อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 23 กันยายน 2561

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 23 กันยายน 2561

"คนเฝ้าป่า"หัวใจทรนง หน้าที่ยิ่งใหญ่แต่รายได้น้อยนิด

เปิดปูม “คนเฝ้าป่า”ผู้อุทิศกาย-ใจให้แผ่นดิน เผยนอนกลางดินกินกลางทรายของแท้ ชีวิตลำบากยากแค้นสุด ๆ หน้าที่อันยิ่งใหญ่ แต่รายได้น้อยกว่าค่าแรงขั้นต่ำต่างด้าว เสาร์ที่ 16 มิถุนายน 2561 เวลา 09.00 น.


คงทราบกันดีกรณีรัฐบาลประกาศขึ้นค่าแรงขั้นต่ำปี 61แบ่งเป็น 7 อัตรา ต่ำสุดวันละ 308 บาท สูงสุดที่ จ.ภูเก็ต ชลบุรี ระยอง วันละ 330 บาท มีผล 1 เม.ย. 2561...ขอยินดีย้อนหลังกับแรงงานทุกท่าน และขอขอบคุณภาครัฐที่เห็นความสำคัญกับมนุษย์ที่ได้ชื่อว่า“คนหาเช้ากินค่ำ”เหล่านี้

อย่างไรก็ตามอยากถามท่านผู้มีอำนาจทั้งหลายว่าท่านมองครบทุกด้านหรือยัง เนื่องจากยังมีบุคคลที่เป็นตัวจักรสำคัญในการรักษาผืนป่าของประเทศนี้ไว้ไม่ให้ถูกทำร้าย...พวกเขาคือลูกจ้างชั่วคราวกรมป่าไม้ หรือที่เรียกว่า “คนเฝ้าป่า” พวกเขาทำงานหนัก นอนกลางดินกินกลางทราย ใช้ชีวิตอยู่ในป่าด้วยความยากลำบาก...ทำด้วยหัวใจที่มาพร้อมกับหน้าที่ความรับผิดชอบอันยิ่งใหญ่ แต่ทำไมค่าตอบแทนถึงได้น้อยกว่าค่าแรงขั้นต่ำ แถมต้องทำสัญญาปีต่อปี



น่าสังเวชกับสังคมนี้จริง ๆ เขาจะให้ความสนใจ-ให้ความสำคัญกับคนเหล่านี้ก็ต่อเมื่อเกิดกระแสขึ้นมาเท่านั้น เมื่อข่าวจางหายไปทุกอย่างก็กลับเข้าสู่สภาพเดิมอีกครั้ง...คำว่า “ฮีโร่”มันทำให้หัวใจสดใสพองโตก็จริง แต่มันกินไม่ได้

เกริ่นนำวีคนี้คงไม่ต้องบอกนะว่า “คนดี”ของเรื่องเป็นใคร ทุกท่านทราบกันดีกรณีข่าว “เสือดำ” พวกเขาอุทิศตัวเองรักษาป่า-หวงแหนคุ้มครองชีวิตสัตว์ป่า ใหญ่แค่ไหนหากทำผิดก็จับส่งตำรวจดำเนินคดี “คนเฝ้าป่า”ไม่เคยเรียกร้องอะไรใช้ชีวิตอย่างทรนง ก้มหน้าก้มตาทำงานด้วยความภาคภูมใจ แต่ด้วยภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ชีวิตคนเรามันจำเป็นต้องเดินต่อไป แล้วอะไรล่ะที่พอจะช่วยเหลือพวกเขาได้...ลองไปฟังกันดู



มีชัย กุละ” อายุ 46 ปี เจ้าหน้าที่หน่วยพิทักษ์ป่าหนองยาว อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี บอกว่า เข้าทำงานตั้งแต่ปี 52 ตอนอายุ 20 ปีมีอาชีพเข้าป่าล่าสัตว์นำมาขายเลี้ยงชีพ ทำกันมาตั้งแต่รุ่นพ่อ ล่าสัตว์สิบกว่าปีก็มาสมัครทำงานป่าไม้ สาเหตุคือเจ้าหน้าที่ป่าไม้เข้ามาปราบปรามจริงจังก็เลยมีความคิดอยากทิ้งชีวิตนักล่ามาใช้ชีวิตให้มันดีกว่าเก่า ที่ผ่านมา 9 ปี เห็นอะไรหลายๆอย่างที่หัวหน้าเขาทำก็อยากทำตาม บางครั้งเห็นหัวหน้าโดนอิทธิพลภายนอกกลั่นแกล้งหลายครั้ง แต่เขาก็ยังทนอยู่ได้ เราเป็นลูกน้องก็ต้องอยู่ได้ และก็อยู่มาจนทุกวันนี้

