อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 17 สิงหาคม 2561

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 17 สิงหาคม 2561

กระแสสังคมกรณีถ้ำหลวง ทำข่าวอย่างไรไม่ให้ถูกด่า

สัปดาห์นี้ยังคงอยู่ที่เรื่อง “หมูป่าติดถ้ำ” กระแสสังคมวิจารณ์การทำงานสื่อมวลชน แต่จะผลิตข่าวอย่างไรไม่ให้ถูกด่า?? พฤหัสบดีที่ 19 กรกฎาคม 2561 เวลา 09.00 น.


เรื่องราวเด็กติดถ้ำหลวงขุนน้ำ-นางนอน จ.เชียงราย จบลงอย่างน่าจะเรียกได้ว่า happy ending ในที่สุดก็ช่วยเหลือเด็กๆ ทีมหมูป่าอคาเดมี่ทั้ง 13 คนออกมาได้โดยสวัสดิภาพ แต่ก็มีเรื่องเศร้าเกิดขึ้น คือสูญเสีย ..สมาน กุนัน อดีตหน่วยซีลที่มาช่วยปฏิบัติภารกิจ ต้องขอแสดงความเสียใจ ณ ที่นี้ และถือว่าเป็นวีรกรรมของผู้กล้าที่ควรได้รับการยกย่องเชิดชูต่อไป ทั้งสังคมก็เห็นคุณค่าในเรื่องนี้

สิ่งที่ยังพูดถึงและติดตามกันต่อไป คือ ชีวิตของเด็กๆ หลังออกจากถ้ำ ซึ่งหลายเสียงจากโลกออนไลน์จะค่อนไปในทิศทางเดียวกันว่า leave them alone” คือปล่อยพวกเขาใช้ชีวิตตามวิถีทางที่เขาเป็นเถอะ อย่าพยายามเสนอผลประโยชน์ หรือให้อะไรแลกกับการที่พวกเขาต้องเอาประสบการณ์ตรงนี้มาแลก ในช่วงสั้นๆ มันอาจดีกับเด็ก แต่ระยะยาวอาจเป็นฝันร้ายที่ทำให้เด็กๆ ไม่ลืมเรื่องนี้ หรือถูกสังคมเพ่งเล็งจับตาเกินไปด้วยหมั่นไส้

เราก็ได้เห็นแล้ว...มีมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง เสนอให้เด็กๆ ได้เรียนถึงปริญญาเอก แล้วผลตอบรับคือ “ความไม่เห็นด้วย” กลายเป็นเหน็บแนมสนุกสนานว่า “เช่นนี้ถ้าอยากได้ผลประโยชน์บ้าง ต้องเอาตัวเองไปติดถ้ำบ้าง” แรงเสียดทานอาจตกกับผู้เสนอผลประโยชน์ แต่ส่วนหนึ่งกระทบกับจิตใจเด็กๆ ในยุคนี้ความคิดเห็นต่างๆ หาได้ง่ายตามอินเทอร์เน็ต คิดจะเสนออะไร หรือจะทำอะไรก็ดูกระแสเอาแค่ที่พอดี



เรื่องที่ยังต้องถอดบทเรียนยังมีต่อไป อย่างน้อยเรื่องแรกก็คือ การจัดการหากเกิดภัยพิบัติ ภาพที่ชัดที่สุดคือ การมีผู้นำที่เก่ง กล้าตัดสินใจ เด็ดขาด และเป็นมือประสานสิบทิศ สามารถดึงหลายฝ่ายมาร่วมแรงร่วมใจกันได้ ภาพของ นายณรงค์ศักดิ์ โอสถธนากร อดีตพ่อเมืองจ.เชียงราย (ขณะนี้ย้ายไปอยู่จ.พะเยาแล้ว) ได้รับการยกย่องไปทั่ว ภาพรวมเหตุการณ์ยังยกระดับภาพลักษณ์ไทย ที่เห็นได้ถึงความรักสามัคคี มีคนร่วมแรงร่วมใจช่วยเหลือกัน

เรื่องต่อมาที่ยังถอดบทเรียนกันไม่จบ คือเรื่อง บทบาทหน้าที่สื่อมวลชน ซึ่งหลายเรื่องถูกตำหนิมากพอสมควร คงไม่ผิดถ้าจะเรียกว่า “ความวัวไม่ทันหาย ความควายเข้ามาแทรก” เมื่อสื่อฯ ถูกตำหนิเรื่องหนึ่ง ยังไม่ทันได้ชี้แจงแก้ต่างอะไร เรื่องต่อมาก็ตามมาติดๆ สื่อฯ พยายามจะชี้แจงว่า “เป็นการแสวงหาข้อเท็จจริง เพื่อรายงานสังคม” แต่ก็มีปฏิบัติการบางเรื่องที่ถูกมองว่า “เกินไป” ซึ่งก็คงเห็นจากกระแสวิพากษ์วิจารณ์

