อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 18 พฤศจิกายน 2561

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 18 พฤศจิกายน 2561

ระวังนะจ๊ะ'คู่แข่งจะตีกิน' ด้วยข้อครหา'ในกองทัพ'

สัปดาห์นี้พาไปส่องอนาคตทางการเมืองไทยสู่การเลือกตั้ง ฝั่งไหนเชียร์ใครชัดเจน “อุบัติเหตุทางการเมือง” จะซ้ำรอยเดิมอีกหรือไม่ พฤหัสบดีที่ 6 กันยายน 2561 เวลา 11.00 น.


เดือนก.ย.นี้ ก็คงมีความเคลื่อนไหวทางการเมืองที่น่าสนใจหลายอย่าง โดยเฉพาะเรื่องที่ว่า พล..ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ เคยบอกว่า จะพูดถึงอนาคตทางการเมือง (ซึ่งไม่รู้วันไหน) หลายๆ คนก็คงอยากได้ความชัดเจนว่า “บิ๊กตู่” จะมาเป็นรายชื่อในบัญชีนายกฯ ของพรรคใดพรรคหนึ่งหรือเปล่า ซึ่งพรรคที่น่าจับตามองที่สุดคือ พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ที่มีข่าวว่า กลุ่มสามมิตรจะเอาคนที่ “ดูด” มาไปรวมด้วย

หลายๆ คนเขาอยากให้ “บิ๊กตู่” พูดให้ชัดไปเลยว่า จะมีชื่ออยู่กับพรรคไหนตั้งแต่ครั้งแรก ไม่ใช่รอกระบวนการโหวตเลือกนายกฯ ในสภารอบแรกไม่ผ่าน แล้วจะให้พรรคใดพรรคหนึ่งเสนอชื่อขึ้นมา ซึ่งมันก็มีความเสี่ยงว่า รอบแรกเขาก็อาจโหวตกันสำเร็จไม่ต้องรอโหวตรอบสอง แต่ก็ยังมีคนที่ไม่ค่อยเชื่อว่า นายกฯ จะแสดงท่าทีชัดเลย คิดว่า อาจตอบกั๊กๆ ประเภท “ถ้าเสียงประชาชนเรียกร้องให้ผมกลับมา ผมก็จะกลับมา” แต่กระบวนการขั้นตอนเป็นอย่างไรไม่รู้ และไม่รู้ว่าคำว่า “ฟังเสียงประชาชน” ไปฟังกันอย่างไร เหมือนที่นักการเมืองชอบอ้างหรือเปล่า

พรรคที่ประกาศหนุน “บิ๊กตู่” ก็มีอยู่เกินกว่าพรรคเดียว แต่กรณีเป็นพรรคเล็กพรรคน้อยตั้งใหม่ เสียงในสภาจะถึงพอให้เสนอชื่อนายกฯ หรือเปล่ายังไม่รู้ เพราะพรรคที่เสนอชื่อนายกฯ ได้ ต้องได้จำนวน ส.ส.เกิน 5% หรือง่ายๆ คือได้ 25 เก้าอี้ขึ้น และถ้าจะปลอดภัยที่สุด พรรคเสียงข้างมากควรจะต้องเป็นพรรคที่เสนอชื่อ “บิ๊กตู่” เพราะหากเสียงข้างมากไม่ได้เป็นหัวหน้ารัฐบาล ประวัติศาสตร์ก็มีโอกาสซ้ำรอยตอนม็อบเสื้อแดงปี 53 ที่เขาเคลื่อนไหวเพราะอ้างว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้เก้าอี้มาไม่ชอบธรรม ไม่ใช่นายกฯ ที่มาจากพรรคเสียงข้างมาก (ได้เพราะกลุ่มภูมิใจไทยแปรพักตร์)



อย่างไรก็ตาม เมื่อมีการจุดกระแสเรื่องการเลือกตั้งมาแล้ว และท่านผู้นำเองก็พูดว่า “ไม่ต้องการให้โรดแม็พเลื่อนจากวันที่ 24 ..62” การเมืองก็เริ่มจะคึกคักขึ้นมา เดือน ก.ย.นี้จะมีการคลายล็อค ก็ต้องเร่งหาสมาชิก เร่งประชุมเลือกกรรมการบริหารพรรค ซึ่งพรรคเพื่อไทยเป็นพรรคที่น่าจะถูกจับตามากที่สุดว่า “จะเอาใครมาเป็นหัว” ซึ่งอาจไม่ใช่คนตระกูลชินวัตรอีก เพราะไม่ต้องการให้เกิด “อุบัติเหตุทางการเมือง” เป็นคนที่ 3

