อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 14 พฤศจิกายน 2561

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 14 พฤศจิกายน 2561

จากลูกกำพร้าพ่อตายแม่ทิ้ง เด็กบ้านนอกสู่'รองคณบดี'

สัปดาห์นี้เปิดชีวิตดอกเตอร์หนุ่ม อดีตลูกกำพร้าฝ่าฟันมากับน้องชาย จนก้าวข้ามมรสุมชีวิต สอนศิษย์มองตัวเอง เพื่อวางรากฐานอนาคต อาทิตย์ที่ 26 สิงหาคม 2561 เวลา 08.00 น.


“...ผมเป็นลูกกำพร้า ไม่มีพ่อและแม่เหมือนอย่างครอบครัวปกติอย่างเช่นคนอื่นเขา...” 

ฟังแล้วก็อาจจะไม่ใช่ประโยคที่สามารถสร้างแรงบันดาลใจให้กับใครได้ทันทีทันใด หากไม่บอกว่าคำพูดนี้เป็นของชายผู้หนึ่ง ที่เรียกตัวเองว่า...พลเมืองชั้นสอง เขาคือ...ผศ.ดร.พีระ พันลูกท้าว รองคณบดีฝ่ายอำนวยการ ประกันคุณภาพและวิเทศสัมพันธ์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม หรือที่เด็กนักศึกษาเรียกว่า...อาจารย์เอก





กว่าเด็กบ้านนอกคนหนึ่งที่ไร้พ่อแม่ จะก้าวข้ามความไม่สมบูรณ์ของชีวิต และพยายามแปรเปลี่ยนมันเป็นพลังแล้วลุกขึ้นสู้นั้น คงไม่ใช่เรื่องง่ายๆ จากเด็กต.เมืองเก่า อ.เมือง จ.ขอนแก่น ที่บ้านมีพี่น้อง 2 คน น้องชายอายุห่างกัน 2 ปี จู่ๆ วันหนึ่งพ่อกับแม่ทะเลาะกัน ก่อนพ่อจะประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต “นี่อาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่แม่หนีไป” อาจารย์เอก เล่าความหลังให้ฟัง
 
ขณะนั้นอายุเพียง 4 ขวบ ตื่นขึ้นมาไม่เจอพ่อกับแม่ เห็นเพียงญาติๆ คนอื่นปลุกให้ไปโรงเรียน ตอนนั้นไม่รู้หรอกว่า “พ่อตายแล้ว” คืออะไร?? “มีพ่อนอนอยู่ข้างใน ถ้าอยากมาหาพ่อก็ให้มาที่นี่” รับรู้แค่นั้นเพราะยังเด็กมาก และเมื่ออายุได้ 6-7 ขวบ สองพี่น้องก็ต้องไปอาศัยอยู่กับน้า (น้องของแม่) ซึ่งแม่ก็ยังส่งเงินมาให้ใช้อยู่บ้าง แต่ก็มีเหตุให้หยุดเรียนตอนป.3

น้าซึ่งทำงานภายในมหาวิทยาลัยขอนแก่น มีบ้านพักอยู่ที่นั่น และตามวิถีชีวิตของเด็กบ้านนอก การเล่นดินเล่นทรายเนื้อตัวมอมแมมเสื้อผ้าเปรอะเปื้อนเป็นเรื่องปกติ ลุงซึ่งเป็นพี่ชายของพ่อมาเห็นในสภาพนั้น ก็เลยรู้สึกไม่พอใจที่น้าปล่อยให้เด็กกินอยู่แบบนี้ กระทั่งในปี 2526 อาจารย์เอกบอกว่า “ลุงมารับไปรับผมและน้องชายไปอยู่ด้วย และไม่ให้ติดต่อกับน้าอีก” ญาติทั้งสองฝั่งกลายเป็นผิดใจกันตั้งแต่นั้นมา


 
เมื่อเข้าม.1 ด.ช.เอก เป็นเด็กกิจกรรม และเป็นนักดนตรีของโรงเรียน “แซกโซโฟน” ก็จะได้อยู่หน้าๆ แถว เพราะตัวเล็กสูงเพียง 128 ซม. เนื่องจากคลอดก่อนกำหนด 7 เดือนก็ลืมตามดูโลกแล้ว แต่ด้วยความรับผิดชอบที่ดี ได้รับเลือกให้เป็นหัวหน้าชั้น ซึ่งทุกๆ ครั้งที่รู้สึกดีมากๆ คือการได้เห็นพ่อแม่ของเพื่อนๆ มาส่งที่โรงเรียน เพราะในชีวิตของด.ช.เอก ไม่เคยได้สัมผัสความรู้สึกเช่นนั้นเลย และไม่กล้าบอกใครว่าไม่มีพ่อแม่ เพราะ...ความรู้สึกอาย
 
