อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 22 กันยายน 2561

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 22 กันยายน 2561

​​​​​​​"หมา-แมว-นักการเมือง" กฎหมายห้ามปล่อยเข้าวัด

สัปดาห์นี้ต้องทำความเข้าใจกันอีกแล้ว หลังมหาเถรสมาคมออกมติห้ามหมา-แมวและนักการเมืองเข้าวัด รายละเอียดจะเป็นอย่างไรไปติดตามกัน พุธที่ 12 กันยายน 2561 เวลา 11.00 น.


สงสัยช่วงนี้มหาเถรสมาคมกำลังอยู่ในห้วงเวลา “เกียร์ว่าง” ไม่มีอะไรทำ กำลังอยู่ในช่วงเวลาเหมือนรักษาการ งานประจำที่เคยทำตอนนี้คงเก็บเข้ากรุหมด ทั้งเรื่องพิจารณาตำแหน่งทางปกครอง เรื่องสมณศักดิ์ (ว่างเว้นมา 2 ปีแล้ว) เรื่องการศึกษา ตอนนี้คงทำได้มีแต่เรื่องเบาๆ เช่น ยกวัดร้างให้เป็นวัดอยู่จำพรรษาบ้าง ออกกฎระเบียบต่างๆ ให้พระภิกษุสามเณรอยู่ภายใต้กฎหมายของบ้านเมืองบ้าง คาดว่าคงรอคณะกรรมการชุดใหม่

การขับเคลื่อนกิจการคณะสงฆ์ ว่าไปแล้วกรรมการมหาเถรสมาคมชุดรักษาการนี้ก็ไม่รู้จะได้อยู่ครบทุกรูปหรือเปล่า??

โดยมี 2 เรื่องที่มหาเถรสมาคมออกเป็นมติไปเมื่อเร็วๆ นี้ เรื่องแรก คือ ห้ามปล่อยสัตว์ภายในวัด และรวมทั้งให้กำหนดพื้นที่วัดห้ามมีการซื้อขายสัตว์เพื่อปล่อยสะเดาะเคราะห์ เรื่องนี้อย่าทำเป็นเล่นไป เมื่อกฎหมายบ้านเมืองเล็กๆ น้อยๆ แบบนี้เข้าไปยัง “เขตพุทธาวาส” บรรดาเจ้าอาวาสทั้งหลายทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ไม่ได้ เหมือนเรื่องห้ามสูบบุหรี่ภายในวัด หากจำไม่ผิดเคยมีคนไปฟ้องร้องกล่าวหาเจ้าอาวาสว่า ไม่ติดป้ายตักเตือน เจ้าอาวาสในฐานะเจ้าบ้านเจอข้อหาไม่ติดแผ่นป้ายเขตปลอดบุหรี่ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองสุขภาพของผู้ไม่สูบบุหรี่ พ.ศ.2535 และประกาศกระทรวงสาธารณสุข พ.ศ.2553 เรื่องนี้เจ้าอาวาสเกือบติดคุกมาแล้ว



กรณีนี้เหมือนกันผมเป็นห่วงเจ้าอาวาสจริงๆ เกิดมีใครไปปล่อยแล้วชาวบ้านแอบถ่ายรูปเอาไว้ แล้วไปแจ้งตำรวจว่า เจ้าอาวาสไม่ทำป้ายเตือน ไม่ห้าม ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น เจ้าอาวาสอาจเจอข้อกล่าวหาผิดตาม พ.ร.บ.ป้องกันและทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์ พ.ศ.2557 และ พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 เหมือนกับเรื่องบุหรี่ก็เป็นได้

จริงอยู่เรื่องนี้เป็นผลดีกับวัดและพระภิกษุภายในวัด สมัยบวชก็เคยเจอบรรดาคนมักง่าย นำลูกแมว ลูกสุนัขบ้าง หรือไม่ก็สุนัขแมวที่พิการมาปล่อยในวัด เป็นภาระให้พระภิกษุสามเณร บางคนเห็นสงสารก็นำอาหารมาให้สุนัขแมวกิน ก็ทำให้วัดเลอะเทอะสกปรก ก่อให้เกิดเชื้อโรคต่างๆ แต่ยังว่าคนปัจจุบันอย่าว่าแต่สุนัขแมวเลย เคยมีข่าว “พ่อแม่ตนเองเลี้ยงไม่ไหวเอามาปล่อยวัด” ก็มี!!



