อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 18 พฤศจิกายน 2561

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 18 พฤศจิกายน 2561

ตามหาของอร่อยที่"กาดดารา"

ช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ ใครที่ชอบเสาะแสวงหา สถานที่รับประทานอาหารอร่อยมีเมนูคาว-หวานให้เลือกหลากหลายแบบอิ่มสบายท้อง บรรยากาศร่มรื่นไม่ควรพลาด! "กาดดารา" จ.เชียงใหม่ แต่จะมีอะไรบ้างที่เป็นไฮไลท์โดนใจลองไปตามดูกันเลยครับ จันทร์ที่ 27 สิงหาคม 2561 เวลา 10.00 น.


ผมตกลงกับ อ.เต้ย ว่าเที่ยวเชียงใหม่คราวนี้เราไม่เช่ารถแล้วกัน เพราะทำธุระแค่สั้นๆ เช้าก็กินข้าวที่โรงแรม ถ้ามื้อไหนหิว ก็ออกไปหาอะไรกินแถวโรงแรมนั่นแหละ เราให้ให้พนักงานช่วยขับรถกอล์ฟออกไปส่งที่หน้าโรงแรม มีเวิ้งที่เรียกว่า  “กาดดารา” กาดหรือภาษาคำเมือง แปลว่า “ตลาด” แม้ด้านหน้าของกาดจะดูเป็นไม้ ๆ แต่ถ้าเข้าไป ร้านที่นี่ดูดีมากนะครับ มีพวกร้านเล็กๆ เก๋ไก๋เต็มไปหมด ไม่ว่าจะเป็น ร้านจิวเวลรี่ ร้านผ้าไทย ร้านขายของเก่า ฯลฯ แต่ไปกับ อ.เต้ย ทั้งที เราก็ต้องเสาะหาของกินสิครับ

มื้อเที่ยงเราเดินไปจนสุดทางของกาด มีโคมแดงเรียงรายกันอยู่ มีร้านอาหารจีนชื่อ “ฟูเจี้ยน” วันที่ไปมีโปรโมชั่นบุฟเฟต์ติ่มซำ 818 บาท มีติ่มซำ 25 ชนิดกินได้ไม่อั้น มีเป็ดย่างและหมูกรอบอบแบบฮ่องกงให้ 1 จาน อาหารจานเดียว 1 จาน มีซุปให้เลือก 1 ถ้วย และขนมให้เลือกอีก 1 ถ้วย (พยายามไปให้ถึงไอศกรีมงาดำนะครับ…อร่อยมาก!) ผมว่าอิ่มและคุ้มดี แต่ผมขอข้ามไปที่ไฮไลต์ของวันนั้นเลยดีกว่า นั่นคือ “เป็ดปักกิ่ง” ครับ ผมได้เจอพี่อำนาจ หรือ อำนาจ ปันสุพฤกษ์ ผู้จัดการร้าน มาหั่นเป็ดให้ด้วยตัวเอง 

พี่อำนาจบอกเราว่า ตอนนี้เหลือห้องอาหารจีนไม่กี่แห่งแล้วที่ออกมาแล่หนังเป็ดให้ลูกค้าดู เพราะอะไรรู้มั้ยครับ บางร้านลักไก่เอาหนังห่านมาเสิร์ฟให้แทนเพราะแล่มาเรียบร้อยจากในครัวแล้ว พูดจบพี่อำนาจถือเป็ดเชอร์รี่ขนาด 3 กิโลกรัมออกมา แล้วใช้มีดค่อยๆ แล่หนังออกมาเป็นแผ่นๆ ด้วยท่าทางคล่องแคล่ว พลิกกลับหน้าหลังได้หนังเป็ดออกมาเต็มถาด แถมขนาดเป็นสี่เหลี่ยมใกล้เคียงกันด้วย ผมไปดูเครื่องเคียง ต้นหอมและแตงกวาก็หั่นมาเท่ากันเป๊ะๆ ราวกับเอาไม้บรรทัดวัด แป้งที่ใช้ห่อก็นุ่มดีครับ หนังเป็ดหอม หนา และกรอบ น้ำจิ้มหวานกำลังดี สรุปว่าเมนูเป็ดปักกิ่งนี้ผ่านครับ 



