อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 21 กันยายน 2561

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 21 กันยายน 2561

​​​​​​​ธรรมะจาก"คุก" อดีตพุทธะอิสระ-จตุพร

สัปดาห์นี้เรียนรู้คำว่า “คุก” แบ่งคนพ้นโทษได้ 2 ประเภท แต่จะเปลี่ยนคนจากฝ่ามือเป็นหลังเท้า หรือหลังเท้าพลิกเป็นฝ่ามือขึ้นอยู่กับอะไร พุธที่ 22 สิงหาคม 2561 เวลา 10.00 น.


ในฐานะชาวพุทธ...ผมเชื่อว่าโดยพื้นฐานทุกคนเกิดมาพร้อมที่จะเป็นคนดี และทุกคนมีดีอยู่ในตัวเองทั้งนั้น เพียงแต่จะดีมากน้อยอยู่ที่มุมมองแต่ละบุคคล สภาพแวดล้อม การอบรมสั่งสอน และการคบเพื่อน มีส่วนสำคัญไม่น้อย ที่จะทำให้เป็นคนดีหรือคนไม่ดีได้

ในทางกฎหมายคนทำผิดกฎกติกาสังคม ที่สังคมวางกรอบเอาไว้ ย่อมต้องติดคุก และในทางพระธรรมวินัยพระภิกษุ หากทำผิดพระวินัยก็ต้องอาบัติ ซึ่งมี 227 ข้อ เป็นกฎระเบียบหรือข้อห้ามของพระภิกษุสงฆ์เถรวาทตามพระวินัยบัญญัติ

คนที่ออกจากคุกมี 2 ประเภท บางประเภทเมื่อเข้าไปแล้วได้สัจธรรมทบทวนบทบาทชีวิต มีชีวิตอยู่กับลมหายใจ มีเวลาทบทวนสิ่งที่ตัวเองได้ทำลงไปแล้วมีจิตสำนึก ออกมาแล้วไม่อยากกลับเข้าไปอีก กลัวต่อการถูกจับกุมและถูกขังอย่างไร้อิสรภาพ คนกลุ่มนี้เหมือนดอกบัวปริ่มๆ น้ำ รอรับแสงพระอาทิตย์ ส่วนอีกประเภทเมื่อเข้าไปแล้วไม่มีจิตสำนึก ไม่ทบทวนสิ่งที่ตัวเองทำลงไปดีหรือชั่ว เมื่อกลับออกมาก็ไร้จิตสำนึกก่อคดีทำผิดกฎหมายซ้ำแล้วซ้ำเล่า พวกนี้เหมือนดอกบัวใต้ตม หมดทางเยียวยา



ช่วงนี้เห็นการโพสต์ข้อความของ
อดีตพระพุทธอิสระ และ นายจตุพร พรหมพันธุ์ ที่เพิ่งออกจากคุกกันหมดแล้วอดชื่นชมไม่ได้ว่าทั้ง 2 ท่าน ได้เกิดดวงตาเห็นธรรมในทางการเมือง อย่างเช่นอดีตพระพุทธอิสระ โพสต์เตือนสติว่า “ดูก่อนวิสาขา การอยู่ภายใต้อำนาจ ของผู้อื่นนั่นย่อมเป็นทุกข์ ก็ยังทุกข์ไม่เท่าอยู่ภายใต้อำนาจกิเลสที่ครอบงำ การเป็นอิสระจากผู้อื่น ย่อมผ่อนคลายเป็นสุขก็สุขไม่เท่า การได้เป็นอิสระจากกิเลส บุคคลผู้รักรักตนเอง จึงไม่ควรเบียดเบียนผู้อื่น สรรพสัตว์ในโลกนี้ หรือในโลกอื่นไม่มีใครที่ไม่รักตนเอง เช่นนั้นไม่ควรเบียดเบียนซึ่งกันและกัน”

