อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 16 พฤศจิกายน 2561

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 16 พฤศจิกายน 2561

อยากเห็นอะไร? ภายใต้พรบ.สงฆ์แก้ไขใหม่

สัปดาห์นี้ต้องจับตาให้ดี ว่าด้วยเรื่องการแก้ไขพ.ร.บ.คณะสงฆ์ ทั้งฆราวาส-พระสงฆ์ อยากเห็นขั้วอำนาจบริหารคณะสงฆ์จะเปลี่ยนอย่างไรบ้าง พุธที่ 1 สิงหาคม 2561 เวลา 10.00 น.


ตอนนี้ไปไหนในแวดวงคณะสงฆ์และในกลุ่มฆราวาส ที่สนใจกิจการพระพุทธศาสนาและวงการคณะสงฆ์ ในวงสนทนามักหลบไม่พ้นจะเจอคำถามว่า “โฉมหน้ากรรมการมหาเถรสมาคมชุดใหม่ และขั้วอำนาจการบริหารคณะสงฆ์จะเปลี่ยนอย่างไรบ้าง”

หลังจากประเทศไทยมีการ แก้ไขพ.ร.บ.คณะสงฆ์ ว่าด้วยกรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าคณะใหญ่และเจ้าคณะภาค ทำให้ตอนนี้เหมือนเกิดสุญญากาศในแวดวงคณะสงฆ์ เพราะการประชุมกรรมการมหาเถรสมาคม คงยังไม่เกิดตราบเท่าที่ยังไม่มีกรรมการมหาเถรสมาคมชุดใหม่

บรรดาเจ้าคณะใหญ่ทั้ง 5 รูป คือฝ่ายมหานิกาย 4 รูป ฝ่ายธรรมยุติกนิกาย 1 รูป ก็ยังไม่รู้ชะตากรรมว่า “ตนเองยังได้อยู่ในตำแหน่งทางปกครองต่อหรือไม่” ส่วนเจ้าคณะภาคทั้ง 26 รูป คือ ฝ่ายมหานิกาย 18 รูป ฝ่ายธรรมยุติกนิกาย 8 รูป ก็ลุ้นต่อว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงอะไรหรือไม่อย่างไร

ผมได้มีโอกาสพูดคุยกับนักวิชาการด้านศาสนา และคนที่ทำงานสนองงานคณะสงฆ์ ส่วนใหญ่เห็นด้วยว่า “คณะสงฆ์จะต้องมีการกระจายอำนาจ” อย่างกรรมการมหาเถรสมาคมชุดที่ผ่านมา ในบรรดากรรมการมหาเถรสมาคม 20 รูปนั่น บางวัดมีกรรมการมหาเถรสมาคมถึง 3 รูป และในวัดเดียวกันนี้เป็นทั้งกรรมการมหาเถรสมาคม เป็นทั้งเจ้าคณะใหญ่ เป็นทั้งเจ้าคณะภาค วัดเดียวรวบอำนาจไว้เกือบทั้งหมด และส่วนใหญ่ตำแหน่งทางปกครองกระจุกตัวอยู่ในกรุงเทพฯ ไม่ได้กระจายไปต่างจังหวัด



มีคำถามต่อไปว่า เป็นไปได้หรือไม่ กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าคณะใหญ่ และเจ้าคณะภาค ควรจะต้องกระจายอำนาจไปอยู่ในเขตปกครองของตนเอง เพื่อจะได้ดูแลปกครองบริหารจัดการคณะสงฆ์ ขับเคลื่อนกิจการพระพุทธศาสนาเป็นไปได้อย่างมีเอกภาพ

ภายใต้ พ.ร.บ.คณะสงฆ์ 2505 ที่แก้ไขเพิ่มเติมเป็นครั้งที่ 4 และประกาศใช้เมื่อวันที่ 17 ก.ค.ที่ผ่านมา กรรมการมหาเถรสมาคมก็ยังคง 20 รูปเหมือนเดิม แต่มหาเถรสมาคมเดิมบรรดาพระสมเด็จฯ จะเป็นโดยตำแหน่ง จะเปลี่ยนไป ในพ.ร.บ.แก้ไขใหม่นี้ จะประกอบด้วย สมเด็จพระสังฆราช ซึ่งทรงดำรงตำแหน่งประธานกรรมการโดยตำแหน่ง และกรรมการอื่นอีกไม่เกิน 20 ซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งจากสมเด็จพระราชาคณะพระราชาคณะ หรือ “พระภิกษุซึ่งมีพรรษาอันสมควร และมีจริยวัตรในพระธรรมวินัยที่เหมาะสมแก่การปกครองคณะสงฆ์”



