อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 18 พฤศจิกายน 2561

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 18 พฤศจิกายน 2561

ขอบคุณมะเร็งให้ชีวิตใหม่ สู้จนรอดสู่นักปีนผาทีมชาติ

สัปดาห์นี้เปิดชีวิตสาวแกร่งใจสู้ฆ่ามะเร็งร้าย พลิกวิกฤติรอดตายหวังส่งต่อกำลังใจให้ผู้อื่น ขอบคุณมะเร็งมอบชีวิตใหม่ สร้างปาฏิหาริย์กลายเป็นนักกีฬาปีนผาทีมชาติไทย อาทิตย์ที่ 2 กันยายน 2561 เวลา 08.00 น.


สิ่งที่คนไทยจำขึ้นใจเพียงแค่ได้ยินคำว่า...โรคมะเร็ง โดยที่ไม่ต้องบอกเลยว่าเป็นมะเร็งอะไร ก็ทำให้แทบจะทุกคนรู้สึกกลัวอย่างไม่ต้องสงสัย เพราะเข้าใจว่า…เป็นแล้วตาย แต่เชื่อเถอะคงไม่มีใครหรอกที่อยากมีเพื่อนสนิทชื่อว่า “มะเร็ง” เข้ามาในชีวิต แต่ถ้าวันหนึ่งมันเลือกไม่ได้ ก็ต้องเผชิญหน้าให้ถึงที่สุด

เพราะการเป็น “นักสู้ที่ยอดเยี่ยม” กำลังใจเป็นสิ่งสำคัญ หนีให้รอดจากมัจจุราชในคืนเดือนดับที่เต็มไปด้วยความทุกข์และความมืดมิด ทว่าหลังจากผ่านพ้นมาได้ คุณจะมีข้อคิดดีๆ ในชีวิตและอาจทำให้หลายคนที่ป่วยอยู่ในขณะนี้เหมือนกำลังได้อ่านเรื่องราวของตัวเอง

เช่นเดียวกับวันนี้ อดีตผู้ป่วยโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง “พิมพ์-สุวพร ดำรงสุกิจ” วัย 32 ปี ที่กลายมาเป็นนักกีฬาปีนผาทีมชาติไทย เธอก็เคยสู้กับอาการไอเรื้อรังในระยะ 2-3 เดือน เข้าใจเองว่าเป็นหวัด ไปหาหมอได้ยามาทานไข้ลดลงไวมาก แต่อาการไอไม่หายกลับหนักขึ้นเรื่อยๆ พอลองสำรวจตัวเองด้วยการกดที่อกข้างซ้ายอาการไอยิ่งชัดเจน น่าจะไม่ใช่ไข้หวัดธรรมดาแล้ว หรืออาจเป็นสัญญาณของโรคร้ายบางอย่าง





ในวันที่ 29 ก.ย.59 เธอจึงขอแพทย์เอกซเรย์ปอด ปรากฏว่าพบก้อนเนื้อขนาด 10 ซม. เมื่อแพทย์นำภาพฟิล์มเอกซเรย์ปี 56-58 มาเทียบก็ยิ่งชัดเจนมากขึ้น แต่ตอนนั้นตอบไม่ได้ว่าเป็นก้อนเนื้อที่จุดใด ทางโรงพยาบาลเอกชนได้แจ้งค่าใช้จ่าย 1 คืน 60,000 บาท รวมค่าตรวจและรอผล ซึ่งเธอสู้ไม่ไหวต้องขอตอบปฏิเสธไป

จึงเลือกไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลรัฐ เพื่อเจาะปอดนำชิ้นเนื้อออกมาตรวจ ซึ่งต้องรอผลอีก 1 สัปดาห์ “ความรู้สึกช่วงนั้นมันทรมานมาก สับสนวุ่นวาย ทุกคนรอบข้างกังวลไปหมด” เธอเล่าให้ฟัง เราไม่รู้ว่าเป็นอะไร แต่ว่าต่อให้เป็นมะเร็งก็ต้องยอมรับ ซึ่งผลก็คือ “ทำไมเราต้องเป็นมะเร็ง” และอีก 1 สัปดาห์ให้หลังจึงรู้ว่า “พิมพ์เป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลือง” โดยหลังจากนั้นจึงใช้สิทธิ์การรักษา ประกันสังคม

