อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 17 สิงหาคม 2561

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 17 สิงหาคม 2561

กลับมาอีกครั้ง'ร้านอิตาเลี่ยน' โด่งดังในตำนาน...

สัปดาห์นี้พาไปลิ้มรสอาหารอิตาเลี่ยนชื่อดังในตำนานเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ครั้งนี้กลับมาในชื่อ “Calderazzo” อยู่ซอยสุขุมวิท 31 ใครอยากรู้ว่ารสชาติจะสุดยอดดังเดิมไหมต้องไปลอง! จันทร์ที่ 2 กรกฎาคม 2561 เวลา 10.00 น.


เสียงโทรศัพท์โทรมานัดกินข้าว จะเป็นใครไม่ได้นอกจาก “อ.เต้ย” ที่ปรึกษาด้านอาหารและเครื่องดื่มของผม “น้าเมฆ มีร้านอาหารอิตาเลี่ยนชื่อดังในอดีตกลับมาเปิดใหม่ Calderazzo รู้จักไหม” ผมก็ตอบซื่อๆ กลับไป “ไม่รู้จักครับ” อ.เต้ยอธิบายต่อ “แต่ก่อนร้านนี้เคยเปิดแถวหลังสวนเมื่อ 10 ปีก่อน ดังเลยแหละ แต่ตอนนี้มาเปิดใหม่ที่ซอยสุขุมวิท 31 ไปถูกหรือเปล่า”

ผมก็ “อ๋อ ซอยสวัสดีใช่มั้ยครับ ไปถูกครับ” แล้วด้วยความที่มั่นใจ ผมก็หลงทางจนได้ครับ เพราะซอยสวัสดีแยกเป็น 2 ซอย ผมไปอีกซอยจึงหาร้านไม่เจอ ในที่สุดต้องใช้ Google Maps นำทางดีที่สุดครับ เมื่อไปถึงหน้าร้าน
“Calderazzo” มีโลโก้ให้จำง่ายว่า C on 31” (ช่วยให้จำง่ายว่าอยู่ซอยสุขุมวิท 31)

ผมมีโอกาสได้เดินสำรวจร้าน ขนาดกำลังดีมี 2 ชั้น ตกแต่งภายในสวยงาม ไฟสีเหลืองทำให้ร้านดูอบอุ่น “เชฟ Marco Calderazzo” เดินออกจากครัวมาต้อนรับผมกับ อ.เต้ย เรา 2 คนเป็นประเภทชอบคุยกับเชฟอยู่แล้ว เลยให้เชฟช่วยแนะนำว่าจานไหนเป็นจานเด็ดของเขา

บริกรก็นำเครื่องดื่มมาเสิร์ฟ Aperol Spritz” เชฟ Marco บอกว่าเป็นเครื่องดื่มก่อนเริ่มมื้ออาหาร ถ้าไปกินที่ประเทศอิตาลีร้านต่างๆ ก็มักจะเสิร์ฟเครื่องดื่มนี้ก่อน Aperol Spritz” ผสมด้วย Prosecco หรือ Sparkling Wine 3 ส่วน Aperol 2 ส่วน และเติมโซดานิดหน่อย เชฟพูดจบก็เดินเข้าไปทำอาหารในครัว



จานแรกที่มาเสิร์ฟ คือ Perle Di Puglia Burrata fresh organic red cherry tomatoes basil ผมสนใจก้อนสีขาวกลมๆ “เชฟ Marco” บอกว่านั่นคือมอสซาเรลล่าชีสผสมกับครีมในสัดส่วนที่พอดี กินกับมะเขือเทศเชอร์รี่ออร์แกนิกที่สั่งมาจากเขาใหญ่ ผมราดน้ำมันมะกอกลงไปแล้วลองตัดกินชีสดู ผมชอบมากครับ รสชาติชีสสด กลิ่นไม่แรง เนื้อนุ่มละมุน

“อ.เต้ย” บอกว่า Burrata บางร้านทำเละและแฉะเกินไป หรือไม่ก็ชีสเก็บนานเกินไปจนแข็ง แต่ที่นี่ทำได้กำลังดี ถือว่าเป็นจานดีเด่นได้เลย

