อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 4 ธันวาคม 2564

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 4 ธันวาคม 2564

เมืองอะไรเอ่ย?จน-อ้วน-โสด ไดเอทถนนให้เดินได้เดินดี

สัปดาห์นีมีคำถามสุดเจ็บจี๊ดว่า เมืองอะไรเอ่ย? “จน-อ้วน-โสด” คำตอบคนกรุงเทพฯ นั่นเอง เพราะสาเหตุอะไรไปดูกัน แล้ววิธีไดเอทถนนจะช่วยได้หรือไม่?? อังคารที่ 26 มิถุนายน 2561 เวลา 08.00 น.


“เมืองอะไรเอ่ย?? ที่อยู่แล้ว “จน- อ้วน- โสด”...ดร.นิรมล กุลศรีสมบัติ หัวหน้าโครงการและทีมงานเมืองเดินได้ เมืองเดินดี (Good Walk) ศูนย์ออกแบบและพัฒนาเมือง (UDDC) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตั้งคำถามและนำเสนอข้อมูลในงานแถลงข่าว “โครงการเมืองเดินได้ เมืองเดินดีระยะที่ 3” ภายใต้แนวคิด กิจกรรมเมืองเดินสนุกของทุกคน ที่โกดังอเนกประสงค์ริมน้ำ ล้ง 1919

คำตอบคือ “กรุงเทพมหานคร”

ดร.นิรมล อธิบายคำว่า “จน” เพราะค่าเดินทางจากข้อมูลสำนักงานสถิติแห่งชาติปี 2555 พบว่าคนกรุงเทพฯ มีค่าใช้จ่ายเดินทางประมาณ 20 % ของรายได้ทั้งหมด ส่วนคำว่า “อ้วน” คนกรุงเทพฯ อ้วนติดอันดับ 2 ในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ จากข้อมูลพบว่าคนเมืองสะสมโรคอ้วนเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 35 ในปี 2547 และเพิ่มเป็นร้อยละ 44.5 ในปี 2552 สาเหตุเพราะสภาพแวดล้อมภายในบ้านและที่ทำงานไม่เอื้อต่อการเคลื่อนไหว



ประเด็นต่อมาคำว่า “โสด” ผลลัพธ์มาจากวัฒนธรรมการขับรถยนต์ ขับรถไปทำงานแล้วกลับบ้านเวลาส่วนใหญ่อยู่บนท้องถนน ตีความหมายคำว่า “โสด” เพิ่มเติม ก็คือชีวิตประจำวันไม่มีเวลาได้ดมดอกไม้ หรือหาความรื่นรมย์ชีวิตนั่นเอง เพราะเจอสภาพปัญหารถติดหนักมาก ชีวิตจึงต้องแกร่วอยู่บนท้องถนนนั่นเอง

โครงการเมืองเดินได้ เมืองเดินดีระยะที่ 3 มีวัตถุประสงค์ในการสร้างกระบวนการและกลไกในการเชื่อมโยง “นโยบาย” เข้ากับ “พื้นที่” เพื่อเป้าหมายในการส่งเสริมให้เกิดการเดินทางของผู้ในชีวิตประจำวัน เน้นการสร้างพื้นที่นำร่องเป็นตัวอย่างพื้นที่เดินดี โดยได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ตามเป้าหมายทำงานส่งเสริม
“พื้นที่สุขภาวะ” ที่เอื้อต่อการมีกิจกรรมทางกาย

มีระยะเวลาดำเนินโครงการ 2 ปี แบ่งเป็นการทำงาน 3 ระยะ เริ่มจาก ระยะที่ 1 ศึกษาศักยภาพและจัดทำแผนที่ดัชนีวัดศักยภาพการเข้าถึงสาธารณูปการที่ส่งเสริมการเดินเท้าในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ระยะที่ 2 การกำหนดพื้นที่ยุทธศาสตร์สำหรับใช้เป็นพื้นนำร่องเพื่อกำหนดแนวทางออกแบบ ระยะที่ 3 เสนอผังพัฒนาพื้นที่นำร่องเพื่อนำไปปฏิบัติได้จริง ขณะนี้โครงการเข้าสู่ระยะที่ 3 โดยเลือก 3 พื้นที่ในกรุงเทพฯ ได้แก่ ย่านอารีย์-ประดิพัทธ์ ย่านทองหล่อ-เอกมัย และย่านคลองสาน-ท่าดินแดง



