อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 21 กันยายน 2561

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 21 กันยายน 2561

ฟังมุมมองสองฝั่งความเห็น ปมร้อนจ่อเพิ่มโทษใบขับขี่

สัปดาห์นี้ฟังเสียงค้านและแรงสนันสนุน กรณีเพิ่มโทษปรับไม่พกใบขับขี่ กลายเป็นดราม่ากลัวผู้บังคับใช้กฎหมายจะรีดไถเงินเอากับคนหาเช้ากินค่ำ พฤหัสบดีที่ 30 สิงหาคม 2561 เวลา 09.00 น.


นายกฯ บิ๊กตู่ “พล..ประยุทธ์ จันทร์โอชา” บริหารประเทศมา 4 ปี พอเข้าช่วงโค้งสุดท้ายของรัฐบาล ได้พูดถึงปัญหาที่ทำคนกรุงประสาทแตกที่สุด คือ...เรื่องจราจร ข่าวแรกคือบอกว่าจะแก้ไขปัญหาจราจรให้ได้ใน 3 เดือน แต่ต่อมา “โฆษกไก่อู” พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกฯ ก็ออกมาแก้ต่างว่า...ท่านผู้นำไม่ได้หมายความถึงขนาดนั้น แต่ว่าใน 3 เดือนต้องมีมาตรการที่ทำได้

พอฟังคำว่า “แก้ไขปัญหาจราจร กทม.ใน3 เดือน” ก็นึกถึงอดีตนายกฯ อีกคนขึ้นมา ใครจำได้บ้างว่าคำพูดนี้ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ เคยพูดตั้งแต่ช่วงที่เป็นนายกฯ ใหม่ๆ แล้วในที่สุดสำเร็จหรือไม่ก็เห็นๆ กัน ปัญหาสำคัญของการจราจรในกรุงเทพฯ คือรถติดวินาศสันตะโร จะเอาบริการขนส่งมวลชนระบบรางมาเพิ่มก็ช่วยได้ระดับหนึ่งเท่านั้น เนื่องจากปริมาณรถมันเยอะ คนอยากมีรถเป็นสมบัติส่วนตัวก็มีจำนวนมากในกรุงเทพฯ



แล้วก็ยังมีปัญหาการขับรถไม่เคารพกฎจราจร ขับเร็วกว่ากำหนด มอเตอร์ไซค์ชอบขับย้อนศร ขับบนทางเท้า ซึ่งเรื่องไม่มีวินัยแก้ยาก เพราะหลายคนก็ “เอาสะดวกตัวเองเข้าว่า” ยิ่งมอเตอร์ไซค์ถามหน่อยว่า เห็นมาตรการที่เขาจะแก้ปัญหาขับบนทางเท้ามากี่ครั้งแล้ว เคยแก้ได้ไหม? กลับไปอีเหละเขะขะเหมือนเดิม

อย่างไรก็ตาม มาตรการเบื้องต้นที่ออกมาหลังการประกาศของ “บิ๊กตู่” คือปรับปรุงกฎหมายจราจรทางบก กรมขนส่งทางบก ได้เปิดเผยว่า จะเพิ่มโทษกรณีขับรถไม่มีใบขับขี่ หรือใบขับขี่หมดอายุ จำคุกไม่เกิน 3 เดือน ปรับไม่เกิน 50,000 บาท หากไม่พกใบขับขี่โทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท (ปรับจริงเท่าไรขึ้นอยู่กับศาล) กฎหมายเหล่านี้ เพื่อสร้างวินัยการขับขี่ และลดอุบัติเหตุ นัยว่าจากการสำรวจที่ผ่านมา อุบัติเหตุเกิดกลับผู้ไม่มีใบขับขี่จำนวนมาก

ดูหลักการและเหตุผลของกฎหมาย ก็เหมือนมองเรื่องแรงจูงใจในมุมกลับ ถ้าอะไรที่มีผลประโยชน์มากๆ คนก็พร้อมจะทำ แต่อีกด้านอะไรที่ทำแล้วสภาพบังคับที่รุนแรงมากๆ คนก็จะหลีกเลี่ยง เลยใช้หลักการเพิ่มโทษ