ก็เลยบอกตัวเองว่า “ฉันต้องเป็นคนที่หาย ไม่ใช่คนที่ตาย เราก็แค่ทำตัวให้พร้อม ไม่มีหมอคนไหนอยากรักษาคนไข้ให้ตาย ถ้าเรากังกลแทนหมอ เราเอาเวลาไปคิดว่าจะทำอย่างไรให้พร้อมที่สุดดีกว่าไหม” ซึ่งช่วงที่หาตำแหน่งของมะเร็ง ก้อนเนื้อใหญ่ได้ขยายจาก 10 ซม. เป็น 14 ซม. เพียงแค่ 1 เดือนเท่านั้น ยิ่งทำให้กำลังที่จะสู้ต่อลดลงไปอีก



แพทย์แจ้งทันทีว่าต้องรีบให้คีโม เพราะลุกลามระยะที่ 2 แล้ว ความเสี่ยงคือใกล้กับหัวใจมากๆ อันตรายสูง ความเสียใจความอ่อนแอกลับเข้ามาสุมในจิตใจของเธออีกครั้ง เรี่ยวแรงที่มีถูกคำว่ามะเร็งกลืนหายไปหมด ซึ่งเธอพยายามตั้งสตินั่งคิดและมองตัวเอง พร้อมพูดออกมาว่า “พิมพ์…ถ้าพิมพ์อ่อนแอ พิมพ์เสียใจให้คนอื่นเห็น คนที่เขาเป็นห่วง ก็จะรู้สึกแย่ไปด้วย...ทำไมพิมพ์ไม่เปลี่ยนวิธีคิดใหม่…” แต่การก้าวข้ามห่วงความรู้สึกนั้นไม่ได้ผ่านพ้นกันง่ายๆ และเธอก็ยังกังวลว่าจะไม่สามารถมีลูกได้ จึงขอให้แพทย์ฉีดยาฟรีซไข่ไว้ ซึ่งเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดในตอนนั้น แต่หมอก็บอกว่า ไม่ 100% ที่จะกลับมามีลูกได้

การให้คีโมครั้งแรก แทบจะไม่มีผลข้างเคียงใดๆ ซึ่งขณะนั้นเธอก็ออกกำลังกายและปีนหน้าผาไปด้วย กระทั่งจู่ๆ เม็ดเลือดขาวตกและต่ำมาก ไข้ขึ้นสูง เกือบมีภาวะช็อก ทำให้คีโมครั้งที่ 2 เป็นครั้งที่ทรมานใจมากที่สุด “ผมร่วงเต็มเตียง แม่ลูบหัว ผมหลุดติดมือแม่มาเลย สระผมเอาหน้าไปเป่ากับพัดลม ผมก็ปลิวออกจากหัว ร้องไห้ จนสุดท้ายยอมโกนก็ได้”

พิมพ์บอกว่า มันบีบคั้นจิตใจมาก เราเองต่างหากที่ยังทรมานกับรูปลักษณ์ภายนอก เมื่อเส้นผมถูกโกนหายไป เราก็อยู่ได้ ทำไมเราไปยึดติดกับสิ่งสวยงามมากกว่าจะรักษาชีวิตตัวเอง แต่ความสวยกับผู้หญิงถึงแยกให้ตายก็ขาดจากกันไม่ได้ เพราะผู้หญิงทุกคนอยากสวย คงไม่มีใครอยากถูกคนรอบข้างมองว่า…ทำไมไม่มีผม