ดร.นิรมล กล่าวว่าใน 3 พื้นที่ดังกล่าวมีแนวโน้มที่จะปรับให้เป็นพื้นที่เดินดีได้ เพราะคนที่อยู่อาศัยในพื้นที่ให้ความสนใจ โดยเฉพาะในย่านอารีย์ -ประดิพัทธ์ ถือว่าเป็นพื้นที่ไดนามิค เพราะมีความเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา มีความเก่าและความเก๋ มีกลุ่มคนสร้างสรรค์ เช่น การเปลี่ยนโรงแรมม่านรูดเป็นออฟฟิศออกแบบ และยังมีความเก่าเพราะย่านนี้เป็นที่ตั้งของหน่วยงานราชการกระทรวงการคลัง กรมสรรพากร เป็นต้น

จึงมีที่อยู่อาศัยของข้าราชการ มีออฟฟิศ มีร้านค้าแผงลอย มีความทรงจำ มีความหลากหลาย มีร้านรวงใหม่ มีไอเดียใหม่เกิดขึ้นตลอดเวลา กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยว ทั้งคนในและคนนอก คนที่เข้าไปเที่ยวจึงมักไปแอบจอดรถในซอย สร้างความรำคาญให้คนที่อยู่อาศัยในย่านนั้น



นอกจากนี้การออกแบบผังถนนไม่เป็นลำดับศักดิ์ ถนนขนาบในย่านนั้น คือพหลโยธินและพระราม 6 เมื่อรถจากถนนเข้าไปในซอยเปลี่ยนเป็นถนนแคบในช่วงเช้าและเย็น ถนนต้องรับรถจำนวนมาก ดังนั้นการปรับเปลี่ยนย่านนี้ โจทย์แรก คือการปรับปรุงโครงข่ายการเดิน อันที่ 2 สร้างพื้นที่แบ่งปัน เพราะจากการสำรวจข้อมูลคนขับรถมีแค่ 30 % แต่ได้พื้นที่ถนนกว้างมากถึง 70 % คนเดินถนนบีบกันอยู่บนทางเท้ากว้าง 2 เมตร เละอันดับที่ 3 ลดอำนาจรถยนต์

ตัวอย่างของปากซอยอารีย์หรือพหลโยธินซอย 7 คะแนนเดินดีได้ไม่ถึง 50% เดินไม่สะดวก เดินไม่ปลอดภัยรับภาระหนักมากในการแบกทุกทั้งสิ่งรถยนต์ มอเตอร์ไซด์รับจ้าง แผงลอยเบียดอยู่บนนี้ ดังนั้นจึงต้องทำ “สตรีทไดเอท” หรือ “ลดขนาดถนน” เอาพื้นที่มาขยายทางเท้าให้มากขึ้น ทำหลังคากันแดดกันฝนบริเวณทางเดิน มีไฟฟ้าแสงสว่างเพียงพอ

ส่วนแผงลอยที่อยู่หน้าปากซอยให้ย้ายมาอยู่ในซอยอารีย์ 1 ซึ่งมีอยู่ประมาณ 56 แผงลอย ในพื้นที่ซอยอารีย์ 1 นั้นสามารถรวมร้านค้าอยู่ได้ เพราะเป็นทางเดินไปสู่ซอยลัด นอกจากนี้จากซอยราชครูให้เดินเชื่อมไปถนนไปยังถนนพระราม 6 ปัจจุบันมีทางเท้าที่แคบมากขนาดทางเท้า 30 ซม. ต้องขยายทางเท้าเข้าไปในพื้นที่ของถนน ส่วนพื้นที่หลังกระทรวงการคลังปัจจุบันมีตลาดนัดปรับปรุงให้เป็นถนนคนเดิน มีสวนนั่งพักผ่อนได้