จานถัดมา คือ Italian spiced pork sausage on bed of wild rocket , pearl shaped honey balsamic dressing หมูที่เห็นเป็น Italian Sausage” ที่ไม่ได้มาในรูปไส้กรอกเป็นดุ้นๆ แต่จะมาคล้ายหมูหมัก โปะหน้าบนสลัด โรยด้วย Balsamic Pearl เป็นครั้งแรกที่ผมเคยเห็นบัลซามิกที่เป็นเม็ดๆ ครับ กัดเป๊าะแตกเปรี้ยวๆ ในปากแปลกดีครับ ส่วน Italian Sausage รสชาติเข้มข้นสะใจมากครับ กินแกล้มกับผักสลัดร็อคเก็ตเพลินเชียว

ระหว่างรอจานถัดไป อ.เต้ย อยากลอง Prosciutto” ผมเห็นสิ่งที่เสิร์ฟมาในจานแล้วก็บอกว่ามัน คือ Parma Ham” นี่นา อ.เต้ย เลยให้ความรู้ว่า Prosciutto di Parma คือ แฮมจากเมืองพาร์มา เป็นเมืองที่อยู่ทางเหนือของอิตาลี โดยนำขาหลังของหมูดำมาหมักเกลือ ถือเป็นการถนอมอาหารไว้กินในฤดูหนาว แฮมของเมืองพาร์มาขึ้นชื่อว่ายอดเยี่ยม เพราะมีกลิ่นหอม (ดมแล้วก็หอมจริงๆ ครับ) มีรสหวานนิดๆ ถ้ายิ่งหมักไว้นานรสจะยิ่งเค็มขึ้น ทางร้านแนะนำให้กิน Prosciutto แกล้มกับ Fig หรือมะเดื่อนั่นเอง

“อ.เต้ย” สั่งจานนี้มาชิม พร้อมกับขอ Wine List จากบริกร พร้อมอุทานว่า “ร้านนี้มีแต่ไวน์จากอิตาลีทั้งนั้นเลยนี่” …แน่นอนสิครับ เรานั่งอยู่ในร้านอาหารอิตาเลี่ยนนี่นา

จานต่อมาเป็นจานที่ “เชฟ Marco” บอกไว้ตั้งแต่แรกว่าเขาชอบทำจานนี้
Spaghetti fresh mix seafood ผมได้ชิมแล้วประทับใจเลยครับ ซีฟู้ดมาครบทั้งทะเล กุ้ง หอย หมึก ผัดกับเส้นสปาเกตตี้สี่เหลี่ยมเหนียวกำลังดีผัดกับไวน์ขาว (ใช้ไวน์ดีระดับ Drinking Wine) จนเข้าไปในตัวเนื้อเส้น ที่สำคัญคือผัดกับพริกและกระเทียมสด เผ็ดแซ่บถูกปากคนไทยมากๆ ครับ

“เชฟ Marco” ถนัดเรื่องซีฟู้ด เขามาจากเมืองทางใต้ของอิตาลี เพราะฉะนั้นจะทำอาหารอิตาเลี่ยนสไตล์ซิซิลี่และเมดิเตอร์เรเนียนได้ดีมาก…อ้อ! ก่อนเมนูนี้จะมาถึง บริกรจะเสิร์ฟจานร้อน เพราะเมื่อตักอาหารลงจานแล้วอาหารจะร้อนอยู่เสมอ (อย่าซนไปจับจานเหมือนผมนะครับ ถึงขั้นนิ้วพองเลยทีเดียว)



ก่อนจะสั่ง Main Dish” จานสุดท้าย “เชฟ Marco” ถามว่ามากันแค่ 2 คนจะกินหมดไหม เพราะนี่คือ Australian Black Angus free range T-bone 1 kg เชียวนะ พร้อมอธิบายว่าก่อนจะมาทำเนื้อ วัวถูกเลี้ยงให้กินหญ้าและธัญพืช 220 วัน วิ่งอย่างมีความสุขในทุ่งหญ้า เนื้อจะดีมากนุ่มมาก เรา 2คนยิ้มบอกว่าเชฟจัดมาเลย เราสายเนื้อ…บริกรยกเนื้อทีโบนที่ถูกเสิร์ฟมาในถาดใหญ่ ผมชอบกระดูกที่ตั้งโด่ไว้เป็นตัว T กลับหัวมากครับ เนื้อชิ้นโตถูกแล่มาแล้ว ผมพลิกดูเนื้อแดงกำลังสวยสมกับเป็น “Medium Rare” แสดงว่าย่างได้พอดี

