อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 22 กันยายน 2561

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 22 กันยายน 2561

ภัยเงียบ'โรคกระดูกพรุน' ดื่ม'น้ำอัดลม'มากสึกหรอ

สัปดาห์นี้อย่าชะล่าใจนานาปัจจัยเสี่ยง “โรคกระดูกพรุน” ภัยเงียบเป็นไม่รู้ตัว อายุน้อยใช่ว่าไม่สึกหรอ อย่าเชื่อเป็นได้แค่ในผู้สูงอายุไม่จริง เสาร์ที่ 8 กันยายน 2561 เวลา 12.00 น.


ปฏิเสธได้ยากว่า...สังคมปัจจุบันไม่มีส่วนส่งเสริมให้กระดูกมีสภาพที่เสื่อมเร็วขึ้น ไม่ว่าจะเป็นไม่ค่อยมีเวลาออกกำลังกาย สูบบุหรี่บ่อย ดื่มเหล้าประจำ หรือกินอาหารแคลเซียมต่ำ เมื่อกระดูกหักบางรายก็อาจจะรุนแรงถึงขั้น “ทุพพลภาพ” ตามมา และส่วนใหญ่ใช้เวลารักษานานอีกด้วย

วันนี้ก็เลยจะพูดถึง “โรคกระดูกพรุน” ภาวะที่ความแข็งแกร่งของกระดูกลดลง จนเป็นเหตุให้แตก หัก ยุบตัวลงได้ง่ายๆ โดยกลุ่มที่พบมากสุด คือ “สตรีวัยหมดประจำเดือน” ที่ขาดฮอร์โมนเอสโตรเจนจากรังไข่ ไม่ว่าจะหมดตามธรรมชาติหรือผ่าตัดตัดรังไข่ออกทั้ง 2 ข้าง
“กระดูกก็จะ...สึกหรอเพิ่มมากขึ้น”



นพ.วรัท ทรรศนะวิภาส แพทย์ด้านโรคข้อและกระดูก ให้ข้อมูลว่า โรคกระดูกพรุนเป็น “ภัยมฤตยูเงียบ” ที่รุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ทุกวินาทีจะทำลายกระดูก ช่วงวัยหนุ่มสาวนั้นการสร้างกับการทำลายจะเท่าๆ กัน แต่เมื่ออายุมากขึ้นตัวทำลายก็จะมีมากกว่าตัวสร้าง ทำให้เกิดภาวะกระดูกพรุน ส่งผลให้กระดูกสันหลังค่อมและหักได้ ร่างกายจะเตี้ยลง และถ้าเกิดอุบัติเหตุกระดูกก็จะหักง่าย

เรามาดูกันว่าปัจจัยเสี่ยงที่ก่อให้เกิดโรคกระดุกพรุนอย่างแรกเลย คือ “เชื้อชาติ” คนผิวขาวเป็นมากกว่าคนแถบเอเชีย แต่คนเอเชียจะพบได้มากกว่าคนผิวดำ ส่วนใหญ่คนผิวดำจะไม่ค่อยเป็นโรคกระดูกพรุนให้เห็นเท่าไหร่นัก

ขณะที่ “พันธุกรรม” มีส่วนเกี่ยวข้องด้วยเช่นกัน เมื่อแม่เป็นโรคนี้ลูกก็จะเป็นด้วย หรือหากญาติทางฝ่ายแม่เคยเป็นภาวะกระดูกพรุนและกระดูกหัก ตัวเราก็จะมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดกระดูกหักไปด้วย

ส่วนในเรื่องของ “อายุ” มีผลเกี่ยวข้องกันอย่างแน่นอน เมื่ออายุ 65 ปีจะก้าวเข้าสู่ภาวะกระดูกพรุน แต่ความเข้าใจผิดที่ว่าเป็นได้เฉพาะผู้สูงอายุนั้นไม่จริง โดยในผู้หญิงหลังหมดประจำเดือนแล้ว 5 ปี มักเป็นโรคมากกว่าผู้ชาย



องค์การอนามัยโลก รายงานว่า โรคกระดูกพรุนเป็นปัญหาทางสาธารณสุขที่มีความสำคัญ ต่อประชากรผู้สูงอายุมากที่สุด โดยเพศหญิงจะมีโอกาสกระดูกหักจากโรคนี้มากถึง 30-40% แต่ในขณะ เดียวกันเพศชายมีโอกาสเพียงแค่ 13% เท่านั้น และส่วนใหญ่พบมากในผู้สูงอายุตั้งแต่ 60-80 ปี และ 2 ใน 3 ที่มีอายุมากกว่า 80 ปี

ด้าน “น้ำหนักตัว” คนผอมมวลกระดูกน้อย จึงมักจะเป็นโรคนี้ได้มากกว่าคนอ้วน เพราะไขมันมีเอสโตรเจน ซึ่งจะไปช่วยซ่อมแซมกระดูกพรุน

“ได้รับแคลเซียมไม่เพียงพอ” ผู้ใหญ่ควรได้รับแคลเซียม วันละ 800-1,000 มก. หากเป็นหญิงวัยหมดประจำเดือนวันละ 1,500-2,000 มก. และสำหรับผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไปวันละ 800-1,000 มก.