ไล่มาตั้งแต่เรื่องแรกที่มองกันว่า “ทำไมสื่อฯ ลงไปพื้นที่มากมายขนาดนั้น” ถูกตั้งแง่ว่ากีดขวางการทำงานเจ้าหน้าที่ ซึ่งอันนี้ขึ้นอยู่กับพื้นที่ว่าเขาตกลงกันอย่างไร สื่อมวลชนในพื้นที่ก็ยืนยันการให้ความร่วมมือ ทางผู้ว่าฯ เองก็พูดว่า สื่อฯ ให้ความร่วมมือดีมาก ซึ่งหากจะตัดสินด้วยภาพ หรือด้วยอคติว่าสื่อฯ กีดขวาง ก็คงจะไม่เป็นธรรมสักเท่าไหร่ แต่ละสำนักเองก็ต้องการปฏิบัติงานสำเร็จด้วยดี และอยากทำหน้าที่



ทำไมสื่อฯ จึงมีมาก?? เป็นคำถามที่หลายคนสงสัย เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องระดับปรากฏการณ์ ที่เราไม่เคยมีเหตุเช่นนี้มาก่อน มีคุณค่าข่าวสูงทั้งความน่าสนใจ เนื้อหาเร้าอารมณ์ ผู้ประสบเหตุเป็นเยาวชน และการปฏิบัติการชวนให้ลุ้นว่า “จะสำเร็จเมื่อไหร่จะมีข่าวดี” แต่ละแห่งทั้งไทย-เทศ ต้องลงพื้นที่เอง ไม่ใช่รอซื้อข่าวหรือรอข่าวพูล โดยจะหาข้อมูลรอบด้านให้แตกต่างกันอย่างไร ขึ้นอยู่กับไอเดียว่า ควรกำหนดประเด็นการรายงานข่าวอย่างไร

บางคนมองว่า สื่อฯ เยอะ (ในส่วนของสื่อไทย) เป็นเพราะเปิดเสรีทีวีดิจิทัล ที่เปิดพรวดเดียว 20 กว่าช่อง พอมีเหตุการณ์สำคัญ แต่ละองค์กรต้องส่งทีมของตัวเองลงไปเกาะติดเอง การเปิดให้มีสื่อฯ เยอะ การแข่งขันก็สูงเป็นเงาตามตัว ดังนั้นก็ต้องแย่งกันรายงาน ไม่ให้เหมือนกัน สื่อฯ ก็คือองค์กรธุรกิจ ต้องเป็น the best ในการรายงานให้ได้ ปัญหาคือการแข่งกันรายงานให้เร็ว อาจทำให้เกิดข้อบกพร่อง

ข้อบกพร่องก็มีทั้งข่าว ก็ตั้งแต่ข้อมูลอาจไม่ได้รับการยืนยันอย่างถูกต้อง รีบไปรายงานสร้างความสับสน หรือถูกมองว่า กระทำเกินกว่าจำเป็น เช่น ถูกโจมตีเรื่องการใช้โดรนบินเข้าไปใกล้เฮลิคอปเตอร์ที่ส่งเด็ก หรือกรณีที่ถูกกล่าวหาว่า แอบฟังวิทยุสื่อสาร ซึ่งความเป็นมืออาชีพที่ตระหนักเรื่องจริยธรรมวิชาชีพ ก็ต้องแสดงความรับผิดชอบ เวลาถูกด่า เขาด่าเหมาทั้งอาชีพไม่ใช่แค่องค์กร



การรายงานข่าวที่ถูกวิจารณ์อีกเรื่องหนึ่ง คือ กระบวนการนำเด็กออกจากถ้ำ มีรายงานว่ามีการให้ยากับเด็ก เพื่อความสะดวกของนักดำน้ำค่อยๆ ลำเลียงออกมา เรื่องนี้เข้าใจว่า “ยังไม่ให้เป็นข่าวในช่วงแรกที่จะมีปฏิบัติการ” แต่เมื่อแถลงข่าวก็มีสื่อฯ ซักถามถึงความมั่นใจและความปลอดภัย ซึ่งก็ถูกด่าอีกว่า ซักถามเหมือนไม่เข้าใจและยิบย่อยเกินจำเป็น ก็พอเข้าใจว่า การถามเช่นนั้นคือเรื่องข่าวที่มีผลทางอารมณ์ความรู้สึก