ซึ่งต้องบอกก่อนว่า ณ วันนี้ กฎหมายยังไม่ได้บังคับใช้ เหมือนเอาตัวร่างออกมาเปิดเผยก่อน น่าจะเป็นไปเพื่อหยั่งกระแสสังคม และจากนั้นจึงค่อยส่งเข้า ครม. เมื่อครม.อนุมัติถึงจะส่งเข้าที่ประชุมสนช. แก้ไขให้ออกมาบังคับใช้เป็นกฎหมาย แต่ผลจากการเปิดเผยตัวร่างก็คงเห็นๆ กันว่า กระแสต่อต้านทั่วไปหมด คนที่ไม่เห็นด้วยบอกว่ามันเป็นกฎหมายที่มีผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน ทำไมจึงไม่มีการรับฟังความเห็นหรือประชาพิจารณ์

การเพิ่มโทษปรับได้ถึง 50,000 บาท เป็นเพดานโทษที่สูงเกินไป เปิดช่องให้เจ้าหน้าที่รัฐทุจริตเรียกรับผลประโยชน์ได้ง่ายๆ (เจ้าหน้าที่รัฐประเทศไทยนี่ถูกมองเรื่องฉ้อราษฎร์บังหลวงบ่อยเหลือเกิน จะแก้กฎหมายอะไรที่ต้องมีการแก้อัตราค่าปรับให้เข้ากับสถานการณ์ปัจจุบัน คนก็ไม่ยอม ด้วยยกเหตุผลมาว่าเปิดช่องให้เจ้าหน้าที่รัฐหากินขึ้นมาตลอด แต่มันก็เป็นปัญหาที่มีจริง)

มีการแต่งดราม่าเร้าอารมณ์กันในอินเทอร์เน็ต ประเภทว่า ห่วงเรื่องเจ้าหน้าที่รัฐจะไปใช้ดุลยพินิจไถเงินเอากับคนจน คนหาเช้ากินค่ำ ประเภทเผอเรอลืมทำหรือลืมเอาใบขับขี่มาแล้วบังเอิญโดนเรียก ก็โดนเปรียบเทียบปรับจนเดือนนั้นไม่มีจะกิน ดูๆ หลายคนห่วงใยว่าคนฐานะยากจนจะโดนรังแกด้วยกฎหมายตัวนี้ แต่เราก็ต้องระวังอย่าให้ความสงสารกลายเป็นตรรกะผิดเพี้ยน ที่จะทำให้ใครอ้างความจนมาละเมิดกฎหมายได้

คนไม่เห็นด้วยยังถามว่า
อะไรรับประกันได้ว่าเพิ่มโทษใบขับขี่ลดอุบัติเหตุ เพราะวินัยการขับขี่ขึ้นอยู่กับตัวบุคคล ไม่ใช่เอกสารราชการ คนมีใบขับขี่แต่ขับรถหัวร้อนก็ก่ออุบัติเหตุ จริงๆ แล้วไม่จำเป็นต้องออกกฎเพิ่มโทษให้หนักถ้าจะลดอุบัติเหตุ เพียงแค่เจ้าหน้าที่จราจรต้องเคร่งครัดขึ้น ไม่ใช่แค่ตรวจจับช่วง “นโยบายลง” เท่านั้น



แต่คนออกนโยบายเขาก็ว่า มันก็ไม่ใช่เรื่องที่เจ้าหน้าที่รัฐต้องกวดขันอย่างเดียว อย่างน้อยใบขับขี่ก็เป็นเครื่องมือรับประกันได้ว่า ผู้ที่สอบผ่านได้คือผู้ที่มีทักษะ ผ่านการฝึกฝนการใช้รถใช้ถนนมาระดับหนึ่ง และมีความเข้าใจกฎจราจร อีกทั้งคนมีใบขับขี่ก็ต้องระวังการขับ เพราะไม่อยากถูกยึดใบขับขี่ด้วย

