อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 17 กรกฎาคม 2561

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 17 กรกฎาคม 2561

วิชัยพาถ่ายรูปผู้ต้องหาผิด! อ้างถอดไอ้โม่งเลยดูไม่ชัด

สัปดาห์นี้ “วิชัย” โดนถล่มเละ เพราะจำหน้า “ผู้ต้องหา” ตอนถอดไอ้โม่งไม่ได้ แถมเปลี่ยนใส่ชุดเรือนจำอีก ทำให้พลาดการบันทึกภาพทำข่าว แก้ปัญหาอย่างไรไปติดตามกัน พุธที่ 4 กรกฎาคม 2561 เวลา 08.00 น.


เวลาคนร้ายก่อเหตุแล้วถูกจับกุมได้ เราเรียกว่า “ผู้ต้องหา” สิ่งสำคัญที่สุดก็สำหรับนักข่าวอาชญากรรมก็คือการรู้จักชื่อแซ่หน้าตา และถ่ายรูปได้ เดี๋ยวนี้ตำรวจไม่นิยมนำผู้ต้องหามาแถลงข่าวอีกแล้ว ดังนั้นนักข่าวจึงต้องไปดักถ่ายรูปผู้ต้องหากันตามจุดต่างๆ ที่ตำรวจมักจะวางทริกบอกว่า “เดี๋ยวจะพาผู้ต้องหาเดินผ่าน”

แล้วจากนั้น “ตำรวจ” ก็จะหายไปแล้วพาผู้ต้องหาเดินผ่าน เหล่านักข่าวสื่อมวลชนผู้หิวกระหายข่าวก็จะระดมถ่ายภาพทั้งภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว ไลฟ์สดกันอย่างตั้งใจ เผลอๆ บางทีก็เมามันส์เสียด้วย แต่บางครั้ง
“ผู้ต้องหา” ก็จะใส่ไอ้โม่งบ้าง ใส่หมวกกันน็อกบ้าง นัยว่าเพื่อปิดบังหน้าตาของตัวเองไว้ คือตำรวจก็กลัวว่าพาผู้ต้องหามาเดินโดดๆ เดี่ยวๆ จะโดนสังคมรุมประณามได้ จึงปิดหน้าไว้หน่อย

“วิชัย” และผมเกาะติดข่าวอาชญากรรมข่าวหนึ่งอยู่หลายวัน จวบจนตำรวจโชว์ฝีมือจับกุมคนร้ายได้เรียบร้อย พาเดินโดยใส่ไอ้โม่ง พาแถลงข่าว พาไปทำแผนชี้จุด (เป็นชื่อใหม่ของแผนประกอบคำรับสารภาพ ซึ่งเรื่องนี้จะมีคนเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยค่อยถกกันในวันหน้า) การทำแผนชี้จุดในคดีนี้ก็ผ่านไปได้ด้วยดี ผู้ต้องหาไม่โดนประชาชนแถวนั้นที่มายืนดูเหตุการณ์รุมประชาทัณฑ์ ตำรวจและนักข่าวไม่โดนลูกหลง ทุกอย่างรอดไป เป็นอันว่าผมกับวิชัยร่วมกันทำงานสำเร็จ



เช้าตรู่วันต่อมาพวกเราก็เดินทางมาที่โรงพักแห่งนี้ แล้วปรากฏความว่าตำรวจนำตัว
“ผู้ต้องหา” ไปส่งศาลเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ตั้งแต่เช้าตรู่ พระอาทิตย์ขึ้นเพียงนิดเดียว เพราะตำรวจนั้นกลัวและระอากับฝูงสื่อมวลชนจึงรีบพาผู้ต้องหาไปเสียแล้ว

เมื่อพวกเรานักข่าวตามไปถึงที่ศาล นักข่าวต้องเรียนรู้และปฏิบัติตามกฎที่ทางศาลวางไว้อย่างเคร่งครัด ให้ยืนตรงไหนก็ต้องยืนตรงนั้น ไม่ใช่เดินไปทั่วได้หมด ทางเจ้าหน้าที่ก็จัดให้สื่อมวลชนได้เก็บภาพตรงจุด ถึงตรงนี้เราเกิดคำถามหล่นในใจแล้วว่า “ผู้ต้องหาหน้าตาเป็นไงวะ??”