ตอนมาทำงานใหม่ๆ แค่อยากลองว่าเป็นอย่างไง แค่อยากมีงานทำ พออยู่มานาน ๆ ก็มีจิตสำนึกขึ้นว่าเราแค่คนกะเหรี่ยงตัวเล็กๆ แต่เขาให้เรารับผิดชอบดูแลรักษาป่าพื้นที่ 300,000 กว่าไร่ รู้สึกภูมิใจที่เขาไว้ใจ เคยท้อเหมือนกันส่วนใหญ่เรื่องเงินตอบแทน ผมเข้ามาใหม่ๆเงินเดือน 3,400 บาท รอ 5 เดือนถึงเงินเดือนจะออกสักครั้ง ระหว่างที่รอเงินเดือนออกก็ต้องอาศัยหัวหน้าไปเชื่ออาหารตามร้านค้าในหมู่บ้านมาให้กิน เวลาเงินออกก็เอาไปใช้ อยู่มาจนปัจจุบันเงินเดือน 7,500 บาท ไม่ขึ้นมา 6 ปีแล้ว”



ส่วนประเด็นที่มีการล่าเสือดำไปกิน เป็นความเชื่อผิดๆที่เล่าต่อกันมา สิ่งที่อยากได้ตอนนี้คืออยากให้มีการบรรจุเป็นเจ้าหน้าที่ เพราะบางคนอยู่มาเป็นสิบปียังไม่มีการบรรจุ ถ้าไม่บรรจุก็ขอเพิ่มเงินเดือนอย่างน้อยเท่าค่าแรงงานขั้นต่ำก็ยังดี และใช้สิทธิ์สวัสดิการเวลาเจ็บป่วย เพราะทุกวันนี้ไม่มีสิทธิ์เบิกค่าอะไรเลย

อนุรักษ์ บุญคุณ” อายุ 36 ปี บอกว่า ทำงานมา 7 ปี เวลาลาดตระเวนเดินป่าจะออกไปครั้งละ 5 คน ใช้เวลา 5 วัน 4 คืนโดยมีหัวหน้าหน่วยอุทยานเป็นผู้นำ จะเดินตามพิกัดที่เฮลิคอปเตอร์ชี้เป้าว่าพบผู้กระทำความผิด เช่น เผาป่า ตัดไม้ก็จะเดินเท้าเข้าไปยังจุดหมาย ส่วนมากจะไม่พบคนทำผิด ต้องใช้วิธีทำลายพืชการเกษตร ถ้าเป็นไม้ก็ยึดคืนหรือถ้าเจอซากสัตว์ที่โดนล่าก็จะเผาซากทิ้ง

การเดินป่าค่อนข้างลำบาก ขาดแคลนเรื่องอาหาร ส่วนมากอาหารที่กินประจำคือปลากระป๋อง- อาหารแห้งทั่วไป ไม่มีโอกาสได้กินอาหารป่าเพราะกฎข้อบังคับห้ามเด็ดขาดไม่ให้เจ้าหน้าที่กินสัตว์ป่าทุกชนิด ถึงแม้เจอสัตว์ป่าที่ตายไปแล้วก็ต้องเผาทิ้ง ส่วนตัวที่อยากได้รับการบรรจุหรือเพิ่มเงินเดือน แต่ถึงแม้ว่าไม่ได้ก็ยังยินดีที่จะอยู่ดูแลป่าตลอดไป เพราะมันคือหน้าที่อยู่แล้ว



