อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 22 พฤศจิกายน 2561

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 22 พฤศจิกายน 2561

'โทษประหาร'ไม่มีข้อสรุป เพราะถือความเชื่อคนละชุด

สัปดาห์นี้มาวิเคราะห์ปัญหาการปะทะกันทางความคิดเรื่อง “โทษประหาร” ว่าบทสรุปจะเป็นเช่นไร รวมถึงทางออกในการลดปัญหาอาชญากรรมว่าควรเป็นเช่นไร? พฤหัสบดีที่ 28 มิถุนายน 2561 เวลา 09.00 น.


เมื่ออาทิตย์ที่แล้วเกิดประเด็นทางสังคมที่ถกเถียงกันมาก จากการที่ประเทศไทยพักใช้ “โทษประหาร” มาร่วม 9 ปี อยู่ๆ ก็ประกาศประหาร นายธีรศักดิ์หลงจิ หรือ “มิกซ์” นักโทษคดีฆ่าชิงทรัพย์แทงเหยื่อ 24 แผล กระแสสังคมดูจะมา 2 ด้าน ทั้งด้านที่ไม่เห็นด้วยกับ “การประหารชีวิต” แต่ดูเหมือนว่าด้านที่เสียงดังกว่า คือด้านที่ยังเห็นว่าควรจะคงโทษประหารชีวิตเอาไว้ เรียกว่า...มีสื่อทำโพลสดหน้าเพจนี้ คนเห็นด้วยไปลงชื่อไว้เกิน 90%

ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยนี่ที่ท่องเป็นคาถากันตลอดเวลาในการตอบโต้ คือ “ประหารไม่ได้ช่วยลดปัญหาอาชญากรรม” โดยมีการอ้างงานวิจัยจากต่างประเทศมาสนับสนุน (ประเด็นนี้ก็มีคนไม่เห็นด้วย เขาว่าองค์ความรู้ทางสังคมศาสตร์ ความแตกต่างเรื่องประชากรและวัฒนธรรม ทำให้ผลการสำรวจมันไม่สามารถนำไปอ้างได้ว่า ผลสำรวจใช้ได้กับทุกพื้นที่ของยุโรปอาจมาใช้ที่ไทยไม่ได้) สิ่งที่จะลดอาชญากรรมได้คือการบังคับใช้กฎหมายที่มีมาตรฐานต่างหาก



และประเด็นที่ถูกหยิบยกมาพูดถึงบ่อย คือการที่โทษประหารไม่เปิดช่องให้มีการเยียวยาแก้ไขกับเหยื่อได้ นั่นคือกรณีที่มี “การจับแพะ” ถ้าประหารไปแล้วก็ไม่ทราบว่า จะเยียวยาให้เหมาะสมอย่างไร?? กระบวนการยุติธรรมไม่ว่าที่ไหนก็ตามมันก็มีโอกาสเกิดความผิดพลาดได้ ยิ่งถ้าต้นทางคือพนักงานสอบสวนไม่รอบคอบ คนที่ต่อต้านโทษประหารเขาว่า...การให้ยกเลิกโทษนี้เพื่อว่าต่อไปจะได้ไม่ต้องมีใครมาเผชิญกับความเสี่ยงในลักษณะนี้อีก

ส่วนฝ่ายที่เห็นด้วยกับการให้คง “โทษประหาร” ไว้ คาถาข้อแรกที่เขางัดมาสู้เลย คือ “การประหารชีวิตทำให้ช่วยลดจำนวนอาชญากรที่ก่อเหตุซ้ำได้” กล่าวคือเขามองว่าหลักมนุษย์นิยม (ที่มองว่ามนุษย์มีความดีงาม ถ้าอยู่ในการขัดเกลาและสิ่งแวดล้อมที่ดีก็จะเป็นคนดี) มันไม่ได้ใช้ได้กับมนุษย์ทุกคนหรอก มีคนประเภท “เกินเยียวยา” ก็เยอะแยะ คือประเภทมีโอกาสก่ออาชญากรรมซ้ำซากได้เรื่อยๆ อยู่รวมกับคนในสังคมก็เป็นอันตรายหนัก

เขาให้ลองคิดดูว่า...มันน่ากลัวแค่ไหนที่เราอาจตกเป็นเหยื่อได้โดยที่ไม่ได้มีความขัดแย้งอะไรกับผู้ก่อเหตุเลย?!? โดยเฉพาะ “คดีชิงทรัพย์” แค่ปกป้องทรัพย์สินตัวเองก็โดนแทงตายเอาง่ายๆ อย่างคดี “มะปิน-วศิน เหลืองแจ่ม” ที่ถูกคนร้ายชื่อ “ไอ้ตั้ม-กิตติกร วิกาหะ” กับเพื่อนฆ่าชิงทรัพย์นั่นไง...ตอนแถลงข่าวทำแผน มันทำให้คนเดือดดาลเอามากๆ เมื่ออาชญากรพูดในทำนองว่า “ถ้าไม่ขัดขืนก็คงไม่ต้องตาย” ฟังอะไรแบบนี้หลายคนก็รับไม่ค่อยจะได้