อ.เต้ย ถามพี่อำนาจเพิ่มเติมว่า เวลาย่างเป็ดเสร็จแล้ว เห็นหลายร้านใช้ไฟพ่นเพิ่มเข้าไปอีกเพื่อให้หนังกรอบ ที่นี่ทำด้วยหรือไม่ พี่อำนาจบอกว่าไม่เลยครับ ที่ร้านใช้วิธีการย่างในเตาอบแบบดั้งเดิม หนังเป็ดก็หอมดีอยู่แล้ว ถ้าไปพ่นไฟ บางทีถอนขนไม่เรียบร้อย เจอไฟเผาไปอีก หนังเป็ดจะมีกลิ่นไหม้ได้ ส่วนเนื้อเป็ดที่ถูกแล่หนังเสร็จแล้ว ปกติเราจะเห็นว่าเอาไปทำเป็นเมี่ยงหรือไม่ก็ผัดพริกไทยดำ แต่ร้านฟูเจี้ยนนำเนื้อเป็ดไปผัดพริกเกลือ แล้วนำมาใส่ในกระทงเผือกทอดที่กินได้ ผมชิมเป็ดคำแรกร้องว้าวเลยครับ เนื้อมันเหมือนเนื้อหมู นุ่มไม่เหนียว แถมไม่มีกลิ่นสาบ รับรองเด็กๆ กินเปล่าๆ ได้เลย รสชาติไม่จัดจนเกินไปครับ ส่วนผมขอน้ำจิ้มที่เป็นซอสพริกเซี่ยงไฮ้มาสักถ้วย นำเนื้อเป็ดมาจิ้มกินแล้วสุดยอดเลยครับ  

หลังจากกินเสร็จ เดินย่อยดูโน่นดูนี่ในกาดต่อ พอตกบ่าย 2 นิดๆ เราเดินไปที่ร้าน Dhara Dhevi Cake Shop เพราะมี Afternoon Tea เมนูนี้กินได้ 2 คนครับ บริกรยกขนมมาเสิร์ฟ 3 ชั้น และแนะนำให้เราเริ่มกินจากชั้นล่างขึ้นมา เพราะจะค่อยๆ เพิ่มความหวานขึ้นทีละน้อย ด้วยความที่ขนมมีมากมายหลายชนิด ผมจึงขออนุญาตแนะนำที่สุดของแต่ละชั้นก็แล้วกันนะครับ ชั้นล่างสุด เป็นพวกครัวซองต์และแซนด์วิช ผมชอบ Smoked Salmon on Dark Bread ที่เป็นแซลมอนบนขนมปังห่อด้วยซูกินี่ฝานบางแล้วนำมาพันรอบๆ ชั้นกลางเป็นพวกสโคน (สโคนช็อคโกแลตเจ๋งดีครับ) แต่ที่ผมชอบที่สุดคือ ครัวซองต์ไส้อั่ว ต้องเรียกว่าเป็น Signature ของที่นี่ เพราะไส้อั่วคงจะหากินได้ง่ายก็ที่เชียงใหม่นี่แหละครับ พอมาถึงชั้นบนสุดเป็นของหวานสีสวยมากครับ ถ้าสายหวานแนะนำ Chocolate Financier กินเข้าไปแล้ว รสช็อคโกแลตมันเต็มปากมากครับ อร่อยสุดๆ ถ้าสายเปรี้ยว ผมขอแนะนำ Lemon Tart ที่สีเหลืองๆ กินแล้วเปรี้ยวชื่นใจดีครับ ขนมหวานพวกนี้ กินกับชาขมๆ หน่อย ไปด้วยกันได้ดีมากครับ
 