ซึ่งตรงนี้แหละ คือ ความหวังที่จะทำให้บรรดาพระสงฆ์ที่มีไฟ บรรดาพระสงฆ์ที่เป็นคนรุ่นใหม่ ที่มีความรู้ทั้งด้านศาสนาและศาสตร์สมัยใหม่ ที่มีอายุพรรษาอันสมควรมีโอกาสเข้าไปนั่งเป็นกรรมการมหาเถรสมาคม แม้สังคมสงฆ์จะเป็นสังคมแห่งการอ่อนน้อมถ่อมตน สังคมเคารพกันด้วยอายุพรรษาตามหลักพระธรรมวินัย เป็นสังคมค่อนข้างอนุรักษ์นิยม แต่อย่างน้อยการที่มีพระภิกษุอายุไม่มาก มีพรรษาอันสมควร และมีองค์ความรู้ดี มีจริยวัตรที่งดงามตามพระธรรมวินัยที่เหมาะสมแก่การปกครองคณะสงฆ์ ก็จะทำให้คณะสงฆ์ และกิจการพระพุทธศาสนาในประเทศไทยมีความเจริญและมั่นคงแน่นอน

ส่วนเจ้าคณะใหญ่ในฝ่ายมหานิกาย ในวงการสนทนาสรุปตรงกันว่า คงจะมีการเปลี่ยนแปลงค่อนข้างแน่นอน ตำแหน่งที่ทับซ้อนอย่างเช่นรูปเดียว เป็นทั้งกรรมการมหาเถรสมาคม เป็นทั้งเจ้าคณะใหญ่ หรือบางรูปชราภาพและมีความอาพาธอยู่เนืองๆ คงไม่เหมาะที่จะขับเคลื่อนกิจการคณะสงฆ์

ส่วนเจ้าคณะภาคทั้ง 26 รูปนั่น ถือว่าเป็น “เส้นเลือด” สำคัญในการฉีดให้กิจการพระพุทธศาสนาขับเคลื่อนตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา หากได้เจ้าคณะภาคที่มัวแต่อยู่ “ติดวัด” ไม่ยอมทำงานรับใช้พระพุทธศาสนา ไม่ลงพื้นที่ก็คงถึงเวลา “ต้องสังคายนา” เอาพระภิกษุในพื้นที่ต่างจังหวัด ในเขตปกครองตนเองขึ้นมาบริหารจัดการคณะสงฆ์ ไม่อย่างนั้นกิจการด้านพระศาสนาก็คงเขาอีหรอบเดิม



และจากกระแสข่าวว่า สำนักงานกรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าคณะใหญ่และเจ้าคณะภาค จะไปรวมศูนย์อยู่ที่พุทธมณฑลนั้น เท่าที่ทราบตอนนี้ “ยังไม่มีอะไรในกอไผ่”

ประเทศไทยเรื่องศาสนา ถือว่าเป็นเรื่อง “ความมั่นคง” ชนิดหนึ่ง ประเทศเราอยู่รอดปลอดภัยมาได้ทุกวันนี้ เพราะมีสถาบันชาติ ศาสนา และสถาบันพระมหากษัตริย์ ที่เข้มแข็ง พวกเราทุกคนต้องร่วมด้วยช่วยกันคนละไม้คนละมือ เพื่อให้ทั้ง 3 สถาบันหลักของชาติเรานี้ อยู่รอดปลอดภัยท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของโลกปัจจุบัน อย่าคิดธุระไม่ใช่ เพราะนี่คือหน้าที่ในฐานะพลเมืองของประเทศนี้.
................................
คอลัมน์ : ริ้วผ้าเหลือง
โดย “เปรียญ10” : riwpaalueng@gmail.com
ขอบคุณแหล่งภาพ : กลุ่มประชาสัมพันธ์และเผยแผ่ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ, วัดสามพระยา, https://www.phuttha.com/


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 335