คดีอีกรูปแบบหนึ่งที่ใครๆ ก็ตกเป็นเหยื่อได้ คือ “คดีข่มขืน” เดี๋ยวนี้มันน่ากลัวเพราะลองใช้กูเกิลค้นหาคดีเก่าดู พบว่ามีข่าวที่เหยื่อเป็นเยาวชนเสียก็เยอะ ในบางคดีที่อุกฉกรรจ์มากๆ มีการสังหารเหยื่อเพราะเหยื่อขัดขืน หรือกลัวว่าเหยื่อจะมาชี้ตัวด้วย ที่สำคัญคือคดีข่มขืน ผู้ที่เคยก่อเหตุมักจะก่อเหตุซ้ำ ประเด็นนี้แหละที่ทำให้เกิดความต้องการให้เพิ่มโทษแรงๆ...ก่อนหน้านี้ก็มีกลุ่มผู้หญิงออกมาเรียกร้อง “ข่มขืนเท่ากับประหาร” อยู่

อีกประเด็นหนึ่งที่มีบางคนพูดๆ กัน แต่ดูเหมือนไม่ใช่สาระใหญ่เท่าไร คือการลงโทษประหารให้ตายตกไปตามกัน มันมีผลต่อสภาพจิตใจของครอบครัวเหยื่อ ที่จะได้รู้สึกว่า...ชีวิตชดใช้ด้วยชีวิต” คือได้รับความเป็นธรรมพอแล้ว...และเขาก็ยังเชื่อว่า ในประเทศไทยถ้าลงโทษประหารจริงจังจะช่วยลดอัตราอาชญากรรมได้ เหมือนสมัยที่มีการใช้ ม.17 ยุค จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ นั่นไง คนกลัวโดนยิงเป้าจนไม่กล้าทำความผิด



ชุดความเชื่อ “มีหรือไม่มีโทษประหาร” ปะทะกันในอินเทอร์เน็ตแบบอ่านจนเมากันไปข้าง ที่คนหมั่นไส้ที่สุดคือ องค์กรนิรโทษกรรมสากล หรือ “แอมเนสตี้” ที่พอออกมาต่อต้านเรื่องนี้ก็ถูกจิกกัดทำนองว่า “ถ้าโลกสวยนักก็เชิญรับนักโทษประหารไปเลี้ยงที่บ้าน” และเขาก็มองว่า การที่แอมเนสตี้ออกมาเหมือนจะปกป้องสิทธิมนุษยชนอาชญากร ทำไมแอมเนสตี้ไม่มีบทบาทในการช่วยเหลือเยียวยาใจผู้ที่ตกเป็นเหยื่อ หรือครอบครัวเหยื่อบ้าง

จริงๆ เรื่องที่ถกเถียงกันอยู่นี้ก็แค่ว่ามันยึดความเชื่อกันคนละชุด แต่ละคนก็คิดว่าชุดความเชื่อของตัวเองถูก บางคนเขาก็อยากให้ล้ำหน้าไปว่า เลิกเถียงกันได้แล้วว่าโทษประหารควรมีหรือไม่ ถ้ามันไม่ได้ใช้ก็เหมือนกับว่ามันไม่มีนั่นแหละ ดังนั้นสิ่งที่ทำให้โทษประหารไม่ได้ใช้ที่สำคัญ คือ 1.การหาวิธีการลดการก่อเหตุอาชญากรรมที่มีประสิทธิภาพ และ 2.กระบวนการขัดเกลาคนกระทำผิดที่เมื่อเขาผ่านออกมาแล้วจะสำนึกบาป และไม่ก่อเหตุซ้ำอีก



เรามาดูกันที่ข้อแรก เมื่อจะถามว่า...การลดอาชญากรรมนั้นต้องทำอย่างไร?? ถ้าจะพูดกันให้ดูเป็นเรื่องใหญ่ก็ต้องบอกว่าต้องแก้ไขถึงระดับโครงสร้างทางสังคม มีการมองกันว่าคนที่ประกอบอาชญากรรมนั้นเป็นคนที่ “ต้นทุนทางสังคมน้อย” คือมักจะเป็นคนจน ได้รับโอกาสในชีวิตน้อย มีการศึกษาน้อย การเพิ่มโอกาสให้คนได้ คือการที่ภาครัฐจัดสรรทรัพยากรอย่างเป็นธรรม และป้องกันการทุจริตที่โกงโอกาสได้รับการจัดสรร

