อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 21 กันยายน 2561

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 21 กันยายน 2561

สัญญาณไบโพลาร์คุกคาม 'กัดเล็บ-นอนน้อย-ว้าเหว่'

สัปดาห์นี้ฝึกสังเกตสัญญาณคุกคาม “เครียดได้ก็ต้องคลายเป็น” รู้จัก “ไบโพลาร์” โรคอารมณ์สองขั้วรักษาหายได้ สำคัญที่ต้องกินยา เสาร์ที่ 1 กันยายน 2561 เวลา 12.00 น.


ไลฟ์สดที่เรียกว่ามาราธอนสุดๆ และเป็นที่จับตาของสังคม คงหนีไม่พ้นศิลปินร็อกเกอร์ชื่อดัง “เสก โลโซ” จนหลายคนแสดงความเป็นห่วง และเป็นไปตามคาดอดีตภริยา “กานต์-วิภากร” และลูกชาย “เสือ” ร่วมกับ “อีฟ-อภิสร์ญา” ภริยาคนล่าสุดของเสก แท็กทีมวางแผนพาเสกไปรักษาอาการป่วยไบโพลาร์ ที่โรงพยาบาล ย่านธนบุรี

วันนี้ก็เลยจะพามาทำความรู้จัก โรคไบโพลาร์ (อารมณ์สองขั้ว) ลองสังเกตตัวเองและฝึกลดความเครียดง่ายๆ เพราะ...เมื่อเครียดได้ก็ต้องคลายเป็น ซึ่งจากผลสำรวจพฤติกรรมสุขภาพจิต และความรอบรู้สุขภาพจิตของประชาชนปี 61 ที่แล้วเสร็จประมาณเกือบครึ่ง พบว่าการจัดการสุขภาพจิตของประชาชน ในด้านความเครียดยังไม่ดีนัก บางคนไม่รู้ว่าตัวเองเครียดมากไป บอกไม่ได้ว่าอะไรทำให้เครียด และลดความเครียดด้วยตัวเองไม่ได้

“โรคอารมณ์สองขั้ว” เป็นโรคที่มีความผิดปกติทางอารมณ์เป็นอาการสำคัญ ผู้ป่วยจะมีอารมณ์แปรปรวนผิดปกติอย่างเห็นได้ชัด ได้แก่ ช่วงอารมณ์ซึมเศร้า ผู้ป่วยจะรู้สึกหดหู่ ร้องไห้ง่าย เบื่ออาหาร เชื่องช้า ลังเล ตัดสินใจ ไม่แน่นอน ไม่มั่นใจตัวเอง คิดช้า ไม่มีสมาธิ รู้สึกว่าชีวิตตนเองไม่มีคุณค่า และมีความคิดฆ่าตัวตาย



และ ช่วงอารมณ์รื่นเริงสนุกสนานผิดปกติ ผู้ป่วยจะรู้สึกมีความสุขมาก คึกคัก มีกำลังวังชา ขยันกว่าปกติแต่ทำได้ไม่ดี ความต้องการนอนน้อยลง พูดคุยทักทายผู้อื่นแม้แต่กับคนแปลกหน้า พูดมาก พูดเร็ว มีเซ็กส์เพิ่มขึ้น ใช้จ่ายเปลือง เชื่อมั่นตัวเอง เพราะขาดความยับยั้งชั่งใจ ถ้าถูกห้ามปรามในสิ่งที่ต้องการจะหงุดหงิด ฉุนเฉียว ในรายที่มีอาการรุนแรงจะพบว่าหลงผิดแบบมีความสามารถพิเศษเหนือคนอื่น จนถึงมีภาวะหวาดระแวงได้

..นพ.บุญเรือง ไตรเรืองวรวัฒน์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต บอกว่า โรคนี้มีความชุกประมาณร้อยละ 1 ในผู้ใหญ่ เพศหญิงและเพศชายเท่าๆ กัน และพบว่าร้อยละ 20 ของผู้ป่วยเริ่มมีอาการระหว่างอายุ 15-19 ปี แต่ผู้ป่วยบางรายอาจเริ่มมีอาการในระยะก่อนเข้าวัยรุ่นหรือวัยรุ่นตอนต้นก็ได้

โดยที่องค์การอนามัยโลก ได้ระบุว่า โรคนี้เป็นโรคที่ก่อให้เกิดความสูญเสีย เนื่องจากการเจ็บป่วยหรือความพิการ อันดับที่ 6 ของโลก และยังพบอีกว่า 1 ใน 5 ของผู้ป่วยฆ่าตัวตายสำเร็จ สำหรับประเทศไทยจากรายงานการให้บริการผู้ป่วยจิตเวชปี 59 พบว่ามีผู้ป่วยโรคไบโพลาร์ 32,502 คน จากผู้ป่วยจิตเวชทั้งหมด 712,359 คน