กระทั่งอาการทางร่างกายไม่ตอบสนอง อยากกินข้าว “แต่ร่างกายพิมพ์ไม่รับอาหาร ทานไม่ได้ พยายามจะกินเพื่อสู้กับโรคแต่ไม่อยากอาหาร ทำให้รู้สึกว่าตัวเองไร้ค่า จะอยู่ไปทำไม…อยากฆ่าตัวตาย…ไม่มีเราก็คงไม่มีใครทรมานอีกแล้ว ความรู้สึกตอนนั้นไม่มีใครเข้าใจร่างกายพิมพ์” เธอเลือกบอกหมอว่า “พิมพ์ขอพบจิตแพทย์ได้ไหม??” เธอร้องไห้ออกมา เพราะเธอไม่กลัวว่าจะถูกมองเป็นคนบ้า แต่คนส่วนใหญ่จะคิดแบบนั้น คือ กลัวการพบจิตแพทย์

แต่หมอไม่ได้ให้เธอพบจิตแพทย์ ตรงกันข้ามกลับให้…อดีตผู้ป่วยที่หายจากโรคแล้ว เข้ามานั่งคุยเป็นเพื่อน

ส่วนเพื่อนที่ปีนหน้าผาด้วยกัน ก็ซื้อสมุดเปล่ามาให้ 12 เล่ม อยากเขียนอะไรให้ระบายออกมาให้หมด ทำให้เธอรู้ว่าคนรอบข้างมองเห็นคุณค่าในตัวเธอ พิมพ์ถามตัวเองว่า ทำไมคนรอบข้างเห็นคุณค่าของเรา แต่ทำไมตัวเรามองไม่เห็นคุณค่าตัวเอง แสดงว่าเราคิดผิด เราต้องกลับมาสู้และส่งมอบกำลังใจให้คนอื่นๆ”

โดยทุกๆ 14 วันที่รักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล พิมพ์จะดูแลและให้กำลังใจตัวเองเสมอๆ หลังจากนั้นมีเวลาอีก 7 วันที่ต้องกลับมาพักฟื้นที่บ้าน จะต้องมี 2 วันที่ได้ออกกำลังกายปีนหน้าผา จะไม่ปล่อยให้ตัวเองถูกมะเร็งกล่อมให้จิตใจอ่อนแอ และภายหลังจากการให้คีโมครั้งที่ 2 ต้องเก็บสเต็มเซลล์ให้ได้ 3 ล้านเซลล์ แต่ของเธอเก็บได้ 13.7 ล้านเซลล์ภายใน 1 วัน “มันมหัศจรรย์มาก” จนผ่านการให้คีโม 6 ครั้งร่วม 2 เดือน





พิมพ์ตัดสินใจลงแข่งขันปีนหน้าผาชิงแชมป์ประเทศไทย แม้ว่ากล้ามเนื้อในร่างกายจะหายไปเกือบทั้งหมด ทุกครั้งที่เธอลงแข่ง ทุกคนจะหันมามองเป็นสายตาเดียว เพราะพิธีกรจะประกาศว่า “พิมพ์เป็นผู้ป่วยโรคมะเร็ง” ทุกคนจะยืนปรบมือให้ แสดงว่าเราไม่ได้แข่งเพื่อเอาชนะ แต่เพื่อส่งมอบกำลังใจให้ผู้อื่น

หลังจากนั้น 4-6 เดือน ได้ลงแข่งปีนหน้าผารายการหนึ่งคว้ารางวัลที่ 2 เธอกล้าพูดอย่างเต็มปากว่า “มันเป็นรางวัลของทุกคน และมันไม่ได้จบแค่นี้” ล่าสุดมิ.ย.ที่ผ่านมา เธอผ่านการคัดเลือกเป็นตัวแทนทีมชาติไทย เอเชียนคัพ และเป็นนักกีฬาที่อายุมากที่สุดในทีม แต่มีเหตุที่เธอต้องเสียใจ…เพราะไม่รู้ว่าจะมีโอกาสดีๆ เช่นนี้อีกเมื่อไหร่ อายุก็มากแล้ว ต่อไปจะแข็งแรงพอที่จะผ่านการคัดเลือกให้เป็นตัวแทนชาติไทยอีกหรือไม่