ในวันพ่อหรือวันแม่ จะต้องมีการเชิญผู้ปกครองมาร่วมงาน และแล้ววันนั้นก็มาถึง ...ในฐานะหัวหน้าห้องต้องเชิญแม่มาร่วมงานวันแม่...เชื่อไหมครับ ผมเครียดมาก...ไม่รู้ว่าแม่ผมอยู่ที่ไหน เพราะลุงกับป้าเลี้ยงมา...ผมไม่มีแม่ จะเอาแม่ที่ไหนมาร่วมงานที่โรงเรียน...พ่อผมตายตั้งแต่ผมยังเด็ก...แม่ผมก็หนีจากผมไป...”


 
ฉะนั้นหนึ่งความรู้สึกที่กลืนหายไปจากชีวิต คือ ไออุ่นจากพ่อและแม่ งานวันแม่และวันพ่อที่ต้องเชิญพ่อกับแม่มากราบไหว้ที่โรงเรียน จึงเป็นวันที่แสนเจ็บปวดที่สุดของด.ช.เอกและน้องชาย เพราะรู้สึกไม่ต่างกัน
 
“ตอนม.2 เราเริ่มโตขึ้น ผมกล้าบอกครูไปตรงๆ ต่อหน้าเพื่อนๆ ว่า ผมไม่มีพ่อแม่ครับ สายตาทุกคนมองมาที่ผม มันกดดันมาก ครูก็เลยถามว่าจะเลือกใคร ผมก็ชี้ไปที่เพื่อนสนิทคนหนึ่ง เพื่อนก็ตอบว่า ผมก็ไม่มีแม่เหมือนกันครับ ตอนนั้นมันรู้สึกดีใจมากที่มีคนเข้าใจเราว่า การไม่มีแม่มันเป็นอย่างไร”
 
งานวันแม่ในปีนั้นด.ช.เอก จดจำได้ดี มีแม่คนหนึ่งมาสายหลังพิธีได้เริ่มเกือบจบสิ้นแล้ว เมื่อเด็กคนนั้นเห็นแม่มา ก็รีบวิ่งเข้าไปกอดแม่และร้องไห้ ภาพที่เห็นจึงกลายเป็นปมคิดมาตลอดว่า…การไม่มีแม่คือเรื่องใหญ่มาก มันมีนัยแฝงอยู่ “ทุกวันนี้เป็นอาจารย์ก็อยากให้ผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเราพิจารณาเรื่องการเชิญพ่อแม่มาร่วมกิจกรรมแบบนี้” อาจารย์เอก แฝงให้คิด


 
กระทั่ง ม.3 ขึ้นม.4 ตั้งใจบวชเป็นเณรตามโครงการบวชภาคฤดูร้อน เพราะรู้ว่าจะได้เดินทางไปที่ภาคใต้ เป็นจุดหมายเพื่อไปพบหน้าแม่ ซึ่งก็เจอจริงๆ ที่จ.ภูเก็ต เป็นช่วงเวลาที่พยายามเก็บเป็นความลับไว้ไม่ให้ลุงกับป้าได้รู้ แต่ความลับไม่มีในโลก เพราะที่จริงลุงกับป้ารู้ทุกเรื่องว่า…จะไปไหน ไปหาใคร และทำอะไร
 
หลังจบม.6 จากรร.แก่นนครวิทยาลัย ในปี 2539 จึงสมัครสอบเข้าเรียนตามโครงการช้างเผือก ได้เป็นนิสิตจุฬา คณะศิลปกรรมศาสตร์ ซึ่งจริงๆ ชีวิตของเด็กกำพร้าคนหนึ่ง ก้าวมาถึงจุดนี้ถือว่าเก่งมาก แต่ชะตาชีวิตมักเล่นตลกอยู่เสมอ นายเอกเรียนที่จุฬาฯ ได้เพียง 1 ปี ก็ต้องซิ่วมาเรียนที่มหาวิทยาลัยมหาสารคาม (มมส.) เพราะลุงต้องส่งลูกๆ เรียนอีก 3 คน ก็คงจะไม่ไหว ถ้าให้แบกรับเอกและน้องชาย


 
ตอนนั้นอาจารย์เอกบอกตัวเองว่า ถ้าเราฝืนอยู่ต่อที่จุฬาฯ…ก็อาจจะเรียนไม่จบ และไม่มีผมในวันนี้…เพราะไม่มีเงินเรียน จึงต้องซิ่วมาเรียนปี 1 ที่มมส. และกู้กยศ.เรียนไปพร้อมกับน้องชายในคณะเดียวกัน ในเวลานั้นก็น้อยใจเหมือนกัน จากที่ได้เรียนในมหาวิทยาลัยอันดับต้นของประเทศ แต่ก็ทำให้ชินเป็นเรื่องปกติ เพราะรู้ดีว่าเราอยู่ในฐานะพลเมืองชั้นสอง ลุงจะสอนเสมอว่าถ้าเปลือกข้าวมันปลิวไปไหน แล้วมันเจอน้ำมันก็จะงอกเป็นต้นข้าวได้ นี่แหละความรู้ที่เป็นสมบัติที่ใช้พกติดตัวพาไปไหนก็ได้  