“เอ่อว่ะ...” แล้วนักข่าวคนอื่นๆ ก็ควักโทรศัพท์มือถือเพื่อไล่ดูรูปผู้ต้องหาที่เราจะต้องถ่ายภาพ ซึ่งภาพนั้นมันก็เป็นภาพจากบัตรประชาชน ซึ่งทุกคนรู้ดีว่า ภาพมันใช้ไม่ได้ ไม่สะท้อนความจริงแม้แต่น้อย ยิ่งดูก็ยิ่งงง ดูภาพในเฟซบุ๊กของผู้ต้องหาก็เดาไม่ออกอีก เพราะเล่นแต่งรูปกันจนแยกไม่ออกว่านี่ตัวจริง หรือไปทำศัลยกรรมมาเพื่อถ่ายรูปโปรไฟล์กันแน่!!

“ผู้ต้องหาอยู่ในชุดเดิม ชุดที่ใส่ตอนทำแผนฯ ไม่ต้องห่วง ดูแค่ชุดก็พอ เสื้อแดง กางเกงลายพราง เดินออกมาเราก็ถ่ายภาพโดยพลันเลย” วิชัยกล่าว ผมเห็นด้วย นักข่าวคนอื่นๆ ก็เห็นตาม ต่างเช็กอุปกรณ์ถ่ายภาพว่าพร้อมไหม ทีนี้เมื่อเรารอถ่ายภาพ ก็แสดงว่าผู้ต้องหาใกล้ออกมาแล้ว ทุกคนก็จับจ้องเวลาเดินผ่านอย่างเชื่องช้า

พริบตานั้น เจ้าหน้าที่ก็พาชาย 2 คนเดินออกมาในชุดเรือนจำสีฟ้าอ่อนใส่กุญแจมือ ถึงตรงนี้ทุกคนต่างจับจ้อง
ไม่ใช่ๆ” วิชัยตะโกนออกไป



พอได้ยินแบบนี้ ทุกคนที่เห็นว่า “วิชัย” ทำข่าวเกาะติดเรื่องนี้ตั้งแต่แรก ก็วางใจในตัววิชัย เพราะวิชัยแม่นหน้าตาผู้ต้องหา เมื่อบอกว่า...ไม่ใช่ มันก็ต้องไม่ใช่จริงๆ โล่งอกรอกันต่อไป มันไม่ได้ใส่ชุดเดิมมา ดังนั้นไม่น่าใช่ ไม่น่าใช่

แต่เอ๊ะ!! แล้วทันใดผมก็หล่นความสงสัยออกมา ทำไมเจ้าหน้าที่จึงพาผู้ต้องหา 2 คนไปขึ้นรถเรือนจำ ตาผมและตานักข่าวคนอื่นๆ จับจ้องที่ดวงตาของชายหนุ่มคนหนึ่ง มันเป็นดวงตาที่คลับคล้ายคลับคลา

ใช่แล้วครับ!! นั่นผู้ต้องหาคดีสำคัญที่พวกเรารอถ่ายรูปกันนะสิ ตอนผมรู้ว่าใช่!! คนอื่นๆ ก็รู้พร้อมๆ กัน จึงยกกล้องกันขึ้นมาใหม่ ทั้งภาพนิ่งภาพเคลื่อนไหว แล้วระดมกดภาพ แต่แล้วผู้ต้องหารายสำคัญของเรา กำลังจะขึ้นรถเรือนจำเสียแล้ว เขากำลังจะขึ้นทางประตูหลัง ซึ่งหมายความว่า ไม่มีใครได้ภาพเลยแม้แต่น้อย เพราะหลงเชื่อ “วิชัย” กันหมด เลยไม่ได้ถ่ายภาพกันในตอนแรก

ไม่นะ เราจะตกภาพให้โดนกองบรรณาธิการสุดที่รักด่ายับหรือนี่!!