พอเริ่มชิมคำแรกเท่านั้น ผมกับ อ.เต้ย ไม่คุยกันอีกเลย เรากินรวดเดียวหมด เครื่องเคียงมีซอสเกรวี่รสชาติเข้มข้นมาจากไวน์แดง (ใช้ Drinking Wine เช่นกัน) มาให้ราดด้วย พร้อมกับสารพัดผักย่าง ผักที่โดนความร้อนพอกัดไปนี่รสหวานอร่อยเลยครับ



ปิดท้ายของค่ำคืนนี้ด้วยของหวาน เราอยากชิมหลายๆ อย่างเลยให้บริกรช่วยจัดของหวานมาด้วยกันเลย เป็น Mixed desserts ประกอบด้วย Panna cotta / Tiramisù / Chocolate Budino ผมลองชิมทุกอย่างเริ่มจาก Panna cotta เนื้อนุ่มเด้ง อยู่ด้านบนซอสสตรอว์เบอร์รี่รสเปรี้ยว กินเมนูนี้ทีไรนึกถึงภรรยาทุกทีครับ เธอชอบ Panna cotta มากๆ

ต่อมากิน Chocolate Budino มาคู่กับไอศกรีมวนิลา…ไปด้วยกันได้ดีมาก เค้กช็อคโกแลตลาวาขมๆ ไปกับไอศกรีมวนิลากลิ่นหอมและมีรสหวานนิดๆ แต่ที่ผมชอบที่สุดคือ Tiramisù” ครับ เค้กยอดฮิตของอิตาเลี่ยน ที่ชอบมากคือ เนื้อเค้กครับ มันเนียนนุ่ม ละเอียด เย็นแบบไม่เคยกินที่ไหนมาก่อนเลยครับ

คืนนั้นผมได้คุยกับครอบครัวของ “เชฟ Marco” ด้วย คุณติ๊กภรรยาของเชฟ บอกว่า ปกติคนที่จะมาเดินคุยกับแขกแต่ละโต๊ะ คือ คุณพ่อของเชฟ Marco ชื่อคุณ Tony แต่คุณพ่อ Tony ไปทำธุระที่ประเทศจีน เชฟ Marco เลยได้ออกมาจากครัวบ่อยหน่อย แถมได้เจอ Tonino (แปลว่า Little Tony) รุ่นที่ 3 ลูกชายวัยกำลังซุกซนน่ารักมากเลยทีเดียว

ส่วนประวัติ “เชฟ Marco” เกิดที่ประเทศอิตาลี เขาเดินทางตามคุณพ่อไปเติบโตที่ประเทศออสเตรเลียตั้งแต่ 7 ขวบ ทุกปีเวลาปิดเทอมจะกลับไปประเทศอิตาลีไปเรียนทำพาสต้าสดกับคุณย่า เพราะชอบทำอาหาร เมื่อโตขึ้นก็เรียนด้านการทำอาหารและการโรงแรมที่ซิดนีย์ จนคุณพ่อมาทำธุรกิจที่เมืองไทย “เชฟ Marco” ก็ตามมาด้วย ได้ไปทำงานที่ร้าน Zanotti (สมัยก่อนดังมาก) อยู่สักพัก จึงมาเปิดร้านของตัวเองแถวหลังสวน แล้วก็กลับมาเปิดร้านใหม่ที่นี่ไม่นานมานี้



ก่อนลา ผมขอบคุณ “อ.เต้ย” ที่พามากินสุดยอดอาหารอิตาเลี่ยน ผมไม่แปลกใจเลยว่าทำไมร้านนี้ถึงดังเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ถ้าทำรสชาติได้ขนาดนี้คงกลับมาดังได้อีกครั้งแน่นอนครับ.
….............................................
คอลัมน์ : ก้อนเมฆเล่าเรื่อง
โดย “น้าเมฆ”
www.facebook.com/cloudbookfanpage


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    97%
  • ไม่เห็นด้วย
    3%

ความคิดเห็น

บอกต่อ : 73