ในปี 44 เรียนจบปริญญาตรี เกียรตินิยมทั้งพี่ชายและน้องชาย อาจารย์คนหนึ่งถามว่า “เอกอยากเป็นอาจารย์ใช่ไหม?” ก็เลยตอบตกลง นั่งรถทัวร์มาสอนเป็นลูกจ้างชั่วคราว ก่อนได้บรรจุด้วยเหตุผลสาขาที่ยังขาดแคลนบุคลากร และใฝ่หาความรู้ต่อยอดเรียนต่อปริญญาโท สอบได้ทุนรัฐบาล “โครงการเด็กอัจฉริยะ” จนสามารถไปเรียนต่างประเทศ สาขานาฏศิลป์ตะวันตก ที่รัฐวอชิงตัน และต่อปริญญาเอก รวมเวลา 7 ปี ก่อนจะกลับมาสอนที่เมืองไทย




 
“การเดินทางไปเรียนหนังสือของผม คือ การเดินครับ หากนั่งรถเมล์ไปกลับวันละ 6 ปอนด์ (สมัยนั้น 1 ปอนด์ 76 บาท) เพราะเป็นนักเรียนทุนรัฐบาล งบประมาณจำกัดก็ต้องอาศัยเดินไปเรียน ซึ่งบ้านพักกับมหาวิทยาลัยห่างกัน 4 ไมล์ (1 ไมล์=1.6 กม.) ผมเดินไปกลับวันละ 8 ไมล์ น้ำปลากับข้าวก็กินมาแล้ว ลำบากกว่านี้จะไปคิดมากทำไม เรื่องจริงที่อยากแบ่งปันครับ”

ผมภูมิใจที่ผมเป็นผมอย่างทุกวันนี้…แค่เล่ามุมมองหนึ่งของคนที่ไม่สมบูรณ์ครับ ขอบคุณลุงกับป้าแม้ท่านจะไม่อยู่แล้ว ขอบคุณพ่อและแม่ นั่งคิดและมองตัวเองในอดีตที่ผ่านมา และอยู่ได้ในสังคมปัจจุบัน ดีแค่ไหนแล้วที่ผมไม่เป็นปัญหาของสังคม ทุกวันนี้ก็จะย้ำบอกลูกศิษย์เสอมว่า นอกจากเรามีทักษะวิชาการและทักษะอาชีพแล้ว เราต้องมีทักษะชีวิต จึงจะอยู่ในสังคมได้




 
นี่อาจเป็นหนึ่งบทพิสูจน์ของชีวิตการเป็นลูกกำพร้า ที่ไม่ได้แปลว่า…ล้มเหลว แม้ขาดความรักจากพ่อแม่ เลือกใฝ่ดี กู้กยศ.เรียน และหาเงินใช้คืนทุกบาททุกสตางค์ จนวันนี้สองพี่น้อง…
พี่ชายจบเป็นดอกเตอร์ ส่วนน้องชายทำงานวงการบันเทิงเป็นดารา…เพราะการเคารพตัวเองเป็นสิ่งสำคัญ หลายคนปรารถนามอบความรักให้ตัวเอง แต่ไม่คิดเดินไปหาความฝัน ไม่กล้าทำอะไร ไม่ลงมือทำคงไม่สำเร็จ
 
อยากบอกผู้อ่านและให้กำลังใจผู้ที่เป็นเด็กกำพร้าว่า “เราไม่สามารถเลือกเกิดหรือกลับไปแก้ไขอดีตของเราได้ แต่เราสามารถวางรากฐานชีวิตของเราได้ เหนื่อยก็พัก หายเหนื่อยแล้วก็ไปต่อ อาจจะท้อบ้างหมดกำลังใจบ้าง แต่ขอให้เรามีความฝัน อย่าทิ้งความฝันและให้กำลังใจตนเองครับ”
...................................................
คอลัมน์ : นิยายชีวิตอาทิตย์สไตล์ 
โดย “ทวีลาภ บวกทอง”


อ่านบทความที่เกี่ยวข้องได้ที่นี่...

ที่แท้"อ๋อง"น้องชาย"รองคณบดี" ดาราสู้ชีวิตอดีตเด็กกำพร้าบ้านแตก

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 36.12K