รวมไปถึง “พฤติกรรม” คนที่มีชีวิตเครียด ไม่ได้พักผ่อน สูบบุหรี่ และการดื่มน้ำอัดลมเป็นประจำ มีโอกาสกระดูกพรุนสูงแม้ยังไม่เช้าสู่วัยทอง การเล่นกีฬาหรือออกกำลังกายชนิดลงน้ำหนัก เช่น เล่นฟุตบอล บาสเกตบอล วิ่ง กระโดด จะช่วยเพิ่มความหนาแน่นของมวลกระดูก ช่วยลดการสูญเสียมวลกระดูกแม้จะเข้าสู่วัยทองแล้ว

สุดท้าย “โรคเรื้อรัง” เช่น ไทรอยด์เป็นพิษ ไขข้ออักเสบรูมาตอยด์ โดยไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง หรือกินยาบางชนิดเป็นระยะเวลานาน เช่น ยาสเตียรอยด์ ยาขับปัสสาวะ ยากันชัก ส่งผลให้สูญเสียมวลกระดูกมากขึ้น



โดยโรคนี้ในระยะแรกมักจะไม่แสดงอาการออกมาให้เห็น จะมีเพียงความเสี่ยงที่จะเกิดกระดูกหักได้ง่าย ถ้ากระดูกสันหลังหักอาจไม่มีอาการปวดในระยะแรก แต่อาจทำให้ความสูงลดลง และอาการปวดจะตามมา รวมถึงเกิดภาวะทุพพลภาพได้ ส่วนผลกระทบจากกระดูกสะโพกหัก ผู้ป่วยจะเดินไม่ได้ต้องนอนบนเตียงเป็นเวลานาน ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดแผลกดทับ รวมไปถึงผู้ป่วยจะต้องได้รับการดูแลในระยะยาว และมีแนวโน้มในการเสียชีวิต

สำหรับวิธีการป้องกันโรคกระดูกพรุน เด็กๆ ควรดื่มนมอย่างน้อยวันละ 2 แก้ว (500ซีซี) จนถึงวัยหนุ่มสาว เพื่อเพิ่มมวลกระดูกสะสมให้มาก ถ้ากลัวอ้วนอาจเปลี่ยนเป็น “นมพร่องมันเนย” แต่หาก “แพ้นมวัว” สามารถใช้ “นมถั่วเหลือง” แทนได้ โดยดื่มในปริมาณที่มากขึ้น เพราะมีแคลเซียมน้อยกว่านมวัว ในกรณีไม่สามารถรับประทานได้ ควรเลือกกินอาหารที่มีแคลเซียมมาก เช่น ปลาตัวเล็ก กุ้งแห้ง ผักใบเขียว

อีกทางเลือกหนึ่ง การออกกำลังกายถือเป็นปัจจัยเสริมสร้างความแข็งแรงให้กระดูก ยิ่งทำสม่ำเสมอมากเท่าไหร่ กล้ามเนื้อจะเป็นตัวช่วยอย่างดี เพราะจะไปกระชับข้อต่อและกระดูกต่างๆ ให้แข็งแรง โดยทำให้ได้วันเว้นวัน หรือสัปดาห์ละ 3 วัน ซึ่ผู้สูงอายุผู้ที่มีกระดูกบาง หรือแม้กระทั่งผู้ป่วยโรคกระดูกพรุน ก็ออกกำลังกายได้เช่นกัน แต่สิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้คือ ควรรับวิตามินดีให้พอเพียง เพราะช่วยดูดซึมแคลเซียมนำไปสร้างกระดูก หรือได้รับแสงแดดอ่อนๆ ช่วงเช้าหรือเย็น 10-15 นาที ผิวหนังจะสร้างวิตามินดีจากแสงแดดได้เช่นกัน 



พฤติกรรมเสี่ยงที่ควรหลีกเลี่ยงต่อโรคกระดูกพรุน ได้แก่ การสูบบุหรี่และดื่มสุรา งดซื้อยาทานเอง เช่น ยาลูกกลอนที่มีสเตอรอยด์ผสมอยู่ และอย่ามองข้ามเรื่องเล็กๆ บ้าน ที่อยู่อาศัย ต้องมีแสงสว่างเพียงพอ เพื่อป้องกันอุบัติเหตุ เช่น การหกล้ม เป็นต้น

แม้ว่าในปัจจุบันจะมียาหลายชนิดที่ใช้รักษา ยาทานบางชนิดเป็นยาเสริมสร้างฮอร์โมนเอสโตรเจน เมื่อใช้แล้วจะมีภาวะเสี่ยงต่อ “มะเร็งเต้านม” และ “มะเร็งเยื่อบุมดลูก” มากขึ้น หรือยาบางชนิดถูกสังเคราะห์ขึ้นมา แต่ลดการทำลายมวลกระดูก โดยมีคุณสมบัติลดอุบัติการณ์ของกระดูกเปราะหักได้ หรือยาอีกประเภทหนึ่งซึ่งต้องฉีดทุกวันเพื่อเพิ่มมวลกระดูก อย่างไรก็ดียาเหล่านี้ต้องอยู่ในการดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด

เมื่อท่านผู้อ่านรู้แล้วว่า...ไม่ใช่แค่ผู้สูงอายุเท่านั้น ที่เป็นโรคกระดูกพรุนได้ เพราะความจริงคนวัยอื่นๆ ที่ได้รับปริมาณแคลเซียมไม่เพียงพอ และมีพฤติกรรมผิดๆ อาจเป็นโรคกระดูกพรุนก่อนวัยอันควรได้เช่นกัน.
......................................
คอลัมน์ : Healthy Clean
โดย “ทวีลาภ บวกทอง” 


ร่วมสนับสนุนโดย :






คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 188