อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 17 ตุลาคม 2561

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 17 ตุลาคม 2561

โดนดูถูกเลี้ยงควายยังโง่อีก พิสูจน์ตนเสียสละช่วยสังคม

เปิดชีวิตหนุ่มวิศวกร จากเด็กเลี้ยงควาย โดนดูถูกสารพัด เลือกไม่ท้อพิสูจน์ตนมีวันนี้ได้ไม่เคยอาย ขอเสียสละเพื่อเด็ก เพราะเคยผ่านความลำบาก แบ่งเงินเดือนช่วยสังคม อาทิตย์ที่ 8 กรกฎาคม 2561 เวลา 08.00 น.


จาก “เด็กบ้านนอกเลี้ยงควาย” คนหนึ่ง เกิดและโตที่บ้านหน้าฝาย ต.บ้านบึง อ.บ้านไร่ จ.อุทัยธานี เพราะพื้นเพพ่อแม่มีอาชีพเกษตรกร ทำไร่ไถ่นาหาเลี้ยงครอบครัว ต้องเข้ามาเรียนและอาศัยใช้ชีวิตอยู่ในเมืองหลวง พบเจอแต่ความวุ่นวายและเร่งรีบ ไม่มีใครยอมเสียสละ ทำให้สัมผัสอะไรหลายอย่างที่ไม่เคยเห็น จนมีวันหนึ่งที่เปลี่ยนแปลงชีวิตเขา

“สุธน จันทร์พันธ์” หรือ “ต้อม” หนุ่มวิศวกรไฟฟ้าวัย 29 ปี จบจากมหาวิทยาลัยรังสิต ซึ่งย้ายเข้ามาอยู่ที่รังสิต จ.ปทุมธานี ตั้งแต่อายุ 15 ปี และหางานทำอยู่ในเมืองหลวง โดยชีวิตแต่เดิมที่บ้านนอก พ่อซึ่งก็คือ “นายสมร” อายุ 53 ปี และแม่ “นางสีนวล” อายุ 51 ปี มีเพียงควายเพศเมีย 1 ตัว เป็นสินสอดแต่งงานในสมัยนั้น เห็นความลำบากของทั้ง 2 ท่านมาตั้งแต่เด็กๆ



“ตี 5 ก็จะไม่เห็นพ่อแม่อยู่ที่บ้านแล้ว ท่านขยันออกไปทำไร่ทำนา ท่านทั้ง 2 สอนให้อดทนกับความลำบาก ดีกว่าเป็นหนี้สิน จากควาย 1 ตัวทำให้ปัจจุบันมีควายมากถึง 50 ตัว และมีไร่นากว่า 200 ไร่ และคิดแบ่งปันคนอื่นเสมอ คือน้ำใจที่พ่อแม่มี แม้ตัวเองจะลำบากก็ตาม”

ก่อนที่จะมาเป็น “วิศวกรไฟฟ้า” หนุ่มผู้เสียสละเวลาและเงินทองส่วนตัวทำเพื่อเด็กๆ ในสังคม “ต้อม” เล่าเรื่องราวในอดีตให้ฟังว่า...

“หลังเลิกเรียนก็จะทำงานบ้าน ก่อนพาฝูงควายไปกินหญ้าที่ทุ่ง และจะรู้สึกน้อยใจทุกครั้งว่า “ทำไม่แม่ไม่ซื้อของเล่นให้เลย อย่างเพื่อนคนอื่นๆ เพราะฐานะบ้านผมตอนนั้นเรียกว่าแย่ที่สุดในชั้นเรียน เมื่อเทียบกับเพื่อนๆ แต่แม่จะสอนเสมอว่าเรามีแค่นี้ อยากได้ต้องขวนขวายและพยายามให้มากที่สุด แล้วเราจะได้สิ่งนั้น แต่ก็ไม่เข้าใจหรอกเพราะว่ายังเด็ก”



ส่วนพ่อก็จะพาออกไปหาของป่า หาหน่อไม้ ตั้งแต่อนุบาล จนถึง ป.3 การเรียนแย่มากๆ วันประชุมผู้ปกครองมีคนพูดต่อหน้าแม่ว่า “บ้านเลี้ยงควายยังมีลูกโง่อีก” จะให้โทษใครเพราะพ่อแม่จบเพียงชั้น ป.4 ทำให้ในชั้น ป.4 เปลี่ยนแปลงตัวเอง สอบได้ที่ 9 เป็นแรงผลักดันสอบได้ที่ 3 และที่ 2 ในชั้น ป.5 และ ป.6 เริ่มมีพัฒนาดีขึ้นเรื่อยๆ

