อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 19 พฤศจิกายน 2561

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 19 พฤศจิกายน 2561

'พระพุทธศาสนา'ตกอยู่ในภาวะวิกฤติ! ตอน 8

สัปดาห์นี้เอ่ยถึงสิ่งที่ “พุทธบริษัท” พึงรู้และเข้าใจในพุทธศาสนาอย่างถูกต้อง โดยต้องศึกษาพระธรรมเพื่อดำเนินชีวิตได้อย่างถูกต้องเหมาะสม มีอะไรบ้างไปติดตามกัน พฤหัสบดีที่ 21 มิถุนายน 2561 เวลา 10.00 น.


ความไม่รู้ (อวิชชา) เป็นรากเหง้าสำคัญที่ทำให้ “พุทธบริษัท” เป็นผู้มีความเห็นผิด (มิจฉาทิฏฐิ) ส่งผลให้เป็นผู้ที่ไม่มีความรู้และไม่มีความเข้าใจใน “พระพุทธศาสนา” อย่างถูกต้อง จึงนำไปสู่การประพฤติปฏิบัติอย่างผิดๆ ไม่ถูกต้องตรงตามหลักธรรมคำสอนของพระบรมศาสดา พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า

แม้จะเป็น “พุทธบริษัท” ไม่ว่าจะเป็นภิกษุที่อยู่ในเพศบรรพชิตหรืออุบาสก อุบาสิกาที่อยู่ในเพศคฤหัสถ์ ก็เป็นเพียงแต่พุทธบริษัทที่นับถือพระพุทธศาสนา แต่ไม่ประกอบด้วยปัญญา ผลที่เกิดขึ้นนอกจากจะก่อให้เกิดโทษต่อตนเองและผู้อื่นแล้วยังเป็นการทำลายพระพุทธศาสนาอย่างรู้เท่าไม่ถึงการณ์อีกด้วย

สิ่งที่ “พุทธบริษัท” พึงรู้เพื่อความรู้ถูกและเข้าใจถูกใน “พระพุทธศาสนา” คือก่อนที่พระพุทธองค์จะเสด็จดับขันธปรินิพพานเมื่อปีพุทธศักราชที่ 0 พระองค์ไม่ได้ทรงแต่งตั้งผู้ใดเป็นศาสดาสืบแทน โดยทรงฝากพระพุทธศาสนาไว้กับพุทธบริษัททั้งหลาย มีพระธรรมเป็นศาสดาสืบแทน พุทธบริษัทไม่ว่าจะเป็นภิกษุ อุบาสก อุบาสิกาจึงต้องศึกษาพระธรรมเพื่อที่จะได้ดำเนินชีวิตให้ถูกต้องและเหมาะสมกับเพศของตนที่มีความแตกต่างกัน



โดยทำหน้าที่ของแต่ละฝ่ายให้ถูกต้องสมบูรณ์ กล่าวคือภิกษุซึ่งครองตนอยู่ในเพศบรรพชิตมีหน้าที่ศึกษาพระธรรมตามที่พระพุทธองค์ทรงแสดงไว้ อบรมเจริญปัญญาตามแนวทางที่ถูกต้อง ประพฤติปฏิบัติตามสิกขาบทในพระวินัยที่พระพุทธองค์ทรงบัญญัติไว้ จึงจะเรียกว่าเป็น
“ภิกษุในพระธรรมวินัย” ส่วนอุบาสก อุบาสิกามีหน้าที่ทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา ฟังธรรมตามกาล จึงจะเป็นผู้ที่นับถือพระพุทธศาสนาซึ่งประกอบด้วยปัญญา

หาก “พุทธบริษัท” ทำหน้าที่ของแต่ละฝ่ายได้อย่างถูกต้องสมบูรณ์ “พระพุทธศาสนา” ก็ย่อมมีความเจริญมั่นคงและมีความเจริญรุ่งเรือง แต่ในทางกลับกันหากพุทธบริษัทไม่ทำหน้าที่ของตนอย่างถูกต้องสมบูรณ์ก็จะส่งผลกระทบต่อความเจริญมั่นคงของพระพุทธศาสนาอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

