อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 22 กันยายน 2561

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 22 กันยายน 2561

แม้ออกเวรถอดหัวโขนแล้ว 'ส.ต.ท.'ขอใส่ต่อช่วยปชช.

สัปดาห์นี้หน้าที่ต้องมาก่อน มาดูกันว่าหลังออกเวร “หลุดจากหัวโขนตำรวจ” ส.ต.ท.มนุษย์คนหนึ่ง จะเลือกเป็นคนธรรมดา หรือหน้าที่ช่วยประชาชน พุธที่ 5 กันยายน 2561 เวลา 14.00 น.


“เนี่ยอีก 1 ชม. ก็เลิกแล้วครับ จะได้ไปกินข้าวดูหนังกัน” ส.ต.ท.โทร.ไปหาหญิงสาวคนรัก

“1 ชม.ะ” หญิงสาวคนรักกล่าวง้องอนนิดๆ เพราะไม่ได้พบหน้ากันมาหลายอาทิตย์แล้ว

ใครต่างก็รู้ว่าอาชีพตำรวจนั้นเป็น “ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์” หากทำตัวไม่ดีก็จะเป็นการรังแกประชาชน แต่ทำตัวดีก็ถือว่าทำตามหน้าที่ หน้างานตำรวจนั้นเข้าเวรกันยาวนาน บางครั้งก็ต้องเข้าเวรเพิ่มอีก

...เรียนจบแล้วมุ่งมั่นตั้งใจสอบตำรวจ ติดเป็นตำรวจชั้นประทวนทำหน้าที่อย่างเต็มที่ ขณะที่อีกด้านเมื่อถอดหัวโขนออก เขาก็แค่มนุษย์คนหนึ่งผู้ไม่อยากอยู่เดียวดายบนโลก อยากมีใครสักคนเดินเคียงข้าง

เขาเจอหญิงสาวคนนี้ที่มหาวิทยาลัย ซึ่งเขาไปเรียนเพื่อหวังจบปริญญาตรี จะได้มีคุณสมบัติเพิ่มอีกข้อในการสามารถสอบเป็นนายตำรวจสัญญาบัตร หรืออาจเปิดทางกว้างไปทำงานด้านอื่นเกี่ยวกับกฎหมาย

เมื่อแรกพบเขาไม่กล้าจะคุยกับเธอ ได้แต่ลอบมองเธอไปนานหลายวัน ความสวยของเธอตรึงตราคนในคลาสเรียนยิ่งหนัก ชายหนุ่มไม่กล้า มันอาจเอื้อมเกินไปสำหรับเขา มนุษย์บางทีก็ประเมินตัวเองต่ำไป เพื่อจะพานพบความผิดหวัง เพียงเพราะไม่กล้าเริ่มต้น ดังนั้นบางครั้งธรรมชาติหรืออาจเป็นอะไรบางอย่างในกฎของจักรวาล ที่มนุษย์ยังไปไม่ถึงข้อค้นพบคำตอบ จึงต้องทำหน้าที่เองเพื่อจะได้พาทั้งคู่รู้จักกัน

งานกลุ่มเขามีโอกาสร่วมทำงานกับเธอ วินาทีนั้นชายหนุ่มตัดสินใจสอบถามและลองนำเสนอข้อคิดเห็น หญิงสาวยิ้มเห็นด้วยกับเขา เป็นจุดเริ่มต้นเพียงแค่รอยยิ้มผลิบานเพียงนิด เขาจึงเริ่มเข้าไปพูดคุย จากการคุยกันปกติ เป็นถี่ขึ้นผ่านทางสังคมออนไลน์ กลายมาเป็นเจอหน้า ทานข้าว ดูหนัง ทั้งคู่รู้สึกว่าขาดกันและกันไม่ได้ หากไม่ได้พบเจอหรือพรากจากกันเพียงนิดเดียว คงจะไม่มีความสุข

และความรักจึงผลิบานตอนนั้น จากคนไม่รู้จักเป็นคนรู้จัก สู่เพื่อนต่อยอดเกินกว่าเพื่อน และเดินทางสู่คำว่าแฟน...คนรักกัน อย่างไรก็ดีหน้าที่ตำรวจทำให้เขาห่างเหินหัวใจ เขาร่ำร้องเพราะอยากพบหน้าเธอตลอดเวลา แต่เครื่องแบบสีกากีข่มความรู้สึกนั้นไว้ เขามีหน้าที่เพื่อประชานที่จับจ้องและสังคมจับตา

เหลือเวลาไม่ถึง 1 ชม. ตอนที่ตำรวจบนโรงพักรับแจ้งจากวิทยุประจำสน.ไฮเทคสมัยใหม่ว่า “รับแจ้งเหตุ 131 ธนาคาร...” เท่านั้นส.ต.ท.ถึงกับใจหายวาบ เรียกกันง่ายๆ ว่า “งานเข้า” เหตุชิงทรัพย์ธนาคารเกิดขึ้น ในฐานะสายตรวจ เขาจำต้องไปยังจุดเกิดเหตุ ต้องไปสกัดจับคนร้าย



แต่ข้อมูลก่อเหตุไม่เหมือนตอนซ้อม แค่ยี่ห้อรุ่นสีและทะเบียนของรถมอเตอร์ไซค์ก็สับสน ในประเทศและเมืองที่คลาคล่ำไปด้วยรถมอเตอร์ไซค์ พวกเขาไม่สามารถควานหาคนร้ายได้ ส.ต.ท.โทรศัพท์กลับไปหาแฟนสาว แล้วเอ่ยขอโทษเพราะมีงาน เขากำลังปฏิบัติหน้าที่รอบธนาคารในการรักษาพื้นที่ไว้ หญิงสาวมีน้ำเสียงไม่พอใจเป็นอย่างยิ่ง “ไว้วันหลังแล้วกัน” เธอบอกอย่างเรียบๆ แต่ชายหนุ่มรู้ดีว่าในใจนั้นมันเจ็บและเสียใจเป็นอย่างยิ่ง “รอออกเวรนะ ดึกหน่อยแต่จะไปรับตัวเองแน่นอน”