แม้จะปฏิเสธว่า ไม่มีความเกี่ยวพันอย่างไรก็ตาม แต่ภาพของพรรคเพื่อไทยก็คือ
“พรรคของทักษิณ” อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แกนนำพรรคที่ไปพบ 2 อดีตนายกฯ ทั้งนายทักษิณ และ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เองก็รับทราบนโยบายหรือความคาดหวังอะไรมา และก็เป็นรายงานข่าวปรากฏให้เห็นเป็นระยะ ล่าสุดรายงานข่าวที่มีสีสันมาก คือการที่นายทักษิณประกาศว่า พรรคเพื่อไทยชนะเลือกตั้งแน่นอน อาจได้ถึง 260 เก้าอี้ เกินครึ่งของสภาผู้แทนราษฎร

ดังนั้น...ขณะนี้ถ้ามีโอกาส ลูกพรรคควรต้องเดินสายหาเสียงพบปะประชาชน ไปรับฟังความต้องการเพื่อนำมาทำเป็นนโยบาย และเสนอนโยบายให้ประชาชนรู้เป็นระยะ (นัยว่าถ้ารอแค่ให้ พ... เลือกตั้งออกถึงหาเสียงได้ จะสร้างการรับรู้ได้ไม่พอ) นโยบายที่สำคัญคือเรื่องการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ปากท้องของประชาชน เพราะเดี๋ยวนี้คนก็บ่นๆ กันเยอะว่าเศรษฐกิจไม่ดี บอกว่า “ถึงทักษิณจะมีปัญหาอย่างไร แต่ตอนเป็นรัฐบาลเศรษฐกิจมันดีกว่านี้เยอะ” นโยบายที่มีการปล่อยข่าวออกมา และหลายคนคงจะหูผึ่งไปด้วยไม่น้อย คือนโยบายที่จะเข้าไปจัดการหรือปฏิรูปกองทัพ ซึ่งที่เขาสนใจเพราะบางเรื่องเขาก็ไม่ชอบใจกับข่าวเกี่ยวกับกองทัพที่ออกมา

การปฏิรูปกองทัพให้โปร่งใสที่ว่าเป็นอย่างไร ยังไม่มีรายละเอียดชัดเจน แต่ข่าวที่ออกมาเกี่ยวกับกองทัพในช่วงนี้ก็ทำให้หลายคนเห็นเป็นเรื่องตลกร้าย ล่าสุดก็เพิ่งมีข่าวที่มีนักข่าวไปตามคดีจัดซื้อไม้ล้างป่าช้า GT200 ปรากฏว่า นายสุรศักดิ์ คีรีวิเชียร ป.ป.ช. บอกว่า “การวินิจฉัยว่าถูกหรือผิดเป็นเรื่องยาก เพราะบางครั้งไม่ได้ขึ้นอยู่ที่มูลค่าของเครื่อง แต่เป็นเหมือนความเชื่อ เหมือนพระเครื่องที่เจ้าหน้าที่นำไปใช้แล้วรู้สึกว่าคุ้มค่า...”



เล่นเอากลายเป็น meme ร่อนไปทั้งอินเทอร์เน็ต เพราะมันฟังแล้วประหลาด ใช้ได้ไม่ได้แต่คุ้มค่าในฐานะเครื่องรางเนี่ยนะ? แล้วแบบนั้นไม่จัดซื้อสมเด็จวัดช้างไห้ ส่งให้ทหารที่ไปกู้ระเบิดไม่ดีหรือ? ถูกกว่าด้วย ปัญหาไม่ใช่ว่าทำให้อุ่นใจหรือไม่ แต่ถ้าเป็นของปลอมใช้ไม่ได้จริง ก็ควรมีผู้รับผิดชอบกับงบประมาณแผ่นดินที่เสียไป หรือจะเอาแบบเรือเหาะที่ว่า ตอนซื้อมาคิดว่าใช้ได้ แต่พอใช้จริงใช้ไม่ได้ แต่ไม่มีใครผิด แยกย้ายกันได้ท่านผู้ชม