เช่นนั้นถ้าลองแถลงปฏิบัติการชัดๆ ก่อนดำเนินการ อาจยิ่งมีโอกาสเกิดดราม่าหนักขึ้นไปอีก เพราะสื่อฯ อาจต้องการข่าวที่สร้างองค์ประกอบ ให้เกิดความลุ้นระทึกเกินจำเป็น เพื่อไปขยายต่อถึงอารมณ์ของผู้เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ ทั้งที่ไม่จำเป็นต้องก่อให้เกิดความวิตกกังวล ความจริงในเรื่องปฏิบัติการของผู้เชี่ยวชาญ สื่อฯ ควรให้ความไว้ใจ เพราะสื่อฯ ก็ไม่ใช่ผู้รู้ผู้เชี่ยวชาญ อย่างว่าคือ สื่อฯ ที่ค่อนข้างมีความรู้เรื่องวิทยาศาสตร์ในบ้านเรามีน้อย

ที่กล่าวมาเป็นตัวอย่างเรื่องที่สื่อฯ ถูกติติงหนัก ซึ่งถ้า “ฟังกระแสสังคมแล้วถอดบทเรียน” ง่ายๆ คือ “การให้ความร่วมมือและทำการบ้าน” เป็นสิ่งที่สื่อฯ เองต้องปรับตัว การให้ความร่วมมือสำคัญมากในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับชีวิต หรือความเป็นความตายของมนุษย์ ประชาชนจะ “เทใจ” ให้ผู้เชี่ยวชาญหรือผู้รับผิดชอบ การพยายามทำตัวให้ได้ข่าวมากเพื่อแข่งขัน บางทีแรงเสียดทานจะกลับมาที่สื่อฯ รุนแรงมาก

ตัวอย่างที่หลายๆ คนคงจำกันได้คือกรณี “บิ๊ก ดีทูบี” เมื่อป่วยอยู่ที่ รพ.วิชัยยุทธ มีเสียงก่นด่าสื่อแรงมาก เพราะเปิดเผยว่า มีช่างภาพบางสำนัก เอาขาขัดเตียงไม่ให้เลื่อนเพราะอยากได้ภาพ มีทั้งประเด็นเรื่องละเมิดสิทธิมนุษยชน (คนเราอยากหลีกเลี่ยงการถูกนำเสนอภาพที่ดูไม่ดี) และเรื่องการช่วยชีวิตบิ๊ก ซึ่งถ้าสมัยนั้นมีพวก influencer” (นักชี้นำทางความคิด เอาสื่อฯ มาด่า) เยอะเหมือนตอนนี้ คงจะวิพากษ์สื่อฯ กันรุนแรงหนัก



เรื่องต่อมาคือ การทำการบ้าน สื่อฯ เป็นผู้กำหนดประเด็นรายงานสังคม ให้ความรู้ ชี้นำสังคมให้คิดได้ ความถูกต้องของข้อมูลเป็นสำคัญ (มีความรู้จะได้ไม่ถามอะไรโดยไม่มั่นใจ) นำข้อมูลมาย่อยสรุปให้เข้าใจง่ายได้ สังคมต้องการ “อินโฟกราฟฟิก” ที่อธิบายจบได้ในไม่กี่สไลด์ การทำการบ้านคือหาโอกาสศึกษาจากผู้รู้อยู่ตลอดเวลา ทั้งช่วงก่อนและระหว่างการรายงานข่าว อาชีพสื่อฯ คือการแสวงหาความรู้อย่างไม่จบสิ้น

ส่วนเรื่องสื่อฯ เยอะเกินไป เป็นอะไรที่แก้ไขได้ยาก เพราะองค์กรสื่อฯ เมืองไทยมีมาก ข่าวที่เป็นปรากฏการณ์ระดับนี้ก็ยังมีสื่อฯ นอกเข้ามาร่วมผสมโรงอีก วิธีที่มองๆ ไว้ว่าน่าจะดี คือ สื่อฯ ต้องมีความคิดสร้างสรรค์ อาจสรรหามุมอื่นที่แปลกและให้ประโยชน์ อธิบายเพิ่มเติมไม่ซ้ำกัน ซึ่งก็แล้วแต่ไอเดีย จากกรณีถ้ำหลวงก็อาจเป็นเรื่องประวัติศาสตร์พื้นที่ หรือความน่าสนใจของผู้ร่วมปฏิบัติภารกิจ

อย่างไรก็ตาม เรื่องถ้ำหลวงก็ใช่ว่าจะจบบริบูรณ์แล้ว ฉากต่อไปที่คาดว่าจะมีคือ การนำเด็กไปออกสื่อ ก็อาจมีประเด็นให้พูดถึงกันอีก เร็วๆ นี้คงได้เห็นว่า ข่าวจะออกมาเป็นอย่างไร??
........................................
คอลัมน์ : ที่เห็นและเป็นอยู่
โดย “บุหงาตันหยง”


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

ความคิดเห็น

บอกต่อ : 325