เรื่องที่สอง ก่อให้เกิดเสียงพิพากษ์วิจารณ์พอสมควร คือ ห้ามใช้วัดเป็นสถานที่ชุมนุมหรือสัมมนาหรือจัดกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการเมือง คาดว่าน่าจะมาจากก่อนหน้านี้มีกลุ่มทนายความและชาวพุทธกลุ่มหนึ่ง พยายาม ชี้ให้สังคมไทยเห็นว่า ปัจจุบันพระพุทธศาสนาในประเทศไทยกำลังมีภัยโดยมีขบวนการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นจากกลุ่มคนต่างศาสนา หรือจากคนภายในศาสนาเดียวกัน โดยมีสังคมพระสงฆ์เป็นเป้าใหญ่

เพราะพระสงฆ์เป็นเป้านิ่งและถูกมองว่า “ไม่ทันสังคม” ขอย้ำว่าถูกมอง “ไม่ทันสังคม” และผมก็เชื่อโดยสุจริตใจว่า “พระสงฆ์ผู้ใหญ่บ้านเราส่วนใหญ่ซื่อ” แต่ไม่ถึงกับบื้อแต่เรื่องไม่ทันสังคมโลกฆราวาสอันนี้ใช่ คือ ไม่รู้เรื่องว่าภัยมีอะไรบ้างที่จะมากระทบพระพุทธศาสนาและสังคมสงฆ์ และไม่กระหายใคร่ที่จะรู้เรื่องด้วย “เว้นเรื่องตัวเอง” บางรูปรู้เรื่องแต่ ตุณฺหี” (อ่านว่า ตุณฮี) คือ นิ่งเฉย วางเฉย กลัวภัยมาถึงตัว ส่วนพวกที่รู้มาก มีวิสัยทัศน์หน่อยก็ “ถูกบล็อก” ประเภทพระคุณเจ้าไม่ต้องเพราะมิใช่กิจของสงฆ์ประมาณนี้ อย่างมติมหาเถรสมาคม 2 เรื่องข้างต้นไม่มั่นใจว่า...พระสังฆาธิการรู้เรื่องหรือยัง



สุดท้ายชาวพุทธกลุ่มที่รักพระพุทธศาสนา เป็นห่วงสังคมพระสงฆ์ ก็ทำหน้าที่แทน ผมเห็นคนกลุ่มนี้เคลื่อนไหวอยู่ 2-3 เดือนไปจัดสัมนาตามวัดและภาคต่างๆ สุดท้ายคิดว่า “ฝ่ายมั่นคง” คงส่งสัญญาณไปที่สำนักงานพระพุทธศาสนาว่า “ขอให้มหาเถรสมาคมออกมติห้าม” ทั้งๆ ที่เรื่องนี้ “เป็นคุณ” ต่อ “พระพุทธศาสนาและสังคมสงฆ์” มากกว่าโทษ

แต่แล้วมหาเถรสมาคมก็รับลูกห้าม หากผมเป็นชาวพุทธและทนายกลุ่มนี้คงท้อถอยและน้อยใจ ทำเพื่อพระพุทธศาสนาและพวกท่านแท้ๆ กลับ “ถูกพวกเดียวกันห้าม” แต่เอาเถอะหากพวกเราเข้าใจที่มาที่ไปและการเป็นอยู่ของสังคมสงฆ์ภายใต้โครงสร้างอำนาจไทย จะเห็นภาพว่าทำไมมหาเถรสมาคมต้องทำแบบนี้ ตอนนี้ในกลุ่มนักบวชเก่าๆ อย่างพวกผมก็เลยพูดกันเล่นๆ ว่า ตอนนี้ หมาและนักการเมืองห้ามเข้าวัด ซึ่งความจริงก็คือห้ามปล่อยสัตว์ภายในวัดและเจ้าอาวาสต้องสอดส่องดูแล และห้ามจัดกิจกรรมการเมืองภายในวัด ไม่อย่างนั้นเจ้าอาวาสมีสิทธิติดคุกได้.
.................................
คอลัมน์ : ริ้วผ้าเหลือง
โดย “เปรียญ10” : riwpaalueng@gmail.com


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    85%
  • ไม่เห็นด้วย
    15%

บอกต่อ : 569