อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 23 กันยายน 2561

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 23 กันยายน 2561

'ปัญหาสื่อ'ตลกร้ายถ้ำหลวง สนองความอยากสังคมไทย

สัปดาห์นี้ขอพูดถึงการทำงานของสื่อมวลชน อะไรที่เร้าอารมณ์ เอาเร็วเข้าว่า ฟายน้ำตา สนองความยากรู้ของสังคมสะท้อนอะไรบ้าง?? พฤหัสบดีที่ 12 กรกฎาคม 2561 เวลา 09.00 น.


ณ ขณะนี้ เรื่องที่อยู่ในความสนใจมากที่สุด ชนิดว่าข่าวออกแทบทุกสื่อ คือ เรื่องเด็กนักฟุตบอลทีมหมูป่า และในช่วงเวลานี้เช่นกัน ข่าวใหญ่โตอีกเรื่อง คือ กรณีเรือฟีนิกซ์ล่มที่จ.ภูเก็ต มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก ขณะที่เขียนบทความอยู่นี้ ก็ยังคงมีผู้สูญหายอยู่ระหว่างการค้นหานับสิบราย

โดยทั้ง 2 กรณีเป็นการประสบภัยที่ทำให้หลายๆ คนอาจต้องตระหนัก และทบทวนถึงคำเตือน ระวังถึงความปลอดภัยมากขึ้น เหตุที่ไม่คาดคิดเกิดได้เสมอ บางทีต้องมีเจ้าหน้าที่ดูแลเพิ่มเติม และเราๆ ท่านๆ ก็ควรเชื่อเจ้าหน้าที่หน่อยนะ ไม่ใช่เสี่ยงดวงเอาเอง

เรื่องปฏิบัติการที่ถ้ำหลวง สิ่งที่ดีงามที่สุดในกรณีนี้คือ การได้เห็นภาพความรักสามัคคี ความร่วมแรงร่วมใจของแต่ละภาคส่วน ที่มาร่วมด้วยช่วยกันให้ความช่วยเหลืออย่างที่ว่า คนไทยเป็นชาติที่มีเมตตาชอบช่วยเหลือกัน หลายคนคงจำภาพนี้ได้ตอนร่วมแรงร่วมใจ ช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมเมื่อปี 54 ที่ทุกคนวางอุดมการณ์ที่แตกต่างทางการเมือง แล้วมาร่วมมือกันได้



แต่ในภาพความดีงาม ก็ยังมี
“ดราม่า” มันอาจเป็นตลกร้ายหรือ “น้ำจิ้ม” เวลาติดตามเหตุการณ์ อันนี้ก็ไม่ทราบเหมือนกัน และฝ่ายที่มักจะโดนดราม่าเป็นหน่วยแรกก็คือ “สื่อมวลชน” ซึ่งเป็นด่านหน้าหาข่าว ในปฏิบัติการที่เป็นที่สนใจขนาดนี้ สื่อมวลชนลงไปออกันหน้าถ้ำแทบจะทุกสำนัก พยายามหาแง่มุม และประเด็นแตกแยกย่อย นอกจากประเด็นการค้นหาและช่วยเหลือ

เสียงวิพากษ์วิจารณ์ (ไปจนกระทั่งเสียงก่นด่า) จากหลายคนตั้งความหวังกับมาตรฐานการเสนอข่าวของสื่อมวลชนสูงกว่านี้ เช่นว่า ต้องไม่สร้างดราม่าเร้าอารมณ์ ประเภทเอาผู้เสียหายหรือญาติมาฟายน้ำตา, ต้องเสนอข่าวโดยเป็นข้อมูลที่ผ่านการยืนยันรับรองแล้ว ไม่ใช่เอาอะไรโคมลอยมาสร้างความหวังหรือทำให้ท้อถอย, ไม่นำข้อมูลประเภทความเชื่อ ร่างทรงที่ดูไร้สาระมานำเสนอ ซึ่งถ้าสื่อทำได้มันก็ดี ยกระดับข่าวไทย

