อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 21 พฤษภาคม 2562
พิธีราชาภิเษกรัชกาลที่ 10

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 21 พฤษภาคม 2562

"เค็มเบอร์ไหน" ที่คนไทยบริโภคได้

อาหารสตรีทฟู้ดส่วนใหญ่มีโซเดียมในระดับความเสี่ยงสูงต่อสุขภาพ ดังนั้นประชาชนควรทำอาหารรับประทานเองในบางมื้อ รวมทั้งปรับเปลี่ยนพฤติกรรมลดบริโภคอาหาร ลดเค็ม อาทิตย์ที่ 5 สิงหาคม 2561 เวลา 06.12 น.

“ข้าวผัดกะเพราหมูสับ 1 จาน” พบความเค็มหรือโซเดียมเฉลี่ย 1,200 มิลลิกรัม  ขณะที่องค์การอนามัยโลก กำหนดบริโภคโซเดียมได้ ประมาณ 2,000 มิลลิกรัม แต่ปัจจุบันคนไทยบริโภคโซเดียมสูงเกินกว่าค่ากำหนดขององค์การอนามัยโลก (5 กรัมหรือ 1 ช้อนชาต่อวัน) ถึง 2 เท่า หรือประมาณ 4,350 มิลลิกรัมต่อวัน ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมวิถีชีวิตสุขภาวะ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า หลายประเทศรวมทั้งประเทศไทยรณรงค์ให้ลดบริโภคเค็มหรือโซเดียมลง อันเป็นสาเหตุของการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ทั้งโรคความดันโลหิตสูง โรคไต โรคหลอดเลือดหัวใจและหลอดเลือดสมอง  นอกจากนี้การบริโภคอาหารโซเดียมสูงยังเป็นปัจจัยที่นำไปสู่การเกิดความเคยชินต่อรสเค็ม ทำให้บริโภคอาหารโซเดียมสูงเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งการติดรสชาติเค็มเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการปรับลดปริมาณโซเดียม



ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมวิถีชีวิตสุขภาวะ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า สสส. ได้ร่วมมือกับทุกภาคส่วนเพื่อให้คนไทยมีสุขภาพดีจึงมีแนวทางการปรับลดปริมาณโซเดียมในอาหารหรือผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ อาทิ การใช้สารทดแทนเกลือ เช่น เกลือโพแทสเซียมคลอไรด์ ซึ่งยังมีข้อจำกัดบางประการ คือ ทำให้เกิดรสเฝื่อนในอาหาร หรือการใช้ในผู้ป่วยที่ต้องจำกัดปริมาณโพแทสเซียม เช่น ปลาร้า สามารถลดปริมาณโซเดียมลงได้ร้อยละ 50 ดังนั้นการหาแนวทางปรับลดโซเดียมในอาหารโดยไม่ส่งผล กระทบต่อรสชาติและการยอมรับผู้บริโภคจึงถือเป็นเป้าหมายสำคัญอีกทางหนึ่ง ผศ.นพ.สุรศักดิ์ กันตชูเวสศิริ ประธานเครือข่ายลดบริโภคเค็ม กล่าวว่า เครือข่ายลดบริโภคเค็ม เปิดเผยผลวิจัยปริมาณโซเดียมและโซเดียมคลอไรด์ในอาหารสตรีทฟู้ดของ ดร. เนตรนภิส วัฒนสุชาติ นักวิจัยเชี่ยวชาญ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พบว่า กับข้าวและอาหารจานเดียวส่วนใหญ่มีโซเดียมเกินกว่า 1,500 มิลลิกรัมต่อถุงจำหน่าย

ทั้งนี้ จากการทดลองเตรียมน้ำซุปใสที่เติมน้ำปลาที่ให้รสชาติกลมกล่อมเค็มพอดีนั้นจะใช้น้ำปลา 6 กรัมต่อน้ำซุป 200 ซีซี จะมีปริมาณโซเดียมเพียง 600 มิลลิกรัม จึงมีความเป็นไปได้ที่ร้านค้าจะมีการใช้ผงชูรส ผงปรุงแต่งรสชนิดก้อน/ผง ในปริมาณสูงเกินความจำเป็น รวมทั้งการใช้ส่วนผสม เช่น ไตปลา ปลาร้า พริกแกง และกะปิ ที่มีโซเดียมสูง จึงเป็นผลให้อาหารสตรีทฟู้ดที่สำรวจในการศึกษานี้ส่วนใหญ่มีโซเดียมในระดับความเสี่ยงสูงต่อสุขภาพ ดังนั้นประชาชนควรทำอาหารรับประทานเองในบางมื้อ รวมทั้งปรับเปลี่ยนพฤติกรรมลดบริโภคอาหาร ลดเค็ม เช่น ไม่บริโภคน้ำก๋วยเตี๋ยว หรือน้ำบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปจนหมดถ้วย ไม่ใช้เครื่องปรุงรส ลดอาหารหมักดอง ไส้กรอก แฮม ลูกชิ้น ซึ่งอาหารแปรรูปต้องใช้โซเดียมสูงกว่าอาหารสดเพื่อคงคุณภาพอาหาร              



ผศ.นพ.สุรศักดิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่ายุทธศาสตร์ของการทำงานด้านลดเค็มในระยะต่อไป  เครือข่ายได้ร่วมมือกับภาคเอกชนให้ผลิตผลิตภัณฑ์เพื่อลดเค็มให้แก่ผู้บริโภค โดยให้ผู้ประกอบการอาหารติดฉลาก “ทางเลือกสุขภาพ” 12 ผลิตภัณฑ์ อาหารกึ่งสำเร็จรูป (บะหมี่และโจ๊ก) 22 ผลิตภัณฑ์ ขนมขบเคี้ยว 30 ผลิตภัณฑ์ โดยมีผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการรับรองแล้วทั้งสิ้น 633 ผลิตภัณฑ์แบ่งเป็นกลุ่มอาหารมื้อหลัก 10 ผลิตภัณฑ์และผลักดันให้มีเครื่องมือวัดความเค็ม เพื่อให้ประชาชนซื้อหามาใช้ในราคาเหมาะสม ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนวิจัยราคาเครื่องละ 2,000 บาท  และถ่ายทอดงานวิจัยปลาร้าลดโซเดียมสู่กลุ่มรัฐวิสาหกิจชุมชน ให้ออกสู่ท้องตลาดเป็นทางเลือกของชุมชนนอกจากนี้จะเปิดตัวภาพยนตร์สั้นความยาว 8 นาที เพื่อสร้างความตระหนักรู้โทษภัยของความเค็ม ในชื่อเรื่อง “The Ingredients : มื้อพิ(ษ)เศษ” นำแสดงโดย คุณสินจัย เปล่งพานิช  ปัจจุบันมีผู้ป่วยโรคไต 11 ล้านคน ซึ่งต้องได้รับการดูแลพิเศษทั้งการล้างไต และการปลูกถ่ายไต และมีผู้ป่วยไตวายระยะสุดท้าย ต้องล้างไตประมาณ 1 แสนคน ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยอยู่ที่ 2.5 แสนบาทต่อคนต่อปี ซึ่งหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ สปสช.เสียค่าบำบัดทดแทนไตประมาณ 3 พันล้านบาท…คาดว่า ภายใน 5-10 ปีข้างหน้า จะเสียค่าใช้จ่ายในเรื่องนี้เป็น 1.7 หมื่นล้านบาท...

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 38