“ไม่ว่าจะจัดเวิร์คชอปครั้งใด คนในซอยอารีย์ไม่ต้องการบันไดขึ้นลงรถไฟฟ้าบีทีเอส เพราะขวางทางเดิน มีแนวทาง คือให้เชื่อมทางออกกับตึกที่อยู่ติดกัน ถ้ามีการปรับปรุงโครงข่ายเดินเท้า แบ่งปันพื้นที่ ลดอำนาจรถยนต์ ค่าคะแนนการเดินในซอยอารีย์ จะเพิ่มขึ้น จาก 47% เป็น 72 %”

ดร.นิรมล กล่าวว่าอีกแนวทางที่ทำให้เกิดปรากฏการณ์เดินได้เดินดี พื้นที่ราชการหน่วยงานเอกชน สามารถที่จะเอื้อให้ตัดเป็นทางลัดเข้าไปได้ เช่น พื้นที่พาร์คสยามเปิดรั้วจากคณะเภสัช จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทำให้คะแนนการเดินเพิ่มขึ้น จากเดิมเป็นรั้ว คนเดินเหม็นมาก เพราะคนมายืนปัสสาวะ พอเปิดรั้วออกแบบสวนให้คนเดินค่าคะแนนเดินได้เดินดีสูงขึ้นมาก

โจทย์สำคัญสำหรับการการเดินดี คือเรื่องของแผงลอยร้านค้า ตามความเข้าใจของคนทั่วไปว่าขัดขวางการเดิน แต่ผลสำรวจเรื่องแผงลอยพบว่าไม่เป็นอุปสรรคทางเท้า คนส่วนใหญ่ชอบเดินไปในที่ที่มีแผงลอย ถ้ามีแผงลอยจะรู้สึกปลอดภัย และเสียงสะท้อนจากกลุ่มผู้ค้าแผงลอยมีความต้องการพื้นที่เป็นสัดเป็นส่วนที่อยู่ใกล้ๆ กับเส้นทางการเดินเท้า รวมทั้งมีราคาค่าเช่าที่ถูก เป็นสิ่งที่ตอบโจทย์ของแผงลอย



ดร.นิรมล ยังบอกด้วยว่าการออกแบบถนนให้เดินได้เดินดี นอกจากจะช่วย “ลดความอ้วนของถนน” หรือ “สตรีทไดเอท” แล้วยังต้องทำเรื่องแชร์ที่จอดรถ เพราะคนในเมืองต้องขับรถมาเนื่องจากระยะการเดินจากบ้านถึงระบบขนส่งสาธารณะไม่สะดวก จะเป็นไปได้หรือไม่ที่เอารถมาแล้วสามารถจอดในพื้นที่อาคารขนาดใหญ่ที่อยู่รอบๆ หลังเลิกงานของออฟฟิศ

อย่างไรก็ตามมีตัวอย่างของเมืองเกียวโต ประเทศญี่ปุ่นที่ “ไดเอทถนน” ลดอำนาจรถยนต์จนสำเร็จ สำหรับในกรุงเทพฯ พบว่าถนนในหลายๆ สายเปลี่ยนเป็นที่จอดรถเสีย 1 เลน ดังนั้นควรเอาคืนมาให้คนเดิน หรือให้แผงลอยได้ขายของ

พื้นที่นำร่อง 3 แห่ง “เมืองเดิน-ได้เดินดี” หลายภาคส่วนต้องทำงานร่วมกันและช่วยกันผลักดัน ตอนนี้ผู้อยู่อาศัยในย่านนั่นยกมือเห็นด้วยด้วย รอภาครัฐสนับสนุนเป็นโมเดลให้คนกรุงเทพฯ ไม่ต้อง
“จน- อ้วน- โสด” กันอีกต่อไปแล้ว...
….....................................
คอลัมน์ : มุมคนเมือง
โดย “เทียนหยด”


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

ความคิดเห็น

บอกต่อ : 99