“พุทธบริษัท” จึงต้องร่วมกันรักษาและดำรงพระพุทธศาสนาให้มีความเจริญมั่นคง “ภิกษุในพระธรรมวินัย” ต้องทำหน้าที่เผยแผ่หลักธรรมคำสอนของพระพุทธองค์แก่อุบาสก อุบาสิกาในวงกว้าง และอย่าได้ร่วมสังฆกรรมกับผู้ที่อาศัยผ้ากาสาวพัสตร์ห่มปกคลุมตนซึ่งไม่ใช่ “ภิกษุในพระธรรมวินัย” แต่ที่จริงแล้วเป็นเพียงอลัชชีและภิกษุทุศีลเท่านั้น

อุบาสก อุบาสิกา ที่มีความรู้ความเข้าใจในพระธรรมวินัยเป็นอย่างดีจึงควรลุกขึ้นมาร่วมกันทำหน้าที่รักษาพระพุทธศาสนาให้ดำรงสืบไปด้วยความเจริญมั่นคงและเจริญรุ่งเรืองด้วยการเพ่งโทษ (อุชฌายติ) การติเตียน (ขียติ) การโพนทะนา (วิปาเจติ) ดังที่อุบาสก อุบาสิกา เคยร่วมกันทำหน้าที่และรักษาพระพุทธศาสนาให้ถูกต้องตรงตามพระธรรมวินัยเมื่อครั้งพุทธกาล



“การเพ่งโทษ” หมายถึงเห็นถึงความประพฤติที่ไม่ดีหรือความประพฤติชั่วของภิกษุ โดยกล่าวให้เข้าใจว่ามีพฤติการณ์ที่ไม่ถูกต้องตามพระธรรมวินัยซึ่งเป็นเหตุนำมาซึ่งความไม่เลื่อมใสแก่ผู้อื่น

“การติเตียน” หมายถึงตำหนิให้รู้ว่าภิกษุเป็นสมณะเชื้อสายพระศากยบุตร ประพฤติปฏิบัติล่วงละเมิดพระธรรมวินัยได้อย่างไร

“การโพนทะนา” หมายถึงพูดให้กว้างขวางออกไปโดยกระจายข่าวให้แพร่สะพัดไปทั่วทุกที่ทุกสถาน

การไม่เพิกเฉยของอุบาสก อุบาสิกา ที่มีความรู้ความเข้าใจในพระธรรมวินัยอย่างถูกต้อง โดยมีกุศลจิตและกุศลเจตนาเพื่อมุ่งประโยชน์ให้ภิกษุที่ล่วงละเมิดพระธรรมวินัยรู้ตัวว่าได้ประพฤติปฏิบัติผิดไปจากพระธรรมวินัย เพื่อให้เกิดความละอายใจและสำนึกผิดต่อความผิดที่ได้กระทำไปแล้วจะได้ไม่กระทำอีก และแก้ไขโทษอาบัติให้ถูกต้องตามกรณีที่เกิดขึ้น

“พุทธบริษัท” พึงทราบว่า การดำเนินชีวิตของภิกษุซึ่งอยู่ในเพศบรรพชิตและการดำเนินชีวิตของอุบาสก อุบาสิกาซึ่งอยู่ในเพศคฤหัสถ์มีความแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง กล่าวคือภิกษุมีกิจของภิกษุ ไม่สามารถดำเนินชีวิตได้เช่นเดียวกับอุบาสก อุบาสิกา หากล่วงละเมิดสิกขาบทซึ่งเป็นโทษหนักอาบัติปาราชิกก็ต้องขาดจากความเป็นภิกษุทันที

แม้ว่าจะไม่ยอมลาสิกขาก็ตาม ส่วนการล่วงละเมิดสิกขาบทซึ่งเป็นโทษเบา อาบัติอื่นๆ หากมีความละอายและสำนึกผิดต่ออาบัติที่ได้กระทำไว้แล้วก็สามารถแก้ไขได้โดยการอยู่ ปาริวาสกรรมหรือการขอมานัตและการปลงอาบัติ

