อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 14 สิงหาคม 2561

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 14 สิงหาคม 2561

ปฏิรูปพระพุทธศาสนา! แยก'สงฆ์'ออกจาก'ทรัพย์'

สัปดาห์นี้หลังเกิดเรื่องวุ่นวายในสถาบันสงฆ์ชาวพุทธต้องตั้งสติให้ดี ว่าพระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนวิธีการทำบุญกับพวกเราอย่างไร?? พุธที่ 13 มิถุนายน 2561 เวลา 10.00 น.


ใครได้อ่านโพสต์ของ คุณไพศาล พืชมงคล ย่อมจินตนาการได้ว่าเรื่องวุ่นเกี่ยวกับการทุจริตในสถาบันสงฆ์ไล่ตรวจสอบตั้งแต่กรรมการมหาเถรสมาคม ซึ่งเปรียบเสมือนรัฐมนตรีของคณะสงฆ์ ลามไปถึงระดับวัด นำไปสู่เป้าหมายเพื่อ “การจัดระเบียบเงินบริจาคสู่เป้าหมาย คือสำนักงานทรัพย์สินพุทธศาสนา”

ใครก็ตามเมื่อได้อ่านหนังสือสั่งการของ ...พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ให้สำรวจบัญชีวัดและพระไม่จำเป็นต้องถือเงินสดให้โอนเข้าบัญชีวัดส่วนกลางทันทีสอดรับกับแนวคิดของ คุณไพศาล อย่างยิ่ง ทั้งแนวคิดของ คุณไพศาล และการสั่งการของ...พงศ์พร ล้วนเป็นไปตามแนวทางปฎิรูปคณะสงฆ์ของ คุณไพบูลย์ นิติตะวัน อดีตประธานคณะกรรมการปฏิรูป ข้อแรก ที่ระบุไว้ว่า...



“เรื่องทรัพย์สินของวัดหรือของพระสงฆ์ ปัจจุบันวัดเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายคณะสงฆ์ ที่กำหนดให้เจ้าอาวาสเป็นตัวแทนของวัดในการดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สินของวัด มีอำนาจทำนิติกรรมไปให้บุคคลใดก็ขึ้นอยู่กับอำนาจของเจ้าอาวาส การแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมาจัดการดูแลวัดจะเป็นคนของเจ้าอาวาสทั้งสิ้น หลายกรณีคนเป็นญาติพี่น้อง คนรับใช้ คนสนิททำให้อำนาจเด็ดขาดอยู่ที่เจ้าอาวาส”

และแนวคิดการจัดการทรัพย์สินวัดและพระภิกษุทั้งหมดนี้ล้วนกระจ่างชัดยิ่งขึ้น เมื่อฟังบทสนทนาธรรมของ อาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ มูลนิธิศึกษาและเผยแพร่พระพุทธศาสนา ที่รณรงค์อย่างเข้มข้นว่า “หยุดทำร้ายพระพุทธศาสนา หยุดถวายเงินแด่พระภิกษุ-สามเณร”



ใครได้ติดตามการทำงานของตำรวจที่กำลังไล่ล่า “อดีตพระพรหมเมธี” ผู้ต้องหาคดี “เงินทอนวัด” ก็จะกระจ่างชัดว่าคดีนี้ตำรวจให้น้ำหนักไปที่พระคุณเจ้ามากกว่าตัวการที่ลอยนวลอยู่ต่างประเทศและในประเทศ

ความวุ่นวายของ “คณะสงฆ์” ตอนนี้ใครที่ได้อ่านโพสต์ของ คุณพิสิฐชัย สว่างวัฒนากร กรมสอบสวนคดีพิเศษ หากเป็นจริงต้องรู้ว่า “เป้าหมาย” คืออะไร?? ย่อมกระจ่างชัดทิศทางแนวโน้มการปรับโครงสร้างคณะสงฆ์ เพราะหากเป็นจริง “เหมือนชัตดาวน์” คณะรัฐมนตรีของพระ คือ “มหาเถรสมาคม”

สรุปชัดๆ
“เงิน” คือตัวปัญหาที่คนบางกลุ่มเชื่อว่า “สังคมสงฆ์เน่าเฟะ” เงินคือตัวปัญหาที่ทำให้หรือถูกทำให้เชื่อว่า “บ่อนทำลายวิถีแห่งสมณะผู้มุ่งบวชเพื่อความหลุดพ้นจาก ความโกรธ ความโลภและความหลง”