และที่ขาดไม่ได้เมื่อมาร้านนี้คือ Macaron (ออกเสียงแบบฝรั่งเศสว่า มา-กา-ฮอง) เป็นขนมหวานที่ทำจากไข่ขาว อัลมอนด์บดละเอียด และน้ำตาล อบเป็นชิ้นกลมๆ แล้วเอา 2 ชิ้นมาประกบกัน มีไส้ตรงกลาง ขนมชิ้นนี้ ผมต้องซื้อกลับไปเป็นของฝากให้กับหลายๆ คน โดยเฉพาะภรรยา เธอชอบมาก ขนาดไปเรียนทำ Macaron มาแล้ว แต่เธอบอกว่าในเมืองไทย Macaron ของ Dhara Dhevi อร่อยที่สุด ผมซื้อรสมะนาวให้ภรรยา Macaron มีทั้งรสหวานและรสเปรี้ยว มีรสชาติแปลกๆ แบบนึกไม่ถึง เช่น รสชาเอิร์ลเกรย์ รสเฮลซ์บลูบอย รสพิสตาชิโอ้ รสมะม่วง ฯลฯ ผมเพิ่งทราบจากผู้จัดการร้านว่า ร้าน Dhara Dhevi Cake Shop ที่เคยขาย Macaron ในกรุงเทพฯ ไม่มีแล้ว เหลือแต่ในเชียงใหม่ 4 ที่ และถ้าอยากนั่งกินขนมและจิบน้ำชาแบบชิลล์ๆ ในบรรยากาศดีๆ ก็ต้องมานั่งกินที่ร้านนี้เพียงที่เดียวเท่านั้น

ตกเย็นเราพักผ่อน พอมื้อค่ำ เราเล็งร้านอาหารอิตาเลี่ยนไว้ตั้งแต่กลางวันแล้วครับ ร้านนี้ชื่อ Allegro ทางเข้าเป็นประตูเล็กๆ นะครับ แต่พอเข้าไปแล้ว เพดานยกสูง ร้านดูโอ่งโถงใหญ่โตกว่าที่คิด พื้นที่หน้าร้านเป็นครัวเปิด เห็นการทำงานของเชฟและคนในครัว เราสั่งอาหารไปหลายอย่าง แต่ขออนุญาตฟันธงเมนูให้เลยนะครับว่าจานไหนควรสั่งมากินบ้าง
 


ของกินเล่น Calamari Fritto ปลาหมึกชุบแป้งทอด ร้านอิตาเลี่ยนไหนๆ ก็ทำกัน แต่ผมว่าร้านนี้พิถีพิถันดีครับ ไม่รู้ว่าใช้แป้งอะไรชุบปลาหมึก แป้งบางแต่กรอบดีมาก กินเปล่าๆ ยังอร่อยเลยครับ แต่ถ้าบีบมะนาวแล้วจิ้มน้ำจิ้มมันๆ ที่ให้มาด้วย ยิ่งอร่อยเข้าไปอีกครับ Tavolozza di Salumi Della Casal เป็นโคลคัทแฮมสไลด์บางอย่างดี รสไม่เค็มจัด กินแกล้มกับผักดอง และไปได้ดีกับ Aperol Spritz เครื่องดื่มเริ่มต้นมื้ออาหารของชาวอิตาเลี่ยน  เข้าสู่อาหารที่กินจริงจังกันบ้าง Boscaiola  Pizza เป็นพิซซ่าชิ้นไม่ใหญ่โต แต่เครื่องแน่น โดยเฉพาะซอสพิซซ่าและไส้กรอกอิตาเลี่ยนรสชาติดีมากครับ ผมกินพิซซ่าไป 3 ชิ้นโดยไม่รู้ตัว จน อ.เต้ย แซวว่าจะลดน้ำหนักไม่ใช่เหรอ!