คำว่า
“ชั่วช่างชีดีช่างสงฆ์” เป็นคำที่ชาวพุทธคุ้นหูมายาวนาน ตามแบบฉบับของคนไทย ซึ่งมีลักษณะเจ้าบทเจ้ากลอน สะท้อนให้เห็นถึงทัศนคติที่เพิกเฉยไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับพฤติการณ์ไม่เหมาะสมของสงฆ์ โดยเข้าใจว่าหากว่ากล่าวถึงพฤติการณ์ที่ไม่เหมาะสมของสงฆ์แล้วก็จะเกิดผลร้ายต่อตนเองซึ่งมักกล่าวกันว่า “กลัวขี้กลากจะกินกะบาล” นับว่าเป็นความเข้าใจผิดอย่างร้ายแรงของชาวพุทธที่ละเลยต่อการรักษาและปกป้องพระพุทธศาสนา



ตามที่มีข่าวการล่วงละเมิดพระธรรมวินัยของภิกษุ ดังเป็นที่ได้รับรู้กันโดยทั่วไปเกี่ยวกับเรื่องเงินๆ ทองๆ ซึ่งเป็นอาบัตินิสสัคคียปาจิตตีย์และมีความผิดต่อกฎหมายบ้านเมือง ได้สะท้อนให้เห็นถึงความหย่อนยานในการปกครองของคณะสงฆ์ที่ไม่เป็นไปตามพระธรรมวินัยนั้น

คงเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีให้ “พุทธบริษัท” ได้รับรู้กันอย่างตรงไปตรงมา ทางออกของการชำระสะสางเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าวจึงต้องมีการปฏิรูปการปกครองคณะสงฆ์ครั้งใหญ่เพื่อให้พระพุทธศาสนามีความเจริญมั่นคงและเจริญรุ่งเรืองสืบไป

การที่มีสงฆ์บางกลุ่มแสดงออกถึงการข่มขู่และองค์กรที่เรียกตนเองว่าเป็น องค์กรพิทักษ์พระพุทธศาสนา ขอให้รัฐบาลยุติการดำเนินคดีต่างๆ นั้น อยากจะถามว่าท่านทั้งหลายเป็นพุทธบริษัทหรือเปล่า?? มีความรู้ความเข้าใจในพระธรรมวินัยอย่างไรและเพียงไร??

ทราบไหมว่าภิกษุที่กระทำผิดนอกจากจะเป็นการล่วงละเมิดพระธรรมวินัยแล้ว ยังเป็นการกระทำผิดกฎหมายของบ้านเมืองอีกด้วย หากคิดจะพิทักษ์รักษา “พระพุทธศาสนา” ก็ต้องพิทักษ์รักษาด้วยความถูกต้องและชอบธรรม ไม่ใช่ออกมาเคลื่อนไหวสร้างความไม่สงบสุขให้เกิดผลเสียต่อ “พระพุทธศาสนา” และบ้านเมืองอย่างที่คิดจะทำกัน.
…......................................
คอลัมน์ : ว่ายทวนน้ำ
โดย “ทวีศักดิ์ อุ่นจิตติกุล”


บทความที่เกี่ยวข้อง

'พระพุทธศาสนา'ตกอยู่ในภาวะวิกฤติ! ตอน 1
'พระพุทธศาสนา'ตกอยู่ในภาวะวิกฤติ! ตอน 2
'พระพุทธศาสนา'ตกอยู่ในภาวะวิกฤติ! ตอน 3
'พระพุทธศาสนา'ตกอยู่ในภาวะวิกฤติ! ตอน 4
'พระพุทธศาสนา'ตกอยู่ในภาวะวิกฤติ! ตอน 5
'พระพุทธศาสนา'ตกอยู่ในภาวะวิกฤติ! ตอน 6
'พระพุทธศาสนา'ตกอยู่ในภาวะวิกฤติ! ตอน 7

 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 121