เวลาออกเวรเกิดขึ้นแล้ว แต่ส.ต.ท.ยังไม่ได้ออกเวร เขาถูกลากยาว เพราะผู้บังคับบัญชาระดับสูงจะเดินทางมาดูจุดเกิดเหตุ นายพลตำรวจมามากมายด้วยประชาชน และสื่อมวลชน ส.ต.ท.ถูกสั่งโดยสวป. ให้เฝ้าอยู่หน้าธนาคาร จากนั้นทุกนายก็ลืมไปว่า เขายังยืนเฝ้าอยู่ตรงนั้น แม้จะออกเวรไปแล้ว

ผ่านไปถึง 3 ชม. กว่าจะเสร็จสิ้น ทุกอย่างจบ ส.ต.ท.กลับมาโรงพัก ถอดเสื้อเหลือแค่ครึ่งท่อน เขาโทรศัพท์หาหญิงสาวเธอไม่รับ เขาอธิบายไปในไลน์ว่า มันเป็นหน้าที่ มันเป็นงานที่ต้องทำ เขากลัวจะเสียเธอไป ความรักมันอาจนำมาซึ่งความสุข แต่ก็มีความทุกข์ ความกลัวที่จะสูญเสียเป็นเงากระจกระหว่างกัน

ไม่นานหญิงสาวโทร.กลับมา “รีบมานะ ค่อยๆ ขี่รถ ระวังตัวเองด้วยนะ”

“อีก 30 นาทีถึงเลย” แล้วเขาก็ขี่รถมอเตอร์ไซค์ออกจากสน. กรุงเทพฯ รถแน่นการจราจรติดขัด เขาบิดคันเร่งรถอย่างสุดความสามารถ แหวกการจราจรที่รถแน่น แนวรถไฟฟ้ากำลังก่อสร้างเป็นความฝันและความหวังของคนที่อยู่ในกรุงเทพฯ ได้คิดว่า มันจะเสร็จสักวัน และรถคงจะหายติดในไม่ช้า

รถมอเตอร์ไซค์คันหน้าของเขา มีพ่อแม่ลูกนั่งในรถซ้อน 3 ขณะปาดรถทางขวา พอดีกับที่รถเก๋งเบี่ยงซ้าย แรงกระแทกรถชนกันนั้นดังสนั่น ทำเอาส.ต.ท. ที่ออกเวรแล้วตกใจ รีบเบรกมือ รถมอเตอร์ไซค์คันหน้าล้ม พ่อแม่กระเด็น เด็กวัยไม่ถึง 10 ขวบได้แผลร้องลั่น วินาทีนั้นเสียงมือถือแฟนสาวดังขึ้นถามว่าถึงไหนแล้ว

เขาควรเร่งรถแซงแล้วไปรับเธอ แต่ภาพตรงหน้าปรากฏรถเก๋งนั้นไม่ได้ตั้งใจ แต่ไม่มีใครรู้ว่าจะต้องปฐมพยาบาลอย่างไร เสียงร้องโอดโอย บนถนนที่รถติดแห่งนี้ คงจะมีใครที่ปฐมพยาบาลเป็น มูลนิธิคงจะมาช่วยในไม่ช้า



แต่ส.ต.ท. เขาทำเป็น เขาปฐมพยาบาลเพราะเคยเรียนได้รับการรับรองมาหลายหลักสูตร แฟนสาวโทร.มาแต่เมื่อไม่มีใครรับก็ส่งข้อความถามว่า “ถึงไหนแล้ว หิวข้าว” ตอนนี้ส.ต.ท.ออกเวรแล้ว เมื่อหลุดจากหัวโขนตำรวจ ก็กลายเป็นประชาชนธรรมดา ปล่อยผ่านไปเดี๋ยวก็มีคนมาช่วย

แต่ชายหนุ่มนึกได้ว่า จะใส่หัวโขนหรือไม่ใส่ จะสวมเครื่องแบบหรือไม่ได้สวม เขาก็เป็นมนุษย์ ดังนั้นจึงจอดรถมอเตอร์ไซค์ แล้วข้ามถนนไปหาเร่งรุดช่วยเหลือ เขาหยิบมือถือโทร.บอกแฟนสาวถึงความจำเป็น ณ วินาทีนั้นเขารู้ความลับจักรวาลบางอย่าง ถ้าคนเราเกิดมาคู่กันจริง ต่อให้มีอุปสรรคก็จะเป็นแค่อุปสรรคที่ไม่นำไปสู่ปัญหาให้ขวางทางหรือทำลายความสัมพันธ์

“ไม่ต้องร้องนะครับ ผมเป็นตำรวจ ปฐมพยาบาลเป็น” เขาหยิบวอ.ที่ปิดไปแล้วมาเปิดใหม่ แล้วแจ้งไปยังสน. มีเหตุเกิดขึ้น นี่คือสิ่งที่เขาฝึกฝนและใฝ่ฝันมาเพื่อจะเป็น เสร็จจากอุบัติเหตุนี้ก่อน แล้วค่อยไปหาแฟนสาว เชื่อว่าเธอจะเข้าใจ

ใช่...เขาเชื่อว่าเธอจะเข้าใจ.
..................................
คอลัมน์ : หนอนโรงพัก
โดย “ณัฐกมล ไชยสุวรรณ”


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 379