อาการที่เห็นว่าผู้ป่วยแสดงความผิดปกติออกมานั้น เป็นเพราะสารเคมีในสมองและปัจจัยทางด้านจิตสังคม ได้แก่ ความเครียดในชีวิตประจำวันและสิ่งแวดล้อม ที่สำคัญเป็นโรคเรื้อรัง มีโอกาสกลับเป็นซ้ำได้ถึง 80-90% จึงจำเป็นต้องรักษาด้วยการทานยาอย่างต่อเนื่อง พบแพทย์ตามนัด ดูแลตัวเอง ห้ามอดนอน หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มชูกำลัง กาแฟ ห้ามใช้สารเสพติด สุรา แอลกอฮอล์

ขณะที่ญาติและคนใกล้ชิด ก็ต้องดูแลให้ผู้ป่วยให้ทานยาและปฏิบัติตามแผนการรักษา ให้โอกาสและลดอคติมองผู้ป่วยไบโพลาร์ไม่ต่างจากจากผู้ป่วยโรคอื่นๆ ที่รักษาได้ ซึ่งจะช่วยให้เขาเหล่านั้นเข้าสู่กระบวนการรักษา และใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขเช่นเดียวกับคนทั่วไป

ต่อไปนี้ให้ลองสังเกตตัวเองว่า...คุณมีอาการแบบนี้หรือไม่?

ร่างกาย : ปวดศีรษะ ไมเกรน ท้องเสียหรือท้องผูก นอนไม่หลับ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ เบื่ออาหารหรือกินมากกว่าปกติ ท้องอืดเฟ้อ อาหารไม่ย่อย ประจำเดือนมาไม่ปกติ เสื่อมสมรรถภาพทางเพศ มือเย็นเท้าเย็น เหงื่อออกตามมือตามเท้า ใจสั่น ถอนหายใจบ่อยๆ ผิวหนังเป็นผื่นคัน เป็นหวัดบ่อย แพ้อากาศง่าย

จิตใจ : วิตกกังวล คิดมาก คิดฟุ้งซ่าน หลงลืมง่าย ไม่มีสมาธิ หงุดหงิด โกรธง่าย เบื่อหน่าย ซึมเศร้า เหงา ว้าเหว่ สิ้นหวัง ทำอะไรก็ไม่สนุก

พฤติกรรม : สูบบุหรี่หรือดื่มสุรามากขึ้น ใช้สารเสพติด ใช้ยานอนหลับ จู้จี้ขี้บ่น ชวนทะเลาะ มีเรื่องขัดแย้งกับผู้อื่นบ่อย ๆ ดึงผม กัดเล็บ กัดฟัน ผุดลุกผุดนั่ง ชอบเก็บตัว



ทั้งหมดเหล่านี้เป็น...สัญญาณ...บ่งบอกว่า “ความเครียดกำลังคุกคามคุณอยู่!!” ควรหาวิธีจัดการ เช่น ออกกำลังกาย วิ่ง เต้นแอโรบิก รำมวยจีน โยคะ ฯลฯ นอนหลับพักผ่อน ฟังเพลง ร้องเพลง หรือเล่นดนตรี เสริมสวย ทำผม ทำเล็บ แต่ถ้ามีความเครียดสูง ควรฝึกเทคนิคเฉพาะ เช่น ผ่อนคลายกล้ามเนื้อ ฝึกหายใจ นวดคลายเครียด และฝึกสติ

ตัวอย่างเช่น เทคนิคการผ่อนคลายกล้ามเนื้อ เราจะจดจ่อช่วยให้ไม่คิดฟุ้งซ่าน มีสมาธิมากขึ้น โดยให้เลือกสถานที่ที่สงบ นั่งในท่านั่งที่สบาย คลายเสื้อผ้าให้หลวม ถอดรองเท้า หลับตา ทำใจให้ว่าง ตั้งสมาธิอยู่ที่กล้ามเนื้อส่วนต่างๆ ฝึกเกร็งและคลายกล้ามเนื้อดังต่อไปนี้

1. มือและแขนขวา-ซ้าย โดยกำมือ เกร็งแขน แล้วคลาย
2. หน้าผาก โดยเลิกคิ้วสูงแล้วคลาย ขมวดคิ้วแล้วคลาย
3. ตา แก้ม จมูก โดยหลับตาแน่น ย่นจมูกแล้วคลาย
4. ลิ้น ริมฝีปาก โดยกัดฟัน ใช้ลิ้นดันเพดานปากแล้วคลาย เม้มปากแน่นแล้วคลาย
5. คอ โดยก้มหน้าให้คางจดคอแล้วคลาย เงยหน้าจนสุดแล้วคลาย
6. อก ไหล่ และหลัง โดยหายใจเข้าลึกๆ กลั้นไว้แล้วคลาย ยกไหล่สูงแล้วคลาย
7. หน้าท้องและก้น แขม่วท้องแล้วคลาย ขมิบก้นแล้วคลาย
8. เท้าและขาขวา-ซ้าย โดยเหยียดขา งอนิ้วเท้าแล้วคลาย เหยียดขากระดกปลายเท้าแล้วคลาย
......................................
คอลัมน์ : Healthy Clean
โดย “ทวีลาภ บวกทอง” 


ร่วมสนับสนุนโดย :
 




 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 279