สมหมาย พุฒน์กล่ำ ตำแหน่งพนักงานพิทักษ์ป่า ส.2 หัวหน้าหน่วยพิทักษ์ป่าหนองยาว กล่าวว่า เข้ามาทำงานเมื่อปี 26 ตำแหน่งเจ้าหน้าที่ เงินเดือน 750 บาท ใช้วุฒิมัธยมปลายที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอำเภอสวนผึ้ง สาเหตุตอนนั้นขาดแคลนเจ้าหน้าที่ เพราะคนที่จะทำงานป่าไม้ต้องจบจากโรงเรียนป่าไม้ จ.แพร่ ต่อมาโรงเรียนป่าไม้ปิดลงจึงขาดแคลนเจ้าหน้าที่สายตรงที่จะมาทำงานก็คือคนที่จบวนศาสตร์ แต่ปรากฏว่าไม่มีใครมาเพราะว่ามันลำบาก ส่วนมากจะเลือกไปเป็นเจ้าหน้าที่ในเมือง

ต่อมาปี 32 สอบบรรจุได้เงินเดือน 2,400 บาท วันรายงานตัวทางกรมฯเพิ่มให้อีก 100 เป็น 2,500 บาท ตอนแรกถูกส่งมาทำงานที่ จ.เชียงใหม่ ผ่านการอบรมจำนวนมากมายจนเป็นผู้ชำนาญการ ตอนนี้รู้สึกรักป่ามาก ป่าเปรียบเสมือนชีวิตของเรา ซึ่งตอนแรกสมัครไปแค่อยากมีงานทำ ทั้งนี้การเป็นเจ้าหน้าที่ป่าไม้ต้องอยู่ร่วมกับชาวบ้าน ต้องเข้าใจ-เข้าถึงพวกเขา พวกน้อง ๆ จบใหม่เรียนสายตรงพอมาทำงานก็จะใช้กฎหมายที่เรียนมาอย่างเด็ดขาดกับชาวบ้าน ซึ่งจริงๆแล้วมันทำไม่ได้ ต้องอธิบายให้ชาวบ้านเขาหวง และรักป่า ไม่ใช้เอากฎหมายมาใช้ ชาวบ้านเขาจะหนีไม่ให้ความร่วมมือ ปัจจุบันการล่ายังมีแต่น้อยมาก ส่วนเรื่องการบุกรุกป่าไม่มี ซึ่งพื้นที่ทั้งหมดที่ดูแล 305,820 ไร่ กำลังจะเพิ่มอีก 300,000 กว่าไร่ รวม 600,000 กว่าไร่ มีหน่วยดูแลอยู่ 8 หน่วย เจ้าหน้าที่ประมาณ 100 นาย



สมหมาย” บอกอีกว่า “สุดท้ายอยากเรียกร้องให้ลูกน้องได้มีโอกาสบรรจุ หรือเพิ่มสวัสดิการให้หน่อย เพราะตอนนี้เงินเดือนแค่ 7,500 เทียบกับแรงงานขั้นต่ำยังน้อยกว่าคนงานต่างด้าวที่มาทำงานบ้านเรา ด้วยซ้ำ พวกเขาไม่มีสวัสดิการ ไม่มีประกันสังคม ไม่มีสิทธิ์เบิกใด ๆ ทั้งสิ้น ทุกวันนี้พวกเราอยู่ได้เพราะได้รับการอนุเคราะห์ทั้งวัสดุอุปกรณ์จากผู้นิยมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ เจ้าหน้าที่วันไหนไม่ไปลาดตระเวนก็จะมีกิจกรรมกับบุคคลภายนอก เช่น การทำโป่งเทียม การทำฝายกั้นน้ำ การปลูกป่า การชักชวนเยาวชนให้เข้ามาทำกิจกรรมในป่าจะได้มีจิตสำนึก รู้สึกหวงแหนป่าเอาไว้ให้คนรุ่นหลังต่อไป”

อาทิตยา อรุณวัฒนะ” หรือครูจุ๊ ผู้ช่วยครูผู้ดูแลเด็กองค์การบริหารส่วนตำบลตะนาวศรี อ.สวนผึ้ง นักเดินป่าผู้หญิงคนเดียวที่เจ้าหน้าที่ป่าไม้รู้จักกันดีจนมีฉายาว่า ''ครูป่า รักษาไพร''บอกว่า ไปเดินป่ากับเจ้าหน้าที่ศึกษาช้างป่า และการทำงานความเป็นอยู่ของเจ้าหน้าที่ ด้วยข้อจำกัดของงานประจำทำให้เดิน ป่าได้แค่ปีละครั้ง หรือสองครั้ง เพราะในแต่ละรอบใช้เวลาหลายวัน

