนาดโตขึ้นมากจนเกิดอาการแน่นท้องและสามารถคลำได้ โรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองที่เกิดขึ้นบริเวณนี้ มีทั้งชนิดโตช้า แบบค่อยเป็นค่อยไป (Indolent Lymphoma) เช่น Mucosa Associated Lymphoid Tissue Lymphoma (MALT) หรือ Follicular Lymphoma และชนิดโตเร็ว อาการรุนแรง (Aggressive Lymphoma) เช่น Diffuse Large B Cell Lymphoma (DLBCL) ซึ่งกระเพาะอาหาร เป็นอวัยวะนอกต่อมน้ำเหลือง ที่พบมะเร็งต่อมน้ำเหลืองได้บ่อย และประมาณครึ่งหนึ่งของผู้ป่วยกลุ่มนี้จะเป็นโรคมะเร็งชนิด Gastric MALT Lymphoma ที่มีสาเหตุเริ่มต้นมาจากการติดเชื้อ H Pylori  (Helicobacter  Pylori) เป็นระยะเวลานาน จนเกิดเป็นโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองขึ้น และเป็นที่ทราบกันดีว่า หากตรวจพบโรคมะเร็งชนิดนี้ในระยะเริ่มต้น ประมาณ 3 ใน 4 ของผู้ป่วยกลุ่มนี้ จะสามารถหายขาดจากโรคมะเร็งได้ด้วยการให้ยาเพื่อกำจัดเชื้อ H Pylori โดยอาจไม่จำเป็นต้องได้รับยาเคมีบำบัดเพิ่มเติม ซึ่งผู้ป่วยจะมีอัตราการรอดชีวิตสูงถึงร้อยละ 90 และมีอัตราการมีชีวิตอยู่โดยปราศจากโรคที่ 5 ปีสูงถึงร้อยละ 75 แต่ในกรณีที่ตรวจไม่พบการติดเชื้อ H Pylori การรักษาด้วยยาฆ่าเชื้อ จะมีโอกาสช่วยให้โรคมะเร็งสงบลงได้เพียงร้อยละ 15 ของจำนวนผู้ป่วยทั้งหมด



ดังนั้นกลุ่มผู้ป่วยที่ตรวจไม่พบการติดเชื้อชนิดนี้ รวมถึงผู้ป่วยที่ตรวจพบการติดเชื้อ แต่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยยาฆ่าเชื้อ, กลุ่มที่โรคมะเร็งลามลงไปถึงชั้นลึกของกระเพาะอาหาร และโรคที่อยู่ในระยะแพร่กระจายแล้ว หรือผู้ป่วยที่เป็นโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดอื่น ๆ ที่ไม่ใช่ MALT Lymphoma ก็สมควรที่จะต้องได้รับการรักษาด้วยยาเคมีบำบัด หรือการฉายแสงรังสีรักษาต่อไป

โรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิด MALT Lymphoma ที่มีสาเหตุมาจากการตอบสนองของร่างกายต่อการติดเชื้อไวรัส นอกจากจะพบได้บ่อยในกระเพาะอาหารแล้ว ก็ยังอาจพบได้ในอวัยวะอื่น ๆ อีก อาทิ ที่ต่อมน้ำลาย เปลือกตา ลำไส้เล็ก แต่แนวทางการรักษาด้วยการให้ยาฆ่าเชื้อ ยังไม่มีข้อมูลที่ชัดเจนเท่ากับโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิด MALT Lymphoma ที่เกิดจากเชื้อ H Pylori ในกระเพาะอาหาร

กล่าวโดยสรุป อาการปวดท้องที่หลายคนอาจจะรู้สึกว่าเป็นอาการธรรมดา ๆ ที่พบได้บ่อย ไม่ค่อยมีอันตรายมากนัก เกิดง่ายหายเร็ว และส่วนมากก็จะมีสาเหตุมาจากการรับประทานอาหารที่ไม่ถูกสุขลักษณะ เช่น อาการของโรคกระเพาะ ท้องอืด ท้องเสีย ท้องผูก อาหารไม่ย่อย เป็นต้น แต่หากผู้ป่วยสังเกตได้ว่าตนเองมีอาการปวดท้องเรื้อรัง ไม่หายขาด เป็นซ้ำบ่อย ๆ หรือรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ รวมถึงอาจมีอาการเตือนอื่น ๆ ร่วม เช่น เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน น้ำหนักลด ผายลมไม่ได้ ถ่ายไม่ออก ถ่ายอุจจาระปนเลือดหรือมีสีดำสนิท คลำเจอก้อนเนื้อที่หน้าท้อง หรือมีตัวเหลือง ตาเหลือง ผู้ป่วยควรจะต้องรีบไปพบแพทย์ เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยหาสาเหตุ โดยการส่องกล้องเข้าไปดูสภาพภายในกระเพาะอาหารและลำไส้ หรืออาจจำเป็นต้องตัดชิ้นเนื้อที่น่าสงสัยออกมาตรวจทางพยาธิวิทยา ว่าเป็นเนื้องอกหรือไม่ ชนิดใด รวมถึงการ X-Ray Computer หรือทำ Ultrasound เพื่อประกอบการวินิจฉัยต่อไป

และหากพบว่าผู้ป่วยเป็นโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดโตช้าจำพวก MALT Lymphoma ในระยะเริ่มต้น และมีการติดเชื้อ H pylori ร่วมด้วย การรักษาด้วยการให้ยาฆ่าเชื้อเพียงอย่างเดียว ก็มีโอาสค่อนข้างสูงที่ก้อนมะเร็ง จะสามารถยุบหายไปได้ โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งยาเคมีบำบัดแต่อย่างใด แต่ในกรณีของผู้ป่วยที่เป็นโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดอื่น ๆ ที่ไม่ใช่จำพวก MALT Lymphoma ผู้ป่วยจำเป็นต้องได้รับการรักษาด้วยการให้ยาเคมีบำบัด ฉายแสงรังสี หรือผ่าตัดร่วมด้วย แม้กระนั้น มากกว่าครึ่งหนึ่งของผู้ป่วยที่เป็นโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองกลุ่มนี้ จะมีอาการตอบสนองต่อการรักษาโดยรวมที่ค่อนข้างดี มีโอกาสที่จะหายขาดจากโรคและกลับมาใช้ชีวิตอย่างปกติได้ หากผู้ป่วยหมั่นสังเกตตัวเองและรีบเข้ามารับการตรวจวินิจฉัยจากแพทย์ เพื่อให้ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง เหมาะสม อย่างรวดเร็วและทันท่วงที ทั้งนี้ผู้ป่วยจะต้องปฏิบัติตามคำแนะนำจากแพทย์ผู้ให้การรักษาอย่างเคร่งครัดด้วย

แพทย์หญิงพรรณี ประดิษฐ์สุขถาวร หัวหน้าหน่วยโลหิตวิทยา โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ สมาคมโลหิตวิทยาแห่งประเทศไทย.

---------------------------------
นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์.

 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

ความคิดเห็น

บอกต่อ : 33