แต่การรายงานข่าวแบบที่เป็น มันสะท้อน “วิถีแบบไทยๆ” เช่น เรื่องสื่อมวลชนลงไปไม่เป็นระเบียบ แย่งกันนำเสนอเร็วจนผิดๆ ถูกๆ ให้ดูปรากฏการณ์เทียบกัน เมื่อเกิดเหตุหน่วยกู้ภัยเข้าไปในพื้นที่เพื่อช่วยเหลือเด็ก ข่าวหนึ่งที่เราเห็นคือ “มีไทยมุงลงพื้นที่ไปดูเต็มไปหมด” จนต้องขอความร่วมมือให้ผู้ไม่เกี่ยวข้องออกนอกพื้นที่ คนไทยไปดูก็เพราะอยากเห็นด้วยตา และ “อยากได้ข้อมูลก่อนใคร” สื่อมวลชนก็เหมือนกัน “แย่งกันได้ข้อมูลก่อน”

ยิ่งหลายคนอยากรู้มากกว่าคนอื่น อยากมีส่วนร่วมกับเหตุการณ์ ก็ยิ่งอยากเข้าไปดูด้วยตาตัวเอง และเมื่อคิดว่าตัวเองได้รู้อะไรที่คนอื่นยังไม่รู้ก็รีบ “ไขข่าว” เผยแพร่ออกไป เพราะอยากได้หน้าตา อยากได้เครดิตหรืออะไรก็ตามแต่ บางทีเมื่อได้อะไรที่มีคุณสมบัติข่าว คือ ความแปลก หรือน่าจะลึกกว่าเหตุการณ์ที่ปรากฏอยู่ตรงหน้า ก็รีบบอกรีบแชร์ โดยยังไม่ได้ตรวจสอบอย่างรัดกุมนัก เพราะอยากได้ชื่อว่า เป็นคนแรกๆ ที่ได้บอกเล่า



อย่างเรื่องการหย่อนอาหารผูกเชือกลงไปในปล่องถ้ำ แล้วมีการอ้างว่า มีการแกะเชือกนำอาหารออกไป เป็นข่าวลือที่เกิดขึ้นในพื้นที่ พอคนรู้ก็แชร์กันว่อนเน็ต และสื่อมวลชนเดี๋ยวนี้ก็หาข่าวจากเน็ต และอ้างแหล่งข้อมูลหน่อยว่าเอามาจากเพจไหน หรือบางทีก็ไม่อ้างแหล่งข้อมูล สุดท้ายก็ต้องมาแก้ข่าวกันวุ่นวาย เพราะ “เอาเร็วเข้าว่า” ที่สื่อมวลชนแข่งขันกัน หรือไทยมุง หรือเจ้ากรมข่าวลือนั่นแหละมโนกันไปเอง

การ “รีบบอกว่ากูรู้” ก็ปรากฏขึ้นมาชัดๆ อีกรอบในวันที่ทีมดำน้ำพบตัวเด็ก ปรากฏว่ามีการนำรูปเก่าที่เด็กกลุ่มนี้บางคนเคยเข้าถ้ำ แชร์ว่อนไปทั้งเน็ตว่ารูปใหม่  บางสื่อก็รีบขึ้นหน้าจอทีวีว่า “ไวกว่าที่อื่น” แล้วที่สุดต้องมาแก้ข่าวความรีบเร่งนี้ทำให้ถูกมองว่า “สื่อมวลชนทำงานชุ่ย” สื่อมวลชนที่มีสังกัดชัดเจนก็ต้องรับผิดชอบ แต่พวก “สำนักข่าวอินเทอร์เน็ต” ที่ทำตามความอยาก กระหายเร็วกว่าชาวบ้านเพื่อยอดเข้าชมนั้น เผลอๆ ก็ไม่รับผิดชอบ

แต่ที่น่าตลกกว่า คือ มีการไป “คิดแทนคนในข่าว” สร้างดราม่าสนุกสนาน กรณีนี้ “โค้ชเอก” หรือ เอกพล จันทะวงษ์ ซึ่งโตที่สุดที่เข้าถ้ำไปด้วย ละอายแก่ใจว่าตัวเองทำผิดที่พาเด็กๆ เสี่ยงอันตราย อ้างคำพูดโค้ชเอกว่า “ข่าวมาจากหน่วยซีล” ทำให้คนสะเทือนใจกันใหญ่ เอาเข้าจริงวันต่อมาต้องมาแก้ข่าวว่า ไม่มีการพูด ไม่รู้เจ้ากรมข่าวลือนึกยังไงถึงมโนสร้างเรื่อง