ด้วยเหตุผลดังกล่าวนี้ การจะให้ประเทศไทยมี
“พุทธศาสนา” ที่บริสุทธิ์ผุดผ่องตามแนวทางแห่งการปฏิรูปพุทธศาสนา “รัฐจำเป็นต้องการคุมศาสนสมบัติทั้งส่วนกลางและของวัดของพระภิกษุที่นับรวมแล้วหลายแสนล้านบาทหากรวมกับศาสนสมบัติของวัดด้วยแล้วมูลค่าน่าจะนับล้านล้านบาท” ให้อยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐ เป้าหมายทั้งหมดจบตรงนี้

เรื่องความวุ่นวายใน “สถาบันสงฆ์” ชาวพุทธต้องตั้งสติให้ดี ความผิดพลาดเกิดขึ้นต้องพิจารณาบนฐานแห่งปัญญา “อย่าใช้อารมณ์ตัดสินโดยขาดฐานข้อมูล” เรื่องนี้แบบนี้ “ไม่มีมูลหมาไม่ขี้” ชาวพุทธทุกคนล้วนเจ็บปวดเมื่อพระคุณเจ้าอันเป็นที่เคารพรักถูกจับกุมและตั้งข้อหา

แต่เรื่องที่เกิดขึ้นพระคุณเจ้าที่ถูกต้องคดีล้วนทราบแก่ใจเป็นที่สุดว่า “จริงหรือไม่จริง” ดังพระพุทธเจ้ากล่าวแก่ นางจิญจมาณวิกา ผู้กล่าวใส่ร้ายพระพุทธองค์ว่า “ดูก่อนน้องหญิง เรื่องนี้เจ้ากับเรา 2คนเท่านั้นรู้กันว่าจริงหรือไม่จริง??”



เรื่องที่เกิดขึ้นพวกเราชาวพุทธตั้งสติแล้วมองย้อนกลับไปว่า “พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนวิธีการทำบุญกับพวกเราอย่างไร” ระหว่างทานมัย ศีลมัย และภาวนามัย การบำเพ็ญบุญแบบไหนที่ถือว่า “เป็นแก่นแท้และรักษาพุทธศาสนาได้อย่างยั่งยืนและมั่นคง”

แล้วที่ผ่านมา ชาวพุทธไทยบำเพ็ญบุญเป็นไปตามแนวทางคำสั่งสอนขององค์สัมมาสัมพุทธเจ้าจริงหรือไม่?? หรือแท้จริงแล้วพวกเราชาวพุทธนั่นเองไปซ้ำเติมให้พระคุณเจ้า “ต้องเสวยวิบากอยู่” ณ ตอนนี้

ปรากฏการณ์ “ชำระล้าง” สถาบันสงฆ์แบบนี้ก็มิใช่มีและเกิดขึ้นครั้งแรก ในอดีตกาลก็เคยมีและอนาคตก็จักมีต่อไปหากสถาบันสงฆ์ “ยังอ่อนแอและอิงกับระบบอุปถัมภ์” เหมือนอดีตที่ผ่านมา ประวัติศาสตร์สร้างบทเรียนให้กับคณะสงฆ์มากมาย

แต่ “คณะสงฆ์” ก็ยังไม่เคยสำนึก ปรากฎการณ์คราวนี้หวังว่า “คงมีจิตสำนึก” แล้วว่าหน้าที่ของพระภิกษุคืออะไร และควรมีจิตสำนึกต่อสังคมแบบไหน เพราะที่ผ่านมา “ความนิ่งเฉยและการยึดติด” นั่นแล คือภัยที่มาถึงตัวท่านและภาพรวม คือก่อให้เกิดภัยต่อ
“พระพุทธศาสนา” ด้วย.
…..........................................
คอลัมน์ : ริ้วผ้าเหลือง
โดย “เปรียญ10” : riwpaalueng@gmail.com


ขอคุณภาพบางส่วนจาก : sites.google

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    46%
  • ไม่เห็นด้วย
    54%

ความคิดเห็น

บอกต่อ : 1.04K