เรื่อง GT200 มันกลายเป็น “กรณีคลาสสิค” ที่หลายๆ คนนึกถึงเวลาใครพูดถึงความไม่ชอบมาพากลในการจัดซื้อของกองทัพ แล้วคดีนี้ก็เนิ่นนานเหลือเกิน แบบมีคนจิกกัดองค์กรตรวจสอบของไทยว่า ทำไมบางเรื่องอย่างจำนำข้าวนี่เร็วจัง กับเรื่องที่เห็นปัญหาซึ่งหน้าอย่างนี้กลับช้าอยู่ไม่รู้แล้ว และอีกเรื่องที่เห็นเขารอบคอบกันสุดขีดก็ “แหวนแม่ นาฬิกาเพื่อน” นี่แหละ ที่เรื่องจะครบปีอยู่แล้ว ยังไม่เห็นมีอะไรคืบหน้า

การจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ในสมัยรัฐบาลนี้ก็มีมาก ทั้งรถถัง เรือดำน้ำ จนคนเริ่มตั้งคำถามว่า “มันเกินความจำเป็นไปหรือไม่” ซึ่งส่วนหนึ่งมันก็เป็นเพราะฝ่ายกองทัพอาจยังอธิบายเรื่องความจำเป็นด้านการป้องกันประเทศไม่ดีพอ คนไม่รู้ว่า “ชีวิตเราจะดีขึ้นอย่างไรถ้าซื้ออาวุธเยอะๆ” จากข่าวคือ ทางพรรคเพื่อไทยเลยจะมีนโยบายยกเลิกซื้อเรือดำน้ำ อาจอ้างความจำเป็นอะไรก็ได้ เหมือนที่มาเลเซียยกเลิกการลงทุนร่วมกับจีน เพราะไม่อยากเป็นหนี้เพิ่ม

หากมีการยกเลิกการซื้อเรือดำน้ำได้จริง (และเอาเงินมาใช้พวกสาธารณูปโภคอย่างอื่น) ภาพที่ทำให้คนเห็นคือ “เป็นการให้ความสำคัญกับเรื่องชีวิตความเป็นอยู่มากกว่า” คะแนนเสียงก็เทมาได้ง่ายๆ และเรื่องที่น่าสนใจที่เป็นข่าวอีกก็คือ จะให้ยกเลิกการเกณฑ์ทหาร เพราะไม่จำเป็นต้องมีทหารเกณฑ์มากขนาดนี้ อีกทั้งถูกนำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ เช่น รับใช้บ้านนาย และยังมีข่าวความรุนแรง “ซ่อมธำรงวินัย” ออกมาเกือบทุกปี



เด็กรุ่นใหม่ๆ ที่เพิ่งจะมีสิทธิ์เลือกตั้งจำนวนมาก ก็ไม่ได้อยากจะไปเกณฑ์ทหาร เขาบอก “เสียเวลาชีวิตและไม่รู้จะโดนอะไรบ้าๆ บอๆ บ้าง” เห็นข่าวนี้แล้วก็คงชอบใจ แม้กองทัพจะจูงใจว่า การเกณฑ์ทหารได้อะไรมากกว่าที่คิด เช่น ได้ฝึกวินัย ฝึกร่างกาย ได้เงินเดือนด้วย แต่เขาก็บอกว่า ขอให้เอาไปเสนอให้คนที่เขาสมัครใจสมัครเถอะ นโยบายยกเลิกการเกณฑ์ทหารนี้ถึงเรียกได้ว่า ซื้อใจคนรุ่นใหม่ได้ไม่ยาก คนเห็นข่าวไม่ดีที่ออกมาบ่อยๆ

ภาพลักษณ์ของทหารที่เป็นลบเท่าไหร่ คนยิ่งอยากทำให้โปร่งใสและอยากให้ยกเลิกอะไรที่ทำไปแล้วน่าตะขิดตะขวงใจมากเท่านั้น และเมื่อรัฐบาลนี้เป็นรัฐบาลทหาร ภาพก็เชื่อมโยงกับกองทัพอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ หลายๆ คนก็อาจคิดว่า ถ้าคนของ คสช.กลับมาเป็นรัฐบาลอีก การปรับปรุงกองทัพก็คงไม่เกิดขึ้น เพราะเขาก็เคยชินกับระบบอะไรแบบนี้มา...การปล่อยข่าวครั้งนี้เหมือนเป็นเดิมพันสำคัญ ที่พรรคเพื่อไทยจะชนกองทัพโดยตรง และบางที...อาจได้คะแนนนิยมในใจกลุ่มพลังเงียบไปไม่น้อย.
........................................
คอลัมน์ : ที่เห็นและเป็นอยู่
โดย “บุหงาตันหยง”


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 246