ใบขับขี่เป็นเครื่องยืนยันความเหมาะสมในการขับขี่รถของบุคคล ยิ่งถ้าต้องสอบใหม่ไม่ใช่ตลอดชีพ ก็อาจเป็นผลดีที่สามารถประเมินสภาพจิตใจ ร่างกายความพร้อมของผู้ขับขี่ได้เป็นระยะ ไม่ใช่ว่าเคยได้ใบขับขี่มา อีก 2 ปีป่วยมีอาการทางประสาท แล้วไม่พอใจก็ไปขับรถไล่ทับคนแบบเหตุ “ป้ามหาภัย” ที่เชียงใหม่ ที่มีอาการทางสมอง (ซึ่งเรื่องนี้ระวังต่อไปจะกลายเป็นข้ออ้างใหม่ เป็นตรรกะบกพร่องในสังคมอีกว่า ถ้ารวยก็อ้างป่วยได้)

เขาว่าการเพิ่มโทษจะทำให้คนเข้าสู่ระบบการสอบทำใบขับขี่มากขึ้น การสอบใบขับขี่มันทำให้คนชำนาญและรู้วินัยจราจร ข้อมูลจากเพจ Thailand Accident Research Center (ศูนย์วิจัยอุบัติเหตุแห่งประเทศไทย) เมื่อวันที่ 24 ส.ค. ระบุว่า 30% ของผู้ขับขี่มอเตอร์ไซค์ ไม่มีใบขับขี่ และในจำนวนอุบัติเหตุรถมอเตอร์ไซค์มากกว่า 60% คือผู้ขับมอเตอร์ไซค์ไม่มีใบขับขี่ ถ้าเอามาสอบให้ได้มาตรฐานทั่วกัน มันอาจช่วยแก้ปัญหาอุบัติเหตุได้ระดับหนึ่ง

และกระบวนการสอบใบขับขี่ก็ไม่ได้ยุ่งยาก ไม่ได้เสียเงินมากมาย การพกพาไปไหนอ้างว่าไม่สะดวกพกฟังไม่ขึ้น เพราะแค่การ์ดใบเล็กๆ เท่าบัตรประชาชน สอดเข้ากระเป๋าสตางค์ไม่ได้หนัก ขออย่าพยายามลืมพกมันเลย เรื่องโทษไม่มีใบขับขี่ไม่ใช่ว่าประเทศไทยมาเพิ่มโทษจนโอเวอร์ แต่ต่างประเทศก็โทษแรง อย่างในอเมริกาโทษสูงสุดปรับเทียบเป็นเงินบาทถึง 800,000 บาท แถมคุก 5 ปี โทษปรับสูงสุดในญี่ปุ่นเทียบได้ถึง 88,000 บาท



เสียงคนที่เขาสนับสนุนนโยบายให้มีใบขับขี่ เขาว่าสังคมไทยเป็นสังคมที่ไม่ชอบให้ใครเอากฎเกณฑ์อะไรมารัดตัวมากแบบ “ทำอะไรตามใจคือไทยแท้” แค่ขอคุมวินัยจราจรเพิ่มขึ้นก็สามารถมี “ข้อสังเกต” ร้ายๆ ออกมาได้เยอะ พยายามหามุมที่กระทบกับชีวิตความเป็นอยู่มาตีแผ่ ทำให้การออกกฎอะไรเพื่อแก้ปัญหาจราจรนี่ไม่เกิดขึ้นได้ง่ายๆ เสียที

ก่อนหน้านี้ก็มีกรณีห้ามคนนั่งกระบะท้าย ซึ่งรัฐบาลพยายามจะออกกฎมาควบคุมไม่ให้เกิดอุบัติเหตุแบบเทกระจาดช่วงสงกรานต์ ก็ค้านกันว่ากระทบชีวิตความเป็นอยู่ เช่น หากคนทำไร่ทำสวนจะขนคนงานขึ้นปิ๊กอัพ สุดท้ายรัฐบาลก็ต้องถอย แต่อย่างไรยังมีโทษหนึ่งที่คนไทยไม่มีเสียงค้านถ้าจะควบคุมวินัยจราจร คือ เรื่องการเพิ่มโทษเมาแล้วขับ อันนี้ไม่มีแง่มุมอื่นมาให้ค้านได้เลย เพราะทำตัวเองให้ประมาทเอง

เขียนเรื่องนี้ก็เอาเสียงของทั้ง 2 ด้านมาให้ดู แล้วลองคิดกันดูว่า การทำใบขับขี่นี่จำเป็นหรือไม่??
........................................
คอลัมน์ : ที่เห็นและเป็นอยู่
โดย “บุหงาตันหยง”


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 219