หวังว่าอดีตพระพุทธอิสระ คงจะได้สัจธรรมแล้วเป็นแน่แท้ ต่อจากนี้ไปหลังจากท่านกลับมาห่มผ้าเหลือง คงจะตั้งมั่นอยู่ในพระธรรมวินัยของพระสัมมาสัมมาพุทธเจ้า ใช้ศักยภาพที่มีอยู่เพียบพร้อมประกาศเผยแผ่พระพุทธศาสนา เพื่อความสงบสุขของสังคมไทยและสังคมโลก ไม่เบียดเบียนบุคคลอื่นและรักตัวเองให้มากๆ เพราะสุดท้ายพระคุณเจ้าคงทราบแล้วว่า “อำนาจทำให้คนเป็นทุกข์” และตัวท่านเองก็คงไตร่ตรองได้ว่า “ไม่มีใครรักท่านเท่าตัวท่านเอง”

“ในมุมมองของผมต้องการให้การเมืองอยู่บนหลักการมากกว่าตัวบุคคล การเมืองถ้าผูกติดกับอุดมคติแนวทางอุดมการณ์มันจะยั่งยืน ส่วนตัวบุคคลสามารถถูกทำลายได้ มีขึ้นมีลง มีบวกมีลบ คือโลกแห่งความจริงหนีไม่พ้น จึงควรยึดแนวทางอุดมการณ์เป็นหลัก คือควรต้องนำบุคคลออกไป การตัดสินแนวทางอุดมการณ์ต้องเอาหน้าคนออกไป เช่นเดียวกับความยุติธรรมไม่ต้องดูหน้า อุดมการณ์ดูหน้าไม่ได้ แต่ต้องดูที่แกนและเนื้อหาว่าความจริงคืออะไร” นี้คือคำสัมภาษณ์ของนายจตุพร พรหมพันธุ์



นายจตุพร มาจากเด็กวัด มีความใกล้ชิดกับพระสงฆ์ ย่อมเข้าใจหลักธรรมะและการดำเนินชีวิตมากกว่าบุคคลทั่วไป การยึดตัวบุคคลในการต่อสู้ทางการเมืองย่อมไม่ก่อให้เกิดความยั่งยืนและมั่นคง เพราะตัวบุคคลมีการเปลี่ยนแปลงและตามอคติ 4 ประการ คือ ฉันทาคติ โทสาคติ ภยาคติ โมหาคติ ได้ สิ่งที่ถูกต้องๆยึดหลักการ และอุดมการณ์ภายใต้บริบทของสังคมไทยเป็นที่ตั้ง

สังคมมนุษย์มีการวิวัฒน์พัฒนาการมาอันยาวนาน มีการลองผิดลองถูกภายใต้กฎเกณฑ์ที่สังคมมนุษย์สร้างขึ้นมา บางกฎเกณฑ์บางระเบียบอาจใช้ไม่ได้กับยุคนี้ ก็ต้องมีการปรับเปลี่ยน แต่เมื่อเราอยู่ในสังคมร่วมกันต้องยอมรับกฎกติกาที่ร่วมกันตั้งขึ้นมา

คำว่า “คุก” ทำให้คนเปลี่ยนได้ อยู่ที่จะเปลี่ยนจากฝ่ามือเป็นหลังเท้า หรือจากหลังเท้าพลิกมาเป็นฝ่ามือ หรือบางคนอาศัยคุกเป็นบ้านหลังที่ 2 อันนี้ก็อยู่ที่พฤติกรรมของตัวเอง และผมเชื่อว่าโดยธรรมชาติของมนุษย์ ถ้ามีทางเลือกที่ดี ผู้ใดก็คงไม่อยากเข้าคุก.
................................
คอลัมน์ : ริ้วผ้าเหลือง
โดย “เปรียญ10” : riwpaalueng@gmail.com


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    75%
  • ไม่เห็นด้วย
    25%

บอกต่อ : 510