แต่ว่าเธอกลับได้รับโอกาสจากฟ้า “พิมพ์เสียใจและดีใจเมื่อรู้ข่าวดี พิมพ์ท้อง มันเป็นข่าวดีที่สุดในโลกที่เคยผ่านมาทั้งชีวิต” เพราะก่อนหน้าที่จะเป็นมะเร็ง เธอได้ทำกิ๊ฟท์ถึง 3 ครั้ง เนื่องจากเธอมีปัญหา…เป็นซีสต์ในรังไข่ การให้คีโมทำให้ซีสต์หายไปด้วย และยังมีโอกาสท้องได้อีก ซึ่งมันมหัศจรรย์มาก หมอก็ไม่เคยเจอเคสที่หายจากโรคแค่ 1 ปี แล้วกลับมามีลูกได้ 



พิมพ์ถ่ายทอดอีกมุมหนึ่งในฟังว่า โชคดีที่ได้พบมะเร็ง เป็นมะเร็งไม่ใช่โชคร้าย ถ้าวันนั้นเราไม่ได้เป็นมะเร็ง พิมพ์ก็แค่เป็นมนุษย์คนหนึ่งบนโลก ที่ทำแต่งานอยากมีลูก ทำทุกอย่างเพื่อตัวเอง แต่วันนี้ไม่ใช่แค่เราทำได้ ทุกคนก็ชนะมะเร็งได้ ใครที่กำลังท้อแท้ให้ดูพิมพ์ มีเรื่องดีๆ เยอะเลย สิ่งที่เราเฝ้ารอมันจะกลับมา บอกตัวเองว่าเราคือคนปกติ จะอายทำไมวันนี้เราดีขึ้น หายมาแล้ว 1 ปี 4 เดือน และมีน้องได้ 4 เดือนแข็งแรงดีมากอีกด้วย

ถ้าเรื่องราวของเธอผู้นี้ จะเป็นกำลังใจและแรงผลักดันให้ทุกคนสู้ต่อไป ไม่ว่าชีวิตจะเกิดอะไร จะเลวร้ายแค่ไหน วันหนึ่งมันจะผ่านไปได้ด้วยดี โฟกัสในสิ่งดีๆ เพราะก้อนเนื้อร้ายๆ จะแพ้ด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ ยิ้มสู้กับมัน ขอให้ทุกคนผ่านช่วงเวลาและเรื่องร้ายไปได้ด้วยดี

เธอไม่กลัวที่จะขอบคุณ “โรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง” ที่เข้ามาให้ชีวิต ทำให้มีมุมมองและมีชีวิตที่เปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น ขอบคุณทุกคน ทุกมิตรภาพที่เคียงข้างกันเสมอมา ขอบคุณทุกพลังอันยิ่งใหญ่ที่ให้มา ขอบคุณทุกคนที่ส่งให้กำลังใจและพลังดีๆ อย่างมากมาย จนล้นออกมาสู่คนอื่นในสังคม ชีวิตเธอจากนี้คำว่าขอบคุณเท่าไหร่ก็คงไม่พอสำหรับทุกๆ อย่าง มันมากกว่าคำว่ารักและขอบคุณจากใจ

“ขอบคุณนะคะ ถ้าเรื่องราวของพิมพ์ได้เป็นพลังพวก และเป็นเชื้อเพลิงสร้างกำลังใจและพลังให้คนอื่นได้ลุกขึ้นสู้ และเราจะผ่านมันไปด้วยกันค่ะ”
...................................................
คอลัมน์ : นิยายชีวิตอาทิตย์สไตล์ 
โดย “ทวีลาภ บวกทอง”





คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 4.10K