แต่ด้วยความจำเป็น ในวันที่สอบเข้าแข่งขันชั้น ม.1 กลับไม่ได้ไปสอบ เพราะพ่อป่วย “ผมต้องใช้ควายเทียมเกวียนขนของไปที่ไร่ เพราะพ่อแม่รับงานไถไร่ไว้แล้ว” ครูจึงจัดให้ไปอยู่ห้อง 5 แต่ก็สอบได้ที่ 1 เกรดเฉลี่ย 3.89 เลื่อนชั้นขึ้นได้อยู่ห้อง 2 เป็นนักกีฬาฟุตบอลของโรงเรียน ตัวแทนภาคเหนือตอนล่าง ไปแข่งขันระดับเยาวชน รุ่นอายุไม่เกิน 14 ปี และเฉลียวฉลาดในด้านพระพุทธศานา สอบผ่านนักธรรมชั้นเอกในช่วงมัธยมต้น



จากนั้นย้ายไปอยู่กับอา (น้องของแม่) ขณะนี้อายุ 49 ปี ที่กรุงเทพฯ ซึ่งอาทำงานในบริษัทรับเหมาวงจรไฟฟ้า จึงอยากให้เรียนอะไรเกี่ยวกับไฟฟ้า ในที่สุดได้เข้าเรียนที่ วิทยาลัยเทคโนโลยีไทยบริหารธุรกิจ สาขาคอมพิวเตอร์ธุรกิจ ย่านบางเขน แต่ใจไม่อยากเรียน ซึ่งตลอด 3 ปีแทบจะไม่ได้กลับบ้าน ทำให้คนที่บ้านดูถูกแม่หนักกว่าเดิมว่า...

“เลี้ยงควายส่งลูกเรียนไม่จบแล้ว มันจะเรียนจบเหรอ?” แต่คงไม่มีใครรู้ว่า...วันหนึ่งเขาจะได้รับรางวัลเรียดีกีฬาเด่น และทำให้แม่ได้รับพระราชทานรางวัลแม่ดีเด่นในปี 51 จากทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี

จนวันหนึ่งความคิดเขาโตมากขึ้น หลังชีวิตวัยเด็กที่โดนสบประมาทและผ่านอุปสรรคมามากมาย ครั้งหนึ่งวิทยาลัยฯ พาไปเลี้ยงอาหารกลางวันเด็กๆ ทำให้เขาคิดได้ว่า “จริงๆ ชีวิตผมอาจไม่ลำบากเลย แค่ต้องสู้กับคำนินทาของชาวบ้าน แต่อีกฟากยังมีเด็กที่ลำบากกว่าผม ยังมีเด็กที่น่าสงสารกว่าเรา ซึ่งถูกพ่อแม่ทอดทิ้ง แสดงว่าผมยังช่วยคนอื่นได้” เป็นไปตามที่แม่พ่อเคยสอน





หลังจากนั้นในปี 53 จึงรวบรวมเงินเพื่อนๆ ได้ 15,000 บาท ออกทริปขี่รถจักรยานยนต์ นำไปมอบให้เด็กดอยที่โรงเรียนบ้านใหม่คลองอังวะ จ.อุุทัยธานี ตั้งแต่นั้นมาทุกปีก็จะร่วมกับเพื่อนออกทริปเพิ่มขึ้นเป็น 2-3 ครั้ง/ปี บางคนมาเล่นๆ แบบฉาบฉวยก็ต้องขอบคุณน้ำใจทุกที่มาช่วยกัน ผ่านมา 9 ปี เหลือรอด 5-10 คนที่ยังร่วมอุดมการณ์เดียวกัน บางคนมีครอบครัวก็เจียดเวลา สลับกันทำเพื่อส่วนรวม

“ต้อม” รู้ดีว่าฐานะทางบ้านไม่ได้ดีเหมือนคนอื่น จึงไปสอบเข้ามหาวิทยาลัยของรัฐ ที่ดีใจสุดๆ คือได้คะแนนสูงมาก แต่ทว่าวุฒิการศึกษาที่จบมาไม่ตรงกับสาขาวิศวะไฟฟ้า จึงไปยื่นขอทุนนักกีฬา 4 ปี มหาวิทยาลัยเอกชน เพื่อลดค่าใช้จ่ายพ่อแม่ สุดท้ายได้เข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยรังสิต ถูกเลือกให้เป็นประธานรุ่น

กระทั่งปี 3 รักษาเกรดไม่ได้ แต่ละวิชายากไม่ใช่น้อย รู้สึกท้อบ้าง แต่ก็ไม่ถอยทำทุกทาง เพื่อหาเงินจ่ายค่าเทอม แบ่งกับแม่คนละครึ่ง โดยไปรับจ้างเตะบอล ไปทำงานกับอา และนำอะไหร่รถจักยานยนต์มาขาย จนมีเงินจ่ายค่าเทอมร่วม 7 หมื่นบาท แต่ก็ต้องยอมแลกกับความเหน็ดเหนื่อย



อาจารย์ท่านหนึ่งได้แนะนำให้กู้ กยศ. กระทั่งสามารถเรียนจบวิศวะไฟฟ้าในเวลา 4 ปีครึ่ง พร้อมกับเพื่อนๆ รวม 9 คน จากทั้งหมด 70 คน ทำให้ความภาคภูมิใจนี้เปลี่ยนความคิดชาวบ้านที่เคยดูถูกสารพัด แม้กระทั่งญาติตัวเอง เพราะทุกคนจดจำภาพก็แค่
“เด็กเลี้ยงควายบ้านยากจนเรียนแย่”