มีคนเคยยกตัวอย่างให้ดูเป็นฉากๆ ว่า “การโกงมีผลอย่างไร??” เขาให้ดูกรณีโกงอาหารกลางวันเด็ก คือวัยเด็กเป็นวัยที่ต้องได้รับสารอาหารที่ดีเพื่อไปพัฒนาสมอง ถ้าได้กินแต่ขนมจีนคลุกน้ำปลา เพราะมีคนโกงค่าอาหาร สมองพัฒนาได้ไม่ดีพอ อยู่โรงเรียนนอกตัวเมืองก็แข่งขันสู้เด็กโรงเรียนในเมืองไม่ได้ เรียนไม่ได้ดังหวังก็ไม่ขยันเรียน สุดท้ายไปเป็นเด็กเหลือขอและเข้าสู่วงจรอาชญากรรม...อันนี้คนบางคนเขามองเรื่องนึงผลเป็นลูกโซ่กันทีเดียว



พอว่ากันถึงเรื่องจัดการทรัพยากรที่เป็นธรรม อันนี้ก็ดูอุดมคติมากว่าจะทำให้เกิดในบ้านเราได้มากน้อยแค่ไหน ประชากรบ้านเราก็ไม่ใช่จะน้อย 60 กว่าล้านคน เราไม่ใช่รัฐสวัสดิการที่เสียภาษีแพงๆ และได้รับการดูแลจากรัฐอย่างคุ้มภาษี ประเทศเราเป็นประเทศทุนนิยมแบบที่ “คนรวยกระจุก” อยู่แค่หย่อมนึงเสียอีก คนไม่มีก็คิดแต่ให้ตัวเองอยู่ได้ หรือมีเหมือนที่คนอื่นเขามี ก็ดิ้นรนไปวันๆ อาจเข้าสู่การฉ้อโกงหรือลักทรัพย์ ก็นำไปสู่อาชญากรรมแบบอื่น

เมื่อมันอุดมคติไปหน่อย ก็มาดูวิธีอื่นๆ ที่จะสามารถป้องกัน “การก่ออาชญากรรม” ได้ วิธีหนึ่งคือการบังคับใช้กฎหมายที่รวดเร็ว เป็นธรรมให้มีความมั่นใจได้ว่า “ทุกการก่อเหตุจะดำเนินคดีโดยเร็วไม่แพะ” บ้านเราต้องมีระบบยุติธรรมที่พึ่งพาได้ มีอัตราโทษที่เหมาะสม มีคนตั้งข้อสังเกตว่า รื่องหนึ่งที่ทำให้คนไม่ค่อยพอใจระบบยุติธรรมบ้านเราเท่าไร คือการลดหย่อนผ่อนโทษทำบ่อย ทั้งที่บางคดีจะมั่นใจได้อย่างไรว่า...ออกมาแล้วจะไม่เป็นภัยอีก



อีกเรื่องหนึ่งที่ต้องพูดถึง “การลดการเกิดอาชญากรรม” คือการจับจ้องมองเฝ้าระวัง โลกยุคนี้ดีมากแล้วที่มีกล้องวงจรปิดทั่วเมืองก็ขอให้มันใช้ได้จริงเหอะ ไม่ใช่เกิดคดีทีมาดูกล้องทีพบว่าเสียมั่ง...เก๊มั่ง การเฝ้าระวังอีกอย่างคือคนเป็นหูเป็นตากัน ตัวอย่างเช่น ถ้าเรามองว่าผู้เคยประกอบอาชญากรรมทางเพศมีโอกาสเกิดคดีซ้ำ ก็ต้องมีระบบที่ชุมชนคอยดูคนร้ายที่เพิ่งพ้นโทษ เตือนกันเมื่อคนนี้เข้าไปอยู่ในที่เสี่ยงก่อเหตุ หรือเจ้าหน้าที่รัฐเองต้องมีระบบติดตาม

มาถึงข้อ 2 กระบวนการขัดเกลาคนทำผิดที่ดีควรเป็นอย่างไร?? มีการมองว่าที่เหมาะสมคือแนวทางยุติธรรมแบบฝ่ายต่างๆ เข้ามามีส่วนร่วมในการเยียวยา ทั้งฝ่ายครอบครัวผู้เสียหาย ครอบครัวผู้ก่อเหตุ และฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐ ร่วมกันสร้างกระบวนการขัดเกลาให้ผู้กระทำผิดได้เรียนรู้และสำนึกผลจากสิ่งที่ตัวเองทำ จากนั้นร่วมกันกำหนดว่า...วิธีที่ผู้กระทำผิดจะสามารถอยู่ในสังคมได้ควรจะเป็นอย่างไร?? ไม่ใช่ว่าผ่านตะรางมาแล้ว สังคมรังเกียจจนกลับไปก่อเหตุซ้ำอีก

เมื่อเกิดเรื่องให้มี
“การปะทะสังสรรค์ทางความคิด” ก็น่าจะนำไปสู่การสร้างสังคมที่ดีกว่าด้วย.
…........................................
คอลัมน์ : ที่เห็นและเป็นอยู่
โดย บุหงาตันหยง”


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    100%

บอกต่อ : 154