เดชะบุญ!! ประตูหลังรถของเรือนจำล็อกครับ ทำให้ผู้ต้องหาขึ้นรถไม่ได้ จึงพาเดินมาทางสื่อมวลชนเพื่อขึ้นประตูข้างรถแทน โอ้โห!! ถึงตรงนี้แสงแฟลชยิงลั่นยังกะปืนกล เสียงกดชัตเตอร์ดังระงม เราได้พบหน้าผู้ต้องหาในสภาพไม่มีอะไรปิดบัง กดภาพกันไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วรถเรือนจำก็ออกไป



หลังจากเสร็จงาน พวกเราเดินมาพัก แล้วก็ถล่ม “วิชัย” กันใหญ่ “ถ่ายได้อยู่ 4 ภาพ ตอนเดินออก มึงบอกว่าไม่ใช่ ทุกคนก็เลยไม่ถ่ายกันหมด”

“ดูผิด..” วิชัยกล่าวอย่างอายๆ “มันเอาไอ้โม่งออกเลยดูไม่ชัด เปลี่ยนเสื้อด้วย ดีที่จำดวงตามันได้เลยถ่าย”

ถึงตรงนี้ “วิชัย” โดนถล่มไปสักพัก ก็มีข่าวว่าจะมีผู้ต้องหารายสำคัญอีกคดีเดินทางมา พวกเราทั้งหมดวิ่งไปรอ แล้วเมื่อรถเรือนจำมาถึง ผู้ต้องหาเดินออกมา พวกเรารัวแฟลชกันเป็นชุดๆ โดยไม่สนว่าใครเป็นใคร

“ถ่ายไปก่อนค่อยว่า” วิชัยบอก แล้วทุกคนก็ทำตาม รัวกันชุดใหญ่ จนทางเจ้าหน้าที่แสบตา พวกเราก็เอาภาพมาเทียบเคียง หลังจากนั้นก็หล่นคำถามสำคัญว่า “แล้วผู้ต้องหาที่เราถ่ายเนี่ย ใครเป็นใครบ้างวะ เล่นรัวไม่สนใจใครเลย งงสิ งงเด้”



การถ่ายรูปใช้เวลาไม่ถึง 2 นาที แต่พวกเราใช้เวลาเกือบครึ่งชั่วโมงในการหาว่า
“ผู้ต้องหา” ที่เราถ่ายรูปเป็นใครคนไหน??

ไม่พอกองบรรณาธิการสุดที่รักยังถามไถ่กันเข้ามาว่า “ทำไมคดีแรกถ่ายภาพมานิดเดียวเองแค่ 4 ภาพ ทำไมถ่ายน้อยจังวะ??”

“จำหน้าผู้ต้องหาไม่ได้ครับ” ผมอยากตอบไปแบบนี้ แต่กลัวกองบรรณาธิการสุดที่รักจะด่าบุพการีเอาได้ จึงทำได้เพียงคิดในใจแล้วพูดออกไปจริงๆ ว่า “นักข่าวเยอะครับ เบียดมากเลย มุมผมดีสุดแล้ว เลือดตาแทบกระเด็น” พูดไปกองบก.ก็เลยเข้าใจ

แต่ลึกๆ ในใจ จริงๆ แล้วผมอยากจะบอกว่าที่ถ่ายมาน้อยนั้น เป็นฝีมือของ “ไอ้คุณวิชัย” ต่างหาก!! แต่ก็ไม่ได้บอกไป ดังนั้นจึงเอาวีรกรรมของ “วิชัย” มาแฉรับสารภาพผ่านทาง “หนอนโรงพัก” เสียเลย

หวังว่า... วิชัย” จะไม่ว่าไม่โกรธ ขอให้คิดเพียงว่าเพราะผมรักวิชัยมากต่างหากเลยเขียนถึง ถ้าไม่รักไม่เขียนถึงหรอกนะ....คุณวิชัย...อิอิ
….........................................
คอลัมน์ : หนอนโรงพัก
โดย “ณัฐกมล ไชยสุวรรณ”


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

ความคิดเห็น

บอกต่อ : 31