เรื่องข่าวลือโค้ชเอกที่ว่านี้ ก็สะท้อนว่า “คนไทยชอบเนื้อหาที่เร้าอารมณ์” เพราะถ้อยคำที่ออกมาดราม่าจัดเต็ม “อินลึก”ไปกับเหตุการณ์ และเชื่อเถอะว่าต่างคนต่างมีคำถามมากมายที่อยากถามเด็กกลุ่มนี้ หรือถามญาติ ถามทีมช่วยเหลือในทำนอง “รู้สึกอย่างไรกับสิ่งที่เกิดขึ้น” เพราะเราไปสนใจเรื่องส่วนตัว และวิธีคิดแบบไทยๆ มักไม่ค่อยถือความเป็นส่วนตัวกัน



คงเห็นๆ กันว่า คนไทยชอบถามเรื่องส่วนตัว ชอบวิจารณ์ มองว่าคือ “การแสดงความเป็นกันเองหรือใส่ใจ” บางทีก็ไม่ค่อยสนใจว่า คนตอบลำบากใจ เรื่องอารมณ์ความรู้สึกของคนที่อยู่ในเหตุการณ์ก็เป็นเรื่องส่วนตัวของเขา แต่คนอยากรู้ก็มีมาก (ตามข่าวมาก็ยิ่งผูกพันอยากรู้) ยิ่งถ้าเป็นเรื่องเร้าอารมณ์คนยิ่งชอบ วิธีคิดแบบนี้ก็ไม่พ้นกลายเป็นกรอบการทำงานของสื่อมวลชนว่า “ต้องถามเรื่องอารมณ์ความรู้สึก เพราะมีคนอยากรู้”

เรื่องอิทธิปาฏิหาริย์อะไรต่างๆ ก็เช่นกัน ชาวเน็ตหลายคนอาจเบ้ปาก ว่า คนเชื่องมงาย แต่ในสังคมไทยยังมีเรื่องนี้ฝังอยู่มาก ข่าวแนวนี้ไม่พ้นจากสังคมไทยตราบใดที่คนยังเชื่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์และเสี่ยงโชค อะไรที่หาคำตอบไม่ได้ แต่บังเอิญตรงแม่นยำ ก็กลายเป็นที่ยึดเหนี่ยวทางใจ แต่อะไรที่ดูทุเรศมาก ก็เป็นสีสันให้คนได้วิจารณ์ไปจนถึงก่นด่ากันสนุกปาก เรื่องแบบนี้มัน “ขายได้” สื่อมวลชนก็หยิบยกขึ้นมานำเสนอ เพราะ “สนองความอยากรู้”

สรุปง่ายๆ ว่า กรอบการทำงานของสื่อมวลชน ก็มากจากกรอบวิธีคิดของคนในสังคมนั่นแหละ คนเป็นสื่อมวลชนก็คือภาคส่วนหนึ่งในสังคม ถูกหล่อหลอมให้สนใจในสิ่งที่สังคมสนใจ, ทำแบบคนในสังคมทำ และก็ออกมาเป็นวิธีการรายงานข่าว ถ้าเปรียบสื่อมวลชนเป็นกระจกหรือตะเกียง ภาพการรายงานข่าว (ส่วนที่ถูกด่า) คือกระจกสะท้อนสังคม แต่เราต่างก็คาดหวังว่า สื่อมวลชนจะทำหน้าที่ “ตะเกียง” ให้แสงสว่างชี้ทางที่เหมาะสมต่อสังคม

สังคายนาอะไรสื่อมันก็ยาก และไม่เสร็จในช่วงเวลาอันสั้นหรอก วิธีจัดการในเชิงอุดมคติ คือ สังคมเองต้องเมินเฉยกับเนื้อหาชุ่ยๆ เนื้อหาเร้าอารมณ์ เนื้อหาไร้สาระ ไปสนใจสนับสนุนเนื้อหาที่พูดถึงการดำเนินการจัดการปัญหาที่เป็นระบบ การวางแผนเตรียมตัว รับมือ หากเหตุเกิดซ้ำ หรือง่ายๆ คือ “เนื้อหาสาระที่เป็นประโยชน์ นำมาถอดบทเรียนเพื่อตัวเองและสังคมได้ในอนาคต” จะเสพเนื้อหาเร้าอารมณ์เป็นสีสันสนุกๆ ก็คงได้บ้างแต่แค่พองาม

มันก็ต้อง “ยกระดับ” กันไปพร้อมกันทั้งสื่อและสังคม.
........................................
คอลัมน์ : ที่เห็นและเป็นอยู่
โดย “บุหงาตันหยง”


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    57%
  • ไม่เห็นด้วย
    43%

บอกต่อ : 956