แต่ในวันนี้เขาบอกกับแม่ว่า “วันนี้ผมทำสำเร็จอีกขั้นหนึ่ง” ซึ่งพ่อกับแม่ภูมิใจในตัวลูกคนนี้มากๆ จนแทบกลั้นน้ำตาลไว้ไม่อยู่

จาก “เด็กบ้านนอก” กลายเป็น “หนุ่มวิศวะไฟฟ้าหน้างาน” ของบริษัทแห่งหนึ่ง ทุกวันนี้ส่งน้องสาววัย 23 ปีเรียนหนังสือ แถมยังแบ่งเงินอย่างน้อย 1,000 บาท มากสุด 5,000 บาททุกเดือน เพื่อเก็บไว้ให้เด็กๆ ที่ยังรอความหวังในที่ต่างๆ เพราะหนุ่มคนนี้คิดเสมอว่า...ถ้าทำแล้วเราสบายใจ สุขใจที่ได้ทำก็ทำไปเถอะ เมื่อวันที่เราไม่มี เรารู้สึกอย่างไร เด็กๆ เหล่านั้นก็คงรู้สึกไม่ต่างจากเราในอดีต ทำให้ในปี 54 สามารถรวมเงินจากเพื่อนๆ ได้ 300,000 บาท นำไปซื้อคอมพ์ รถจักรยาน สร้างสนามเด็กเล่นที่โรงเรียนสมัยประถม



“ผมภูมิใจมากกว่าจากเคยเป็นเด็กไม่เอาไหน วันนี้กลับมาพัฒนาโรงเรียนเพื่อรุ่นน้อง ไม่กล้าพูดว่าผมเคยลืมบ้านเกิด ผมไม่ใช่วัวลืมตีน หรือหยิ่งผยองในคำชื่นชม เพราะใครๆ ก็เอ่ยคำชมกันได้ ทำดีต่อไปดีกว่า ไม่เอาหน้า คำชมมันคือกำไร คำดูถูกก็แค่ต้นทุน”

แต่ไม่ใช่ว่าทุกครั้งที่ทำดีจะไร้อุปสรรคขวาง ครั้งหนึ่งเรื่องถึงโรงพัก มีกลุ่มเพื่อนมองเขาไม่ดี กล่าวหาว่าโกงเงิน มีส่วนได้เสียกับเงิน เพราะไปหลอกเงินบริจาคจากชาวบ้าน 30,000 บาท จะให้คืนเงินผมก็ยินดีคืนแต่มันไม่จบ การติดตามตัวคนผิดต่างหาก คือวิธีหาทางออก สุดท้ายเรื่องแดง ตำรวจจับคนผิดได้ อายุเพียง 16 ปี อยู่ที่ จ.พะเยา หลอกใช้ชื่อของหนุ่มคนนี้ไปเรี่ยไรเงิน พ่อแม่เด็กวอนขออย่าเอาความ หนุ่มวิศวกรจึงบอกไปว่า “อย่านำความหวังดีของใครไปทำลายแบบนี้อีก”

ครั้งหนึ่งหน่วยงานรัฐถามว่า...คุณเป็นใคร?? เข้ามาทำไม?? ขู่จะฟ้องเพราะการที่พวกผมทำแบบนี้ ไปทำให้หน่วยงานของพวกเขาถูกตรวสอบ ซึ่งผมก็ได้ขออภัยและขอโทษ เพียงแต่จุดประสงค์ของผม คือการให้ในสิ่งที่มนุษย์คนหนึ่งทำได้ และผมจะไม่ลดละและจะทำให้ใหญ่กว่าเดิม





ยอมผิดเพราะเป็นผู้ให้ แต่ทุกเหตุการณ์ไม่ว่าดีหรือร้าย มันเหมือนทดสอบว่ายอมแพ้หรือเดินต่อไป เพราะผมเคยผ่านจุดที่ลำบากมาก่อน ไม่หวังได้รับการเชิดชู แต่ที่ทำเพราะใจ ลบภาพที่โดนดูถูกสารพัด สอนให้รู้ว่าอย่ามองใครแค่เปลือกนอก จนกว่าจะได้รู้จักกัน “ต้อม” ให้ข้อคิดการใช้ชีวิต และฝากทิ้งท้าย

นี่แหละคนที่อยู่ร่วมกันในสังคม จะเกิดความสงบสุขได้ ถ้าต่างคนต่างเห็นแก่ตัว แล้วความสุขความสงบจะเกิดขึ้นได้อย่างไร?? ดังเช่นเหตุการณ์ถ้ำหลวงที่ทุกคนต่างแสดงความมีน้ำใจต่อกัน บางครั้งช่วยเหลือด้วยกำลังกาย กำลังทรัพย์ หรือกำลังสติปัญญา.
.....................................................
คอลัมน์ : นิยายชีวิตอาทิตย์สไตล์
โดย “ทวีลาภ บวกทอง”


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 4.12K