สิ่งที่พบคือความเป็นอยู่ของเจ้าหน้าที่ป่าไม้แตกต่างกับพวกเรามาก เรามีไฟฟ้ามีทีวีมีสัญญาณโทรศัพท์ใช้ แต่พวกเขาไม่มีแม้ผู้คนที่จะผ่านไปมาด้วยซ้ำ รอบตัวมีแต่ป่า บางครั้งต้องเฝ้าหน่วยคนเดียว เพราะต้องแบ่งกำลังไปลาดตระเวน ที่น่าเห็นใจมากคือค่าตอบแทนที่ต่ำมากกับการรับผิดชอบผืนป่าเป็นแสนไร่ ต้องออกลาดตระเวนหลายวัน เสบียงที่ได้รับก็น้อย ถ้าหัวหน้าหน่วยใจดีมีเงินสำรองก็จะได้เสบียงไปมากไม่ต้องหาซื้อเอง ข้าวเทใส่ใบตองกินกับมือ”



''ครูป่า รักษาไพร'' บอกอีกว่า เจ้าหน้าที่ต้องแบกเป้ที่หนัก ฝนตกต้องเผชิญอุปสรรคจากสัตว์ป่า เช่น สัตว์เลื้อยคลานมีพิษ ต้องทำงานถ่ายภาพส่งหน่วยเหนือ แบกปืนซึ่งไม่แน่ใจว่ายิงออกหรือไม่ แบกเป้ที่เย็บมาจากถุงปุ๋ย ฟรายชีสที่ไม่รู้ว่าจะกันฝนได้หรือไม่ เปลซึ่งไม่มีมุ้งให้ครอบนอน อาหารที่ต้องแบกมีปลากระป๋องเป็นโหล ข้าวสารคนละ2กก. ไม่มีถุงกันฝนต้องใช้ถุงดำกันเปียก ยามใดที่ได้เห็นได้พูดคุยกับเจ้าหน้าที่บอกตรง ๆ รู้สึกห่อเหี่ยวสงสารพวกเขามากอยากให้เจ้าหน้าที่มีความเป็นอยู่ดีกว่านี้ แต่ก็ช่วยได้แค่ให้กำลังใจ และเดินเคียงข้างพวกเขาเวลาเข้าป่าเท่านั้น

อ่านแล้วดูภาพประกอบเรื่อง...พวกท่านรู้สึกอย่างไรกันบ้างล่ะ สำหรับ“เหยี่ยวขาว”พูดได้คำเดียวว่าขอคารวะหัวใจหน่วยพิทักษ์ป่าฯทั่วประเทศจากใจจริง เคยเห็นข่าวผ่านตาเหมือนกันเรื่องรายได้เม็ดเงินในแต่ละปีที่กรมอุทยานฯเก็บจากนักท่องเที่ยว"ค่าเหยียบพื้นที่" เยอะไม่ใช่เล่น...ทั้งนี้ฝากไปถึงผู้ใหญ่ในบ้านเมืองสิ่งที่พวกเขาร้องขอมันเป็นเพียงความหวังเท่านั้น ไม่ให้ก็ไม่เป็นไร การที่นำเรื่องราวมาตีแผ่หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะไม่ทำให้พวกเขาต้องเดือดร้อน...ตรงกันข้ามหากคำขอเป็นผล “เหยี่ยวขาว”ขอกราบแทบเท้าพวกท่านทุกคนที่ไม่ละเลย ทราบเรื่องแล้วรีบสั่งการช่วยเหลือผู้ใต้บังคับบัญชาทันที.

..........................................
คอลัมน์ คนดีของสังคม
โดย “เหยี่ยวขาว”
ขอบคุณข้อมูล-ภาพ ขจร วัตรเอก ผู้สื่อข่าวเดลินิวส์ออนไลน์ จ.นครปฐม


ร่วมสนับสนุนคนดีของสังคมโดย :


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 415