อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 22 กันยายน 2561

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 22 กันยายน 2561

'พระพุทธศาสนา'ตกอยู่ในภาวะวิกฤติ! ตอน 18

สัปดาห์นี้ว่าด้วยเรื่องรัฐธรรมนูญ ปี 60 บทบัญญัติเกี่ยวกับเรื่องพระพุทธศาสนาใน 2 หมวด พฤหัสบดีที่ 30 สิงหาคม 2561 เวลา 10.00 น.


รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มีบทบัญญัติเกี่ยวกับเรื่องพระพุทธศาสนาอยู่ใน 2 หมวด คือ หมวด 2 พระมหากษัตริย์ และหมวด 6 แนวนโยบายแห่งรัฐซึ่งได้บัญญัติไว้ดังนี้

หมวด 2 พระมหากษัตริย์ มาตรา 7 บัญญัติไว้ว่า พระมหากษัตริย์ทรงเป็นพุทธมามกะ และทรงเป็นอัครศาสนูปถัมภก

หมวด 6 แนวนโยบายแห่งรัฐ มาตรา 67 บัญญัติไว้ว่า รัฐพึงอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนาและศาสนาอื่นในการอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนาอันเป็นศาสนาที่ประชาชนชาวไทยส่วนใหญ่นับถือมาช้านาน รัฐพึงส่งเสริมและสนับสนุนการศึกษาและการเผยแผ่หลักธรรมของพระพุทธศาสนาเถรวาท เพื่อให้เกิดการพัฒนาจิตใจและปัญญา และต้องมีมาตรการและกลไกในการป้องกันมิให้มีการบ่อนทําลายพระพุทธศาสนาไม่ว่าในรูปแบบใด และพึงส่งเสริมให้พุทธศาสนิกชนมีส่วนร่วมในการดําเนินมาตรการ หรือกลไกดังกล่าวด้วย



ประเด็นที่จะขอนำมากล่าวถึง เรื่องพระพุทธศาสนาตามที่ปรากฏอยู่ในรัฐธรรมนูญพุทธศักราช 2560 คือ รัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นรัฐธรรมนูญฉบับแรก ที่มีการระบุไว้อย่างชัดเจนว่า พระพุทธศาสนาเป็น “พระพุทธศาสนาเถรวาท” นับเป็นเรื่องที่น่ายินดีและเป็นมงคลยิ่ง ที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ได้ตระหนักรู้และมีความเข้าใจในบริบทของสภาพปัญหาที่เกิดกับพระพุทธศาสนา ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

เนื่องจากพุทธบริษัทมีความสับสน และมีความเห็นผิดในเรื่องพระพุทธศาสนานานัปการ การระบุ “พระพุทธศาสนาเถรวาท” ซึ่งบัญญัติไว้ในหมวด 6 แนวนโยบายแห่งรัฐ มาตรา 67 จะนำไปสู่การบริหารจัดการของมหาเถรสมาคม เพื่อสืบทอดและดำรงพระพุทธศาสนาให้มีความเจริญมั่นคงอย่างถูกต้องตรงตามพระธรรมวินัย จึงขออนุโมทนามายัง กรธ. ณ ที่นี้

พระพุทธศาสนาอุบัติขึ้นจากการตรัสรู้ของพระบรมศาสดา พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นเวลา 2,606 ปีล่วงมาแล้ว ด้วยพระปัญญาคุณ พระบริสุทธิคุณ พระมหากรุณาคุณ ทรงประกาศพระพุทธศาสนาและเผยแผ่พระธรรมในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 เมื่อ 45 ปีก่อนพุทธศักราช เพื่ออนุเคราะห์เกื้อกูลแก่สัตว์โลกทั้งหลาย ได้มีพระพุทธศาสนาเป็นที่พึ่ง และได้รับประโยชน์ในการดำเนินชีวิตทั้งในโลกนี้และโลกหน้า

พระพุทธองค์ทรงได้ตรัสรู้ความจริงอันประเสริฐ (อริยสัจธรรม) ถึงสภาวธรรมที่มีลักษณะ3ประการแห่งสังขารธรรม (ไตรลักษณ์) คือ ความไม่เที่ยง ความทุกข์ ความไม่มีตัวตน



การบวชเป็นภิกษุในครั้งพุทธกาล ผู้ขอบวชมีความศรัทธาในพระพุทธศาสนาอย่างแรงกล้า ด้วยจุดประสงค์เพื่อขัดเกลากิเลสจนถึงขั้นประหารกิเลสเป็นพระอรหันต์ ในระหว่างที่บวชได้ทำหน้าที่ของภิกษุอย่างถูกต้องสมบูรณ์ทั้งในด้านการศึกษาพระธรรม (คันถธุระ) และอบรมเจริญปัญญา (วิปัสสนาธุระ) ตลอดจนประพฤติปฏิบัติตามสิกขาบทในพระวินัยอย่างเคร่งครัด

แต่การบวชเป็นภิกษุในยุคปัจจุบัน มีความแตกต่างไปจากการบวชเป็นภิกษุในครั้งพุทธกาลโดยสิ้นเชิง การบวชเป็นภิกษุในยุคปัจจุบันไม่ได้เกิดจากความศรัทธาในพุทธศาสนาอย่างแท้จริง มีจุดประสงค์เฉพาะตัวในการบวชด้วยความเห็นผิดต่างๆ นานา นอกจากไม่ได้ทำหน้าที่ของภิกษุอย่างถูกต้องแล้ว ยังล่วงละเมิดสิกขาบทในพระวินัยโดยไม่มีความเคารพต่อพระพุทธองค์แต่อย่างใด ซึ่งเป็นการบ่อนทำลายพระพุทธศาสนาอย่างร้ายแรง





“พระพุทธศาสนาเถรวาท” มีการสืบทอดและดำรงรักษามาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ครั้งพุทธกาลมาจนถึงปัจจุบันกาล พระธรรมวินัยซึ่งเป็นหลักธรรมคำสอนของพระพุทธองค์เป็นคำจริงที่ไม่เปลี่ยนแปลง ภิกษุต่างล้วนมีความมั่นคงในคำจริงตามพระพุทธพจน์จึงเป็น “ธรรมเถระ” วาทะของเถระซึ่งได้รวบรวมเรียบเรียงจัดเป็นหมวดหมู่ได้เกิดขึ้นจากการทำสังคายนาพระไตรปิฎกครั้งแรกโดยมีพระอรหันต์ 500 รูป ซึ่งมีพระมหากัสสปะเถระเป็นประธาน พระวินัยได้มีการสอบถามจากพระอุบาลีเถระ พระสูตรและพระอภิธรรมมีการสอบถามจากพระอานนท์เถระ เป็นต้น

ประเทศไทยได้รับการเผยแผ่ “พระพุทธศาสนาเถรวาท” มาตั้งแต่ครั้งกรุงสุโขทัยเป็นราชธานี นับเป็นเวลากว่า 700 ปี.
...............................
คอลัมน์ : ว่ายทวนน้ำ
โดย “ทวีศักดิ์ อุ่นจิตติกุล” 

ขอบคุณภาพจาก : tourismthailand , วิกิพีเดีย 


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 115