Creama du Funghi ซุปครีมเห็ด เมื่อได้ชิมคำแรก กลิ่นเห็ดทรัฟเฟิลอ่อนๆ กระจายเต็มปากเลย มีเห็ดพอร์ชินี่โรยหน้า ชวนให้เคี้ยวกรึบๆ ครับ Linguine con le Vongole เรียกง่ายๆ ว่าเป็น Spaghetti Seafood เราขอเลือกเส้นแบนแบบ Fettuccine ขอความสุกแบบ Al Dente (อัลเดนเต) ที่เส้นจะหนึบๆ กัดแล้วสู้ฟันหน่อย ส่วนสัตว์ทะเลหลากหลายในจานนี้มีทั้งกุ้งตัวใหญ่ หอยแมลงภู่ หมึก และปลาซีบรีม โดยซอสที่คลุกมาคือ ซอส Lobster Bisque ซึ่งปกติซอสล็อบสเตอร์นี้จะนำไปทำซุปรสชาติเข้มข้น แต่พอนำมาผัดกับเส้นสปาเก็ตตี้แล้วออกมากลมกล่อมพอดี



Ossobucco alla “Milanese” ออสโซบูโก้เป็นเนื้อวัวส่วนน่อง นำมาคลุกแป้งแล้วนำไปทอดให้พอสุก หลังจากนั้นนำไปอบพร้อมน้ำซุปจนได้เนื้อที่นุ่ม สังเกตว่าจะมีกระดูกที่มีโพรงตั้งไว้อยู่ด้วย นั่นแหละครับ กระดูกของส่วนน่องแบบตัดตามขวาง เนื้อนุ่มยุ่ยแทบจะละลายในปาก กินคู่กับ Risotto ข้าวที่ถูกต้มแบบไม่แข็งและแฉะจนเกินไป เมื่อน้ำซุปที่มีรสหวานจากการอบไขกระดูกไหลมาผสมกับข้าวที่มันๆ โอ้โห! กินด้วยกันแล้ว…มันใช่เลยครับ

มาถึงจานสุดท้าย Filetto alla Rossini ผมชอบมากที่สุด ชอบพอๆ กับจานเมื่อกี้เลย (ให้ครองแชมป์ร่วมกัน) จุดเด่นของจานนี้ได้รวมสิ่งที่ผมชอบทั้ง 2 อย่างไว้ด้วยกัน นั่นคือ สเต็กและฟัวกราส์ (ตับห่าน) เรียกว่า Beef Filet Rossini เนื้อวัวเป็นเนื้อ Angus Beef จากอเมริกา ย่างแบบ Medium Rare เนื้อแดงกำลังสวย ฟัวกราส์นุ่มละมุนลิ้นไม่สากไม่หยาบ ดีงามทั้งคู่ครับ กินเคียงกับผักนานาชนิด 

ปิดท้ายด้วย Panna Cotta เค้ก Tiramisu และไอศกรีม Gelato ทั้งหมดรสชาติโอเคตามมาตรฐานของร้านอาหารอิตาเลี่ยนชั้นดี และขาดไม่ได้คือ Macaron สักชิ้นสองชิ้น (ของดีที่นี่ครับ) ร้าน Allegro นี่ผมเป็นร้านที่ผมประทับใจที่สุดในวันนี้ เพราะเห็นทีมในครัวเป็นเชฟชาวไทยกันทุกคน แต่อาหารออกเร็วมากและอร่อยตั้งแต่ต้นจนจบ และที่ต้องชมเป็นพิเศษคือ การพรีเซนเทชั่นของทุกจาน แต่ละเมนูจัดจานได้สวยมากครับ เลือกสีและรูปทรงของจานเข้ากับอาหาร ทำให้ดูน่ากินเข้าไปอีก ถ้าใครชอบช็อปปิ้งของสวยงามหรือชอบกินของอร่อย ลองแวะมาที่กาดดาราได้นะครับ ไม่ผิดหวังแน่นอนครับ
........................................
คอลัมน์ : ก้อนเมฆเล่าเรื่อง
โดย “น้าเมฆ”
www